bg-single

เสรีแห่งสายน้ำ (ในห้วงคำนึงของนิราศภูเขาทอง) | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง

10.07.2026

1.

เสียงระริกไหลของสายน้ำเป็นเบื้องแรก ต่อตามด้วยท่วงทำนองเสนาะใสกังวานทว่าเยือกเย็น คล้ายการนั่งฟังอยู่ในโรงมหรสพที่เครื่องเสียงเซอร์ราวด์รอบทิศทาง ทุกเสียงผสมผสานกันอย่างไม่มีที่มาที่ไป ทั้งเสียงตีกรับ ขับเสภา เสียงสายน้ำไหล เสียงสายลมหวีดหวิว เสียงทุ้มนุ่มลึกแฝงอำนาจลึกลับบางอย่างของชายไทยยากระบุวัย ทั้งหมดคล้ายดังมาจากเบื้องบรรพกาล เป็นเสียงที่ไหลเอื่อยๆ สลับเร่งเร้า ประกอบกันเป็นท่วงทำนอง ก้องสะท้อนอยู่สองข้างรูหู อยู่ในความกึ่งฝันกึ่งจริง

ก่อนสะดุ้งตื่น ผมแว่วยินน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวขึงขังของชายอีกคน ดังแทรกมากับบทเสภาวรรคทองวรรคหนึ่ง ในนิราศภูเขาทองที่เคยท่องจำจนขึ้นใจ

ถึงโรงเหล้าเตากลั่นควันโขมง

มีคันโยงผูกสายไว้ปลายเสา

โอ้บาปกรรมน้ำนรกเจียวอกเรา

ให้มัวเมาเหมือนหนึ่งบ้าเป็นน่าอาย

…เดี๋ยว…มึง…จะ…ฉิบหาย…มึง…ไม่เคารพ…ครู…อาจารย์…

ทำบุญบวชกรวดน้ำขอสำเร็จ

สรรเพชญโพธิญาณประมาณหมาย

ถึงสุราพารอดไม่วอดวาย

ไม่ใกล้กรายแกล้งเมินก็เกินไป

…เดี๋ยว…มึง…จะ…ฉิบหาย…มึง…ไม่เคารพ…ครู…อาจารย์…

ไม่เมาเหล้าแล้วแต่เรายังเมารัก

สุดจะหักห้ามจิตคิดไฉน

ถึงเมาเหล้าเช้าสายก็หายไป

แต่เมาใจนี้ประจำทุกค่ำคืนฯ

…เดี๋ยว…มึง…จะ…ฉิบหาย…มึง…ไม่เคารพ…ครู…อาจารย์…

เหงื่อแตกพลั่กๆ เหมือนสายน้ำ เปียกชื้นบนที่นอน แปลก แทนที่จะร้อนกลับหนาวสั่น หนาวสั่นเหมือนแช่อยู่ในน้ำมาแสนนาน ไม่สิ ต้องพูดว่าแช่อยู่ในแม่น้ำถึงจะถูก เจาะจงลงไปอีกต้องพูดว่าแช่อยู่ในแม่น้ำชราสายนั้น สายที่ไหลผ่านหน้าเรือนไทยสองชั้นหลังใหญ่ของปู่กับย่า

สะบัดหัวเรียกสติ ไม่ต้องมองนาฬิกาก็พอเดาได้ เสียงเลื่อนประตูเพื่อนบ้านฝั่งตรงข้ามบอกเวลา ใกล้ตีห้าออกทำงานเหมือนทุกวัน คว้าขวดน้ำบนโต๊ะข้างเตียงกรอกเข้าปาก กลั้วพอหายขมที่ลำคอ เดินเข้าห้องน้ำทำธุระส่วนตัว ก่อนกลับมานั่งนิ่งๆ หน้าโต๊ะเดียวกันกับที่วางขวดน้ำ ไม่ลืมเสียบกาน้ำร้อนอยู่ข้างกันสำหรับชงกาแฟ เปิดโน้ตบุ๊กทิ้งไว้ก่อน รอเรียบเรียงอารมณ์ มีงานเขียนที่ต้องเร่งส่งให้ บ.ก.ค้างอยู่ชิ้นหนึ่ง คิดว่าวันนี้จะต่อให้จบ

จ้องมองหน้าจอ แต่คล้ายสุ้มเสียงในความฝันยังรบกวน

2.

