24 มิถุนาฯ จาก ‘เอกสารชั้นต้น’ | ปราปต์ บุนปาน
ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน
“2475 บุกวังวันปฏิวัติ : รวบรวมบันทึกของพระประศาสน์พิทยายุทธ, ขุนศรีศรากร และหลวงศุภชลาศัย” บรรณาธิการโดย “นริศ จรัสจรรยาวงศ์” คือหนังสือในซีรีส์ “ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ” ของสำนักพิมพ์มติชน ซึ่งเพิ่งวางจำหน่ายเนื่องในวาระ 94 ปี การเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน
หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวม “หนังสือเก่า/เอกสารชั้นต้น” ที่บันทึกความทรงจำของผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี 2475 จำนวน 3 ราย ซึ่งอาจไม่ค่อยมีบทบาท-ตัวตนมากนัก ในงานเขียนว่าด้วย “ประวัติศาสตร์ 24 มิถุนาฯ” ยุคหลัง
แต่กลับเผยให้เห็น “ปากคำทางประวัติศาสตร์” อันน่าสนใจหลายประการ

ดังเช่นเอกสารชั้นต้นชิ้นแรกสุดที่คุณนริศนำมาตีพิมพ์ซ้ำในหนังสือเล่มนี้ นั่นคือหนังสือ “แผนการปฏิวัตร” เล่าโดย “พระประศาสน์พิทยายุทธ์” (สะกดชื่อตามปกหนังสือฉบับพิมพ์ครั้งแรก) เขียนโดย “จำรัส สุขุมวัฒนะ” ซึ่งวางจำหน่ายหนแรกสุดเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2491 หรือ 78 ปีก่อน
“พระประศาสน์พิทยายุทธ” (วัน ชูถิ่น) คือ “1 ใน 4 ทหารเสือคณะราษฎร” เป็นอดีตนักเรียนทหารเยอรมันและสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งรับหน้าที่นำกำลังเข้าควบคุมตัว “สมเด็จฯ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต” เมื่อเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475
ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง พระประศาสน์ฯ ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีและผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ ก่อนได้รับมอบหมายให้ไปดำรงตำแหน่งอัครราชทูตไทยประจำเยอรมนีระหว่างปี 2481 จนถึง 2488
ทำให้ผู้ก่อการฯ รายนี้ มีสถานะเป็นหนึ่งในคนไทยจำนวนไม่กี่รายที่เคยเข้าพบ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์”
นอกจากนั้น เมื่อเยอรมนีเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 พระประศาสน์ฯ ก็เคยถูกนำตัวไปคุมขังที่กรุงมอสโกเป็นเวลายาวนานถึง 225 วัน ก่อนจะได้รับอิสรภาพและเดินทางกลับประเทศบ้านเกิด

เนื้อหาในหนังสือ “แผนการปฏิวัตร” ได้บันทึกแง่คิดเรื่องการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและสะท้อนความเป็น “ทหารปัญญาชน” ของ “พระประศาสน์พิทยายุทธ” เอาไว้อย่างน่าสนใจ
ยกตัวอย่างเช่นเรื่องความมุ่งหมายของการปฏิวัติ ซึ่งพระประศาสน์ฯ อธิบายเอาไว้ว่า
“ความมุ่งหมายของการปฏิวัตรคืออะไร จุดหมายอันสำคัญคือเพื่อให้อำนาจอันถาวรแก่ราษฎร ทำความเจริญให้แก่ราษฎร โดยราษฎรเอง กล่าวคือให้ช่วยกันสร้างความเจริญไปสู่จุดสมบูรณ์พูลสุข แห่งมนุษยชาติ Perfectibility of Mankind โดยให้เสรีภาพเป็นหลักธรรมประจำใจแก่มนุษย์ แล้วมนุษย์นี้เองจะบริหารกันไปสู่ความเจริญยิ่งๆ ขึ้นไปทุกที
“นี่คือเจตนารมณ์แห่งข้าพเจ้า ผู้ทำการวางแผนการณ์ปฏิวัตรแห่งประเทศไทย และลงมือกระทำการด้วยตนเองจนสำเร็จ เป็นการเปลี่ยนการปกครองแผ่นดินครั้งใหญ่ แห่งชาติไทยในวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๔๗๕”

ขณะที่เมื่อกล่าวถึงเรื่อง “รัฐธรรมนูญ” ในบทสุดท้ายของหนังสือเล่มดังกล่าว แนวคิดของพระประศาสน์ฯ ก็อาจเชิญชวนให้ผู้อ่านหลายคนนึกไปถึงข้อเสนออันแหลมคมเรื่อง “รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย” ของ “ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์” ในช่วงกลางทศวรรษ 2530 ดังเนื้อหาที่ว่า
“รัฐธรรมนูญเป็นสิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง เพราะรัฐธรรมนูญเป็นหลักแห่งแม่บทกฎหมายทั้งปวง รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่ว่าถึงหลักธรรมที่ปกครองมนุษยชาติ Principles แต่ความสำคัญที่สุดยิ่งไปกว่านั้น คือหลักธรรมนูญในใจคน
“รัฐธรรมนูญทั่วโลกมักจะเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษร แต่รัฐธรรมนูญอังกฤษนั้นไม่มีเขียนไว้ คนในชาติใดๆ ทั่วโลกที่จะรู้วิธีรักษารัฐธรรมนูญเป็นจำนวนมาก และรู้ลึกซึ้งจริงๆ เท่าคนอังกฤษเป็นไม่มี
“ถ้ารัฐบาลจะก้าวก่ายก้ำเกินหลักธรรมใดๆ ในรัฐธรรมนูญแม้แต่น้อย เช่น หลักเสรีภาพ เป็นต้น ราษฎรอังกฤษจะไม่ยอมเป็นอันขาด นอกจากจะเป็นภาวะสงคราม ด้วยเหตุนั้นนักการเมืองอังกฤษจึงต้องเกรงกลัวราษฎรของตนเอง ทำให้นักการเมืองเป็นคนดีโดยธรรมชาติ
“การที่คนรู้หลักธรรมในรัฐธรรมนูญนั้น ดีกว่ารู้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้เป็นตัวอักษร เพราะหลักธรรมเป็นระเบียบของธรรมชาติไม่มีการแปรปรวนได้ไปตามอารมณ์และเจตนา
“ฉะนั้นรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษรจึงสู้ธรรมนูญในใจคนไม่ได้ เพราะคนทุกคนจะได้มีสามัญญาณรู้หลักธรรมของการปกครองประเทศตน เป็นอำนาจที่แท้จริงที่สิงสู่อยู่แก่ราษฎรตลอดกัลปาวสาน”