ลมแม่น้ำยามค่ำพัดเย็นชื่นใจ เมื่อวานผมมีโอกาสได้ไปร่วมกิจกรรมอ่านบทกวี และจัดเสวนาให้กับนักเรียนนักศึกษาที่สนใจเนื่องในวันสุนทรภู่ กวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ บริเวณอนุสาวรีย์สุนทรภู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา หน้าที่ว่าการอำเภอ (เก่า) สามโคก ปทุมธานี สถานที่นี้เองมีประวัติศาสตร์ความสำคัญเกี่ยวกับสุนทรภู่ ครั้งล่องเรือไปนมัสการเจดีย์ภูเขาทองที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2371 ท่านได้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับสามโคกไว้ตอนหนึ่งในนิราศภูเขาทอง

ถึงสามโคกโศกถวิลถึงปิ่นเกล้า

พระพุทธเจ้าหลวงบำรุงซึ่งกรุงศรี

ประทานนามสามโคกเป็นเมืองตรี

ชื่อปทุมธานีเพราะมีบัว

นอกจากนิราศภูเขาทองแล้ว ท่านยังได้กล่าวถึงสามโคกไว้ในนิราศเจ้าฟ้า และนิราศพระบาท

วิทยากรผู้ร่วมงานมีทั้งศิลปินระดับครูบาอาจารย์ ศิลปินแห่งชาติ และกวีนักเขียนหลายท่าน งานเริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า มี Workshop ทั้งการบรรยายให้ความรู้ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสุนทรภู่ การทำศิลปะ การฝึกเขียน-อ่านบทกวี ฯลฯ ผมเป็นหนึ่งในวิทยากรฐานการฝึกเขียนบทกวี ทั้งหมดก็ด้วยการชักชวนของพี่นักเขียนคนหนึ่ง แม้ผมจะมีความชำนาญกับบทกลอนประเภทฉันทลักษณ์ หรือที่เรียกว่าแบบขนบอยู่พอตัว แต่บาดแผลบางอย่างในใจ มันทำให้ผมไม่อยากเข้าไปข้องแวะ ผมจึงหันมาให้ความสำคัญกับบทกวีที่เป็นกลอนเปล่า ไร้กฎเกณฑ์ตายตัว หรือเรียกไร้ฉันทลักษณ์มากกว่า

ในชั่วโมงบรรยาย ผมไม่ได้พูดถึงสุนทรภู่ ผู้เป็นต้นแบบกวีนิพนธ์ไทยเลย ผมยกตัวอย่างบทกวีของนักเขียนต่างชาติสองสามคน รวมถึงบทกวีของผมบางชิ้นให้นักเรียนอ่าน และตีความ

“กวีนิพนธ์เป็นสากล เหมือนดนตรี เหมือนงานศิลปะ เหมือนลมหายใจ หากเปรียบกวีนิพนธ์เป็นปีกอิสระ ฉันทลักษณ์ก็คือโซ่ล่ามดีๆ นี่เอง อย่ายึดติดอะไรกับรูปแบบ สาระที่ต้องการสื่อสารสำคัญกว่า”

จำได้ว่าผมพูดสอนนักเรียนไปแบบนั้นด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน มีบางคนแสดงสีหน้าฉงนฉงาย แต่ก็มีอีกบางคนที่ฉายโชนแสงไฟในดวงตา

ผมไม่ได้คิดแบบนั้นทั้งหมด ที่พูดไปเพราะมีปมบางชนิดติดตามหลอกหลอนมายาวนาน…

3.

บ้านไม้เรือนไทยสองชั้นติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งอยู่บนผืนดินอันเคยเป็นราชธานีเก่าแก่ของอาณาจักรสยาม (หรืออาณาจักรอยุธยา) บริเวณเนื้อที่ราวสองไร่เต็มไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และพืชพรรณนานาเขียวชอุ่ม เจ้าของบ้านเป็นถึงผู้อำนวยการโรงเรียนประจำจังหวัด ทั้งยังเป็นผู้มีความรัก ความช่ำชองต่อวรรณคดีไทย จนได้รับการยกย่องให้เป็นปูชนียบุคคลตัวอย่างของจังหวัด

ผมเติบโตมาในบ้านหลังนี้ เติบโตมากับปู่ผู้เคร่งครัด และย่าผู้สงบเสงี่ยม มีเพียงสามชีวิตที่เหลือในครอบครัว (ไม่นับรวมพ่อบ้าน แม่บ้าน คู่สามีภรรยาที่คอยช่วยเหลือดูแลสิ่งละอันพันละน้อยอีกสองคน) ย่าบอกแม่ของผมตายไปตอนผมอายุยังไม่ทันพ้นขวบ ด้วยอุบัติเหตุทางรถยนต์ พ่อรู้สึกผิด และโทษว่าตนเองเป็นสาเหตุ พ่อเสียศูนย์จนหล่นร่วงอยู่ในปลักแห่งความเศร้านานหลายปี แต่สำหรับตอนนี้น่ะหรือ พ่อพาชีวิตตัวเองไปตั้งหลักปักฐานใหม่อยู่ต่างประเทศกับภรรยาแหม่มนานแล้ว ผมไม่แน่ใจว่าพ่อหนีความโศกเศร้าสูญเสีย หรือหนีจากกรอบกรงของปู่กันแน่

ในวัยประถม ทุกเย็นหลังเลิกเรียน ผมต้องกลับบ้านพร้อมปู่ โดยไม่มีโอกาสได้เล่นกับเพื่อนๆ ในโรงเรียน หรือแม้แต่เด็กๆ ละแวกบ้านเหมือนอย่างเด็กคนอื่นๆ บางทีผมก็คิดอยากย้ายไปอยู่คนละโรงเรียนกับปู่ผู้ที่เป็นผู้อำนวยการให้รู้แล้วรู้รอด แต่มันก็เป็นเพียงสายลมความคิดของเด็กคนหนึ่ง

ภาพคุ้นตาทุกๆ ยามเย็น ในขณะที่เรารอให้ย่าเตรียมอาหาร จะเห็นปู่นั่งอ่านหนังสือ หรือไม่ก็เขียนบทกลอนของท่านไปเรื่อย ด้วยท่าทีเคร่งขรึม โดยมีผมนั่งทำการบ้านอยู่ข้างกัน หลังเสร็จการบ้าน ลำดับต่อมาปู่จะให้ผมอ่านวรรณคดีไทยที่เป็นบทกลอนให้ฟัง มีหลายเรื่อง ทั้งขุนช้างขุนแผน โคบุตร เงาะป่า พระอภัยมณี ฯลฯ หรือแม้แต่เรื่องที่ใช้ภาษายากๆ อย่างลิลิตพระลอ ที่ใช้คำประพันธ์ประเภทลิลิตสุภาพ ซึ่งคือการร้อยเรียงสลับกันระหว่าง ร่ายสุภาพ และโคลงสุภาพ ทั้งยังเป็นศัพท์แสงโบราณ ซึ่งผมไม่มีความเข้าใจในเนื้อหาเลย

แต่เหนือไปกว่านั้น สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกทุกข์ทรมานมากกว่าการอ่านให้ปู่ฟัง คือปู่จะบังคับเคี่ยวเข็ญให้ผมท่องจำ อาจเริ่มจากการตัดทอนบทสั้นๆ บางบทของวรรณคดีบางเรื่องมาให้ท่อง อย่างพระอภัยมณี หรือขุนช้างขุนแผน

แต่ก็นับว่ายังดี คือทั้งสองเรื่องนี้ผมมีส่วนที่ชอบอยู่บ้าง อาจเพราะบางตอนมีเรื่องราวการผจญภัย มีภูตผีปีศาจ มีคาถาเวทมนตร์ มีความมหัศจรรย์พันลึก ซึ่งพอจะดึงดูดความใคร่กระหายให้กับผมได้นิดหน่อย

มีคำหนึ่งที่ย่าเคยพูด ผมจำได้ไม่ลืม

“หลานเป็นความหวังของปู่ เป็นสิ่งทดแทนเดียวที่ท่านต้องเสียพ่อของหลานไป”

แต่อย่างที่บอก ผมนั้นอยากออกไปวิ่งเล่นกับเด็กวัยเดียวกันมากกว่า เสียงเจี๊ยวจ๊าวของไอ้จ้อย เสียงหัวเราะของไอ้ดุ๋ย เสียงด่าทอตามประสาช่วงวัยของอีหวาน และเสียงโหวกเหวกสนุกสนานของเหล่าเด็กๆ ละแวกบ้านที่โดดน้ำเล่นกันตูมตาม คล้ายมันปลุกเร้าความกระหายของผมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน และขึ้นชื่อว่าเด็ก ความเร้ากระหายย่อมหาช่องทางของมันจนเจอไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ในบางวันหยุด ปู่ต้องไปธุระปะปัง หรือไม่ก็ไปเป็นกรรมการกิตติมศักดิ์ในการประกวดบทร้อยกรองสักรายการหนึ่ง ซึ่งไอ้การไปในแต่ละครั้ง ปู่จะให้การบ้านผมโดยท่องโคลงกลอนสักบท เมื่อท่านกลับถึงบ้าน ผมจำเป็นต้องท่องให้ท่านฟัง การลงโทษนั้นมีแน่หากฝ่าฝืน แต่ย่าก็ใจดี และเห็นอกเห็นใจผม ทันทีที่รถของปู่พ้นประตูรั้วบ้าน ย่าจะรีบไล่ให้ผมไปสมทบกับกลุ่มเด็กๆ ที่เล่นกันอยู่ด้านนอก ห้วงยามเช่นนี้ คล้ายแสงแดดจะสวยสดกว่าทุกวัน แม่น้ำเบื้องล่างกวักมือเรียกอยู่หย็อยๆ ในขณะผมกับเพื่อนๆ แหวกว่ายอยู่ในสายน้ำเย็นชื่น

บ่อยครั้งผมยังจินตนาการไปว่าตัวเองเป็นสินสมุทร หรือสุดสาคร กำลังท่องทะยานไปเหนือเกลียวคลื่นพร้อมๆ เจ้าม้านิลมังกรคู่ใจ กับบรรดานางเงือกสาวน้อยสาวใหญ่ เห็นไหมครับปู่ วรรณคดีที่ปู่เคี่ยวเข็ญให้ผมอ่านนักหนา อย่างน้อยๆ มันก็ตามติดออกมาสู่ความลิงโลดของโลกใบที่อยู่นอกเหนือจากหนังสือ

ผมยืนยันกับตัวเองว่าไม่ได้ทิ้งไอ้วรรณคดีบ้าบออะไรของปู่ที่ยัดทะนานให้ เพียงแต่มิติในการรับรู้ที่ดำรงอยู่ในจิตใจของผม มันเหลื่อมซ้อน และมีแง่งามมากกว่าการสัมผัสคล้องจองของตัวอักษร สระ วรรณยุกต์ และกรอบกรงที่ปู่ถือครองไว้ภายใต้ถ้อยคำ “ขนบ” “การสืบสานคุณค่า” หรือ “ฉันทลักษณ์” อะไรนั่น

4.

เสียงในความกึ่งฝันกึ่งจริงยังตามติดห้วงคิด หากมองให้เป็นเรื่องราวอภินิหาร อาจต้องบอกว่าสุนทรภู่ถอดจิตเดินทางข้ามภพภูมิมาเอาเรื่องกับผม นึกถึงเรื่องนี้ก็ขำในใจ ไม่ใช่ผีสุนทรภู่อะไรทั้งนั้น ในสามัญสำนึกผมพอรู้ว่าเป็นเสียงใคร เปิดแล็ปท็อปขึ้นเพื่อค้นหาบทกวีสั้นๆ ที่ใช้อ่านต่อหน้าอนุสาวรีย์ของท่านเมื่อค่ำคืนที่ผ่านมา ผู้จัดงานตั้งหัวข้อกว้างๆ เนื้อหาเกี่ยวกับแม่น้ำ ผมลองไล่อ่านทบทวนอีกครั้ง

บทกวีชื่อ : เสรีแห่งสายน้ำ

ใช่ว่าสายน้ำทุกสาย จะไหลล่วงสู่จุดมุ่งหมายเดียว

และใช่ว่าทุกสายน้ำ จะมาจากจุดกำเนิดเดียว

สายน้ำมิใช่รูป หรือนาม แต่คือจิตวิญญาณเสรี

ข้า มิใช่สายน้ำใดสายน้ำหนึ่ง

การบรรจุข้าไว้ในภาชนะชื่อการครอบงำ

การไม่ปลดปล่อยให้ข้าไหลไปอย่างที่ข้าควรจะไหล

จะเรียกว่าสายน้ำได้อย่างไร นั่นคือการแข็งขืนต่อธรรมชาติ

อย่าประเมินด้วยสายตาอันคับแคบของท่าน

จงใสสิ จงสงบเยือกเย็นสิ เป็นที่พักพิงให้แก่สายน้ำน้อยใหญ่สิ

ข้าได้แต่ยิ้มหยัน เจตจำนงของข้านั้นชัดเจน

เหตุใดจะขุ่นคลักไม่ได้ จะร้อนรุ่มไม่ได้ และเหตุใดจะไหลล่องอย่างสันโดษไม่ได้

แม้แต่อิสรเสรีในการไหลล่อง ท่านยังชี้นำ

สายน้ำแบบไหนกัน ที่ท่านปรารถนา

สายน้ำแบบไหนกัน ที่ท่านใช้หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ

เรามีสายน้ำคนละสาย อย่าจับข้าลงแหวกว่ายในสายน้ำของท่านเลย

นึกถึงบรรยากาศเมื่อคืนหลังผมอ่านบทกวีชิ้นนี้จบ นอกจากเสียงปรบมือของครูบาอาจารย์ และเพื่อนๆ ศิลปินกวีแล้ว ผมมองเห็นสายตาหลายคู่ของเด็กนักเรียนที่นั่งล้อมเป็นครึ่งวงกลมอยู่ตรงหน้า แฝงประกายบางอย่างกับบทกวีที่เพิ่งฟังจบไป บางคนหันไปกระซิบกระซาบ อาจมีคำถามตามมาระหว่างเพื่อนกับเพื่อน (พี่แกอ่านอะไรของแกวะ ไม่มีสัมผัสคล้องจองอะไรสักกะอย่าง บ้างอาจบ่นอยู่ในใจ ฟังไม่เห็นจะรู้เรื่อง) ผมยื่นไมโครโฟนให้พี่กวีคนถัดไปที่รอคิวอ่านต่อ ก่อนเดินออกมาด้วยรอยยิ้มอิ่มเอม

พูดถึงบทกวี เสรีแห่งสายน้ำ ที่ผมอ่าน หากใครอยู่ในโลกของวรรณกรรม มันอาจไม่แตกต่างจากบทกวีของกวีท่านอื่นๆ ในแนวทางไร้ฉันทลักษณ์ ออกจะดูจืดชืด ธรรมดาดาดๆ เสียด้วยซ้ำ เนื้อหาพูดถึงการแหกต่อกฎเกณฑ์เดิมๆ มีความเป็นขบถเล็กๆ ไม่เคร่งครัดต่อทั้งตัวบท และขนบจารีต แต่คุณค่าเฉพาะบุคคลนั้นต่างออกไป ไม่มีใครรู้นอกจากกวีผู้เขียน

จริงๆ ในขณะผมเขียนบทกวีชิ้นนี้ ใบหน้าของปู่นั้นลอยมาหลอกหลอน พร้อมๆ กับโคลง กาพย์ ฉัน กลอน ฉันทลักษณ์ต่างๆ นานา ในวรรณคดีที่ปู่เคยขับเคี่ยวอย่างเอาเป็นเอาตายให้ผมท่องจำในวัยเด็ก แน่นอน มันมีอารมณ์ประมาณแค้นฝังหุ่นรวมอยู่ในบทกวีชิ้นนี้ด้วย

5.

เหตุการณ์ที่สร้างบาดแผลในใจให้เด็กชายอย่างผมจวบกระทั่งถึงปัจจุบัน ที่เมื่อยามใดเกิดความรู้สึกหวาดกลัว หรือเกิดความไม่มั่นคงในจิตใจขึ้นมา ผมจะรู้สึกถึงความเยียบเย็นจนหนาวสั่น หนาวสั่นเหมือนแช่อยู่ในแม่น้ำชราสายนั้นจวบแสนนาน

วันนั้น บนเวทีหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยราชภัฏประจำจังหวัด ผมเลือกนิราศภูเขาทองเข้าแข่งขัน แม้จะท่องจำจนขึ้นใจมาหลายรอบ แต่ความผิดพลาดย่อมเกิดขึ้นได้บนเวทีที่มีทั้งแรงกดดันจากตัวเอง ผู้เข้าชม กรรมการ และคนสำคัญคือปู่ จนสุดท้ายผมก็พลาดโล่รางวัลชนะเลิศให้กับเด็กนักเรียนมัธยมปลายจากโรงเรียนคู่แข่งจนได้ ปู่ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการการประกวดท่องบทประพันธ์ของกวีเอกสุนทรภู่เนื่องในวันสุนทรภู่ ถึงกับมีสีหน้าปูเลี่ยน ท่านคงเสียหน้าที่หลานชายผู้อำนวยการโรงเรียน ทั้งยังเป็นถึงบุคคลตัวอย่างทางด้านวรรณคดีไทยของจังหวัด ต้องพ่ายแพ้ให้กับเด็กนักเรียนคู่แข่งในอำเภอทุรกันดาร ปู่แบกความหวังมามาก อาจเรียกว่าแบกมาทั้งชีวิตของปู่เอง

ระหว่างทางกลับบ้าน ความเงียบของปู่แผ่สยายมาถึงผมจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นตึกๆ ผมไม่รู้หรอกว่าท่าทีสงบของปู่นั้นเพราะยอมทำใจ หรือพยายามรำงับพายุที่ก่อตัวอยู่ภายใน ซึ่งในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผมจึงรู้ว่าเป็นอย่างหลัง

แม่น้ำชราหน้าบ้านสายเดิม ที่ผมเคยแอบหนีลงแหวกว่ายเล่นกับบรรดาเด็กๆ หลายหนตอนปู่ไม่อยู่ วันนี้กลับกลายเป็นลานประหาร (เรื่องลานประหารอะไรนี่ ผมเพิ่งมาคิดเปรียบเปรยแบบขำๆ เอาเมื่อตอนเหตุการณ์ผ่านมานานแล้ว) เย็นวันเดียวกันนั้นเอง คล้ายการสั่งสมความเจ้าคิดเจ้าแค้นที่ผ่านมาของปู่มันคงถึงขีดสุด ปู่ขุดเอาเรื่องพ่อที่ทิ้งบ้าน ทิ้งครอบครัวไปหาอนาคตใหม่ให้ตัวเอง ปู่มองว่าพ่อนั้นเห็นแก่ตัว ลากลามไปถึงเรื่องผู้คนในสังคมที่หลงลืมรากเหง้าวัฒนธรรม หลักๆ ก็ไอ้เรื่องวรรณคดีไทยที่ฝังอยู่ในหัวปู่นั่นแหละ แซะไปถึงคุณค่าดั้งเดิมหลายต่อหลายเรื่องที่กำลังถูกยุคสมัยใหม่กลืนกิน เรื่องทั้งหมดที่ทำหัวใจของปู่พังทลายลง ผมว่ามันเป็นเพราะความคาดหวังที่ปู่สร้างมันขึ้นมาเองมากกว่า และสุดท้ายปู่ก็วกกลับมาที่ผมจนได้ เย็นนั้นความขมึงเกรียวของปู่เกินกว่าย่าจะทัดทาน (อันที่จริงย่าก็ไม่เคยทัดทานอะไรปู่ได้อยู่แล้ว)

“แกอยากออกไปข้างนอกนักใช่มั้ย อย่านึกนะว่าฉันไม่รู้”

“เพื่อนๆ ของแก มันดีกว่าสิ่งที่ฉันให้ท่องจำนักก็ไปอยู่กับมันโน่น”

“แล้วไอ้น้ำน่ะ เล่นเข้าไป เดี๋ยวก็ได้กลายเป็นผีเฝ้าแม่น้ำเข้าสักวัน”

“ไปเลย อยากไปก็ไป เอาไอ้เรื่องที่แกทำให้ฉันขายหน้าลงไปด้วย”

“เข้ากะโหลกเมื่อไหร่ค่อยขึ้นมาสะสางกัน”

ปู่ใส่เป็นชุด น้ำเสียงก้องดัง สั่นเครือ และมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ในวัยนั้น ผมไม่รู้ว่าปู่เอาวิธีการหรือตรรกะบ้าบออะไรมาลงโทษ แต่ผมก็ยอมทำตาม ปู่ให้ผมลงไปนั่งแช่อยู่ในแม่น้ำชราที่ไหลผ่านหน้าบ้าน นั่งแช่พร้อมๆ กับให้ท่องทวนนิราศภูเขาทอง นิราศบทที่ผมพาไปพ่ายแพ้ต่อคู่แข่ง นั่งแช่อยู่จนฟ้าสีเทาหม่นๆ เปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน จนสีแดงฉานเริ่มเปลี่ยนเป็นความมืดดำ นั่งแช่ในขณะฝูงนกเบื้องบนจำนวนหนึ่งกำลังบินกลับรวงรังอย่างอิสรเสรี นั่งแช่จนความหนาวเหน็บจู่โจม ปากสั่นฟันกระทบฟัน ผมโกรธ และประชดประชันจนไม่คิดจะทำตามบทลงโทษของปู่ คิดในใจ “กูจะนั่งแช่อยู่ตรงนี้แม่งทั้งคืน” แต่ไม่นานทิฐิที่ผมถือครองพลันต้องสลายลง เมื่อเสียงอ่อนโยนของย่าดังขึ้นตรงชายตลิ่ง “ขึ้นบ้านไปกินข้าวกินปลากันเถอะลูก”

จำได้ว่าคืนนั้นผมหลับไปพร้อมๆ กับกลิ่นตัวของย่า และพิษไข้ที่ตามติดไปอีกหลายวัน

และตั้งแต่นั้นมา ความรู้สึกที่ผมมีต่อปู่ กาพย์ กลอน วรรควลีนานาในหนังสือวรรณคดีไทยก็โบยบินไปจากผม ซึ่งต่อมาอีกไม่นาน ผมก็ได้โบยบินไปสู่ชีวิตใหม่ในรั้วมหาวิทยาลัยของเมืองหลวง

6.

หลังจากวันไปอ่านบทกวีเสรีแห่งสายน้ำไม่นาน ข่าวความตายของปู่ก็เดินทางมาถึง เดินทางมาถึงไล่เลี่ยกันกับรางวัลแห่งเกียรติยศในอาชีพการงานของผม เมื่อกระทรวงวัฒนธรรมประกาศรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกเป็นตัวแทนของประเทศไปพำนัก และสร้างสรรค์ผลงานร่วมกับกวี-นักเขียนต่างชาติท่านอื่นๆ ในประเทศแถบยุโรป ซึ่งผมเป็นคนเดียวในฐานะตัวแทนสาขากวีนิพนธ์ ในวาระนี้ไม่นับรวมหนังสือกวีนิพนธ์บางเล่มของผม ได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศอีกหลายภาษา แน่นอน ล้วนเป็นกวีนิพนธ์แบบไร้กรอบเกณฑ์ฉันทลักษณ์ทั้งสิ้น

หลังจากลุงพ่อบ้านคนเก่าแก่ที่คอยอยู่ดูแลปู่และย่าโทร.แจ้งข่าว ยอมรับว่าความรู้สึกของผมไม่ได้เศร้าอย่างบริสุทธิ์ มันมีความเสียดายบางชนิด ซึ่งผมอดทนรอคอยเพื่อจะมีวันนี้ปะปนมาด้วย ผมเสียดายที่ยังไม่ทันได้กลับไปพิสูจน์ให้ปู่เห็นเลยว่า ไอ้ความคาดหวังของปู่ที่มีต่อผมมันไม่ได้สูญเปล่า บรรดาวรรณคดี กาพย์ ฉันท์ โคลง กลอน อะไรต่างๆ นานาที่ปู่เคยขับเคี่ยวอย่างเอาเป็นเอาตายกับผม ทุกสิ่งล้วนมีส่วนผสมจากมันไม่มากก็น้อย ทำให้ผมเป็นผมในทุกวันนี้

ผมอยากกลับไปพิสูจน์ให้ปู่เห็นว่า กลอนในแบบขนบของปู่ กับบทกวีไร้กรอบเกณฑ์ของผม เป็นแค่ผลผลิตจากยุคสมัยที่ต่างกันเท่านั้น แต่โดยเนื้อแท้ แก่นแกนสาระของมันไม่แตกต่างกันเลย งานประพันธ์ไม่ว่าประเภทไหนๆ ต่างเป็นเครื่องมือรับใช้อารมณ์ของมนุษย์แทบทั้งสิ้น มันมีคุณค่า มีความดี มีความงาม มีประวัติศาสตร์ห้วงเวลา เป็นเสมือนบันทึกเรื่องราววิถีชีวิตผู้คน และขนบประเพณีในยุคสมัยนั้นๆ

หากเรามีเวลาระหว่างกันมากกว่านี้ ผมอยากเปิดใจพูดคุยกับปู่ พร้อมๆ กับนำดอกผล หรือก็คือรางวัลอันทรงเกียรติที่ผมได้รับนี่เอง มาแสดงให้ปู่เห็นว่าผมรู้สึกภาคภูมิใจมากแค่ไหนที่มีปู่เป็นต้นธารการก่อเกิดให้กับดอกผลนี้

ในวันที่ผมมาส่งปู่ แม้ไม่เห็นเงาของพ่อ แต่ย่าก็เข้มแข็งกว่าที่คิด ถึงสังขารร่างกายจะโรยราไปตามวัย แต่แววตาของย่าขณะมองร่างปู่ค่อยๆ ไหลเลื่อนเข้าประตูเตาเผากลับสงบนิ่ง แวบหนึ่งผมกระหวัดใจไปถึงเหตุการณ์วันนั้นที่ย่ามาเรียกผมขึ้นจากแม่น้ำ “ขึ้นบ้านไปกินข้าวกินปลากันเถอะลูก” น้ำเสียง และความฉ่ำเย็นของย่าเผื่อแผ่มาถึงผม หรืออาจจะเผื่อแผ่ถึงผู้คนรอบข้างด้วยก็ได้ บางทีย่าเป็นผู้หญิงเช่นนี้เอง จึงอยู่กับปู่ผู้เข้มงวดอวดดีมาได้จนบั้นปลาย

หลังเสร็จพิธีฌาปนกิจ ผมกลับมาพักที่บ้านริมแม่น้ำ เพื่ออยู่เป็นเพื่อนย่าต่ออีกราวสัปดาห์ ยามเช้าที่เงียบงันเช้าหนึ่ง ผมนั่งลงบนโต๊ะทำงานตัวเดิมของปู่ เผชิญหน้ากับสายตาในรูปข้างโกศใส่อัฐิบนหิ้งที่จ้องมองมาไม่วาง ผมสูดหายใจลึกยาว หลับตานิ่งเรียกสมาธิ ก่อนจะเปล่งเสียงท่องนิราศบทที่ติดค้างปู่ไว้ในวันนั้น วันที่ถูกปู่ทำโทษให้ลงไปแช่ในแม่น้ำ

เดือนสิบเอ็ดเสร็จธุระพระวสา

รับกฐินภิญโญโมทนา

ชุลีลาลงเรือเหลืออาลัย

ออกจากวัดทัศนาดูอาวาส

เมื่อตรุษสารทพระพรรษาได้อาศัย

สามฤดูอยู่ดีไม่มีภัย

มาจำไกลอารามเมื่อยามเย็น…

*นิราศทั้งหมดที่ยกมาในเรื่อง เป็นบางช่วงบางบทของ นิราศภูเขาทอง ซึ่งสุนทรภู่ประพันธ์ขณะบวชเป็นพระภิกษุ ระหว่างการเดินทางไปนมัสการพระเจดีย์ภูเขาทอง ที่กรุงเก่าพระนครศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2371



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กฎหมายนิรโทษกรรมจากไหน ทำเพื่อใคร?
น้อมวันทาบูชาครู สุนทรภู่จอมปราชญ์สยาม | กวีกระวาด : พุทธิ์นันทะ ผลชัยอรุณ
เสรีแห่งสายน้ำ (ในห้วงคำนึงของนิราศภูเขาทอง) | เรื่องสั้น : นรเศรษฐ์ ทับทิมทอง
ปลายด้ายและรูเข็ม
ปรากฏการณ์ ‘จรวดและขนนก’ เมื่อน้ำมันหน้าปั๊ม ลดราคาลงช้าๆ
อินโดนีเซีย เมื่อนโยบาย สวนทางกับความเป็นจริง
ไทยช่วยไทย แพ้ไทยโกงไทย
สอบวัด KPI 3 เดือนรัฐบาล ‘หนู’ ไม่ ‘รั่ว’ แต่ ‘ร่วง’
ครบรอบ 2 ปี วุฒิสภา คดีฮั้ว ส.ว.ไร้ข้อสรุป สีส้ม จี้ ‘กกต.’ ส่งศาลชี้ขาด บิ๊กสภาสูงย้ำไม่ตะแบง
E-DUANG | ทำไม ข่าวยุบกอ.รมน. จึงดัง ทั้งที่ มิใช่ ข่าวใหม่ เรื่องใหม่
ป.ป.ช.ยกระดับ โกงสอบท้องถิ่น ‘คดีพิเศษ’ จ่อฟัน ‘อธิบดี-นายหน้า-ผู้เข้าสอบ’ วิกฤต-โอกาส ‘ระบอบสีน้ำเงิน’
ด้วย ‘ปรารถนาดี’ ต่อรัฐบาล | ปราปต์ บุนปาน