My Country Thailand | ณัฐพล ใจจริง
พระสารสาสน์พลขันธ์
กับประวัติศาสตร์ไทยฉบับวิพากษ์ (30)
หนังสือที่หาซื้อไม่ได้ในไทย
แม้พระสารสาสน์ฯ จะไม่สมหวังในการปฏิวัติสังคมไทยตามอุดมคติการเมืองของเขา แต่เขาทิ้งผลงานที่ถือเป็นงานยิ่งใหญ่ชิ้นหนึ่งที่บุกเบิกประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับวิพากษ์ให้แก่วงการประวัติศาสตร์ไทย คือ “My Country Thailand” ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 1 ทั้งนี้ หนังสือเล่มนี้พิมพ์หลายครั้งแต่ถูกตัดทอนออกไปตามความเปลี่ยนแปลงของบริบทการเมืองไทย
ความสำคัญของประวัติศาสตร์นิพนธ์ฉบับวิพากษ์ของพระสารสาสน์ฯ นั้น สุกิจ นิมานเหมินทร์ นักเลงหนังสือเก่า ได้เล่าถึงการได้มาของหนังสือเล่มนี้ฉบับพิมพ์ครั้งแรกว่า เขาซื้อมาจากโตเกียวในช่วงหลังสงคราม “ไม่ใช่อย่างเดียวกับที่ซื้อจากร้านขายในไทย” และในฐานะผู้อ่านหนังสือเล่มนี้ เขาเห็นว่า “เล่มของคุณพระ ครั้งนั้น ท่านคึกอะไรมาไม่รู้ ท่านว่าเสียป่นปี้หมด ตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ท่านว่าเป็นแถว” และในคำอุทิศหน้าแรกของหนังสือเล่มนี้ สุกิจเล่าว่าปรากฏข้อความว่า
“หนังสือเล่มนี้จ่าหน้าไว้ว่า อุทิศให้แก่นักบินญี่ปุ่นที่เพิร์ลฮาร์เบอร์” สุกิจเชื่อว่าหนังสือเล่มนี้ทำให้พระสารสาสน์ฯ ตกเป็นผู้ต้องหาอาชญากรสงครามในไทยเมื่อสงครามสิ้นสุดลง (สุกิจ นิมานเหมินทร์, 2516, 349)
ประวัติศาสตร์นิพนธ์แบบชาตินิยมวิพากษ์
ในหนังสือ My Country Thailand
หากหันมาพิจารณางานประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเขาชื่อ My Country Thailand ซึ่งพระสารสาสน์ฯ เขียนเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อครั้งที่เขาอาศัยอยู่ในญี่ปุ่น ตีพิมพ์ครั้งแรกที่โตเกียว โดยสำนักพิมพ์มารูเซน เมื่อ พ.ศ.2485 จำนวน 421 หน้า เขาเล่าว่า งานเขียนชิ้นนี้เป็นการรวมขึ้นจากคำบรรยายเกี่ยวกับประเทศไทยที่เขาแสดงในญี่ปุ่น และเขียนขึ้นมาจากความสำนึกทางประวัติศาสตร์ และด้วยความสำนึกแห่งเชื้อชาติและความรู้สึกรักชาติบ้านเมือง (patriotic feeling) (Phra Sarasas, 1942, 3)
เขาเล่าไว้ในการพิมพ์ครั้งที่ 2 (1956) ว่า My Country Thailand พิมพ์ครั้งแรกมีความหายากและมีความเห็นทางวิชาการที่มีความท้าทายอยู่มากไว้ว่า “หนังสือเล่มนี้ไม่สามารถหาได้ในประเทศไทย และไม่มีทางที่จะหาซื้อในร้านหนังสือใดๆ ได้ นอกเสียจากจะเป็นการส่งต่อๆ กันจากมือสู่มือ หรือจากบ้านหนึ่งสู่อีกบ้านหนึ่งเท่านั้น” (Phra Sarasas, 1956)
หนังสือเล่มนี้ของเขามีความน่าสนใจหลายประการในฐานะหลักฐานของประวัติศาสตร์ความคิดหรือประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทยสมัยใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475
ถึงแม้ว่าประวัติศาสตร์นิพนธ์ชิ้นนี้ยังเขียนอยู่ในโครงเรื่องใหญ่แบบธรรมเนียมจารีตที่เน้นความเป็นศูนย์กลางและมองเวลาเป็นเส้นตรง (Linear History) มีรูปแบบการแบ่งยุคสมัยตามราชธานีและตามรัชกาลหรือมหาบุรษเป็นหลักก็ตาม แต่มีลักษณะที่ปะปนโครงเรื่องแบบชาตินิยม (Nationalism) ในการเชิดชูความเก่าแก่ของชนชาติไทยซึ่งช่วงการเขียนประวัติศาสตร์ไทยล้วนได้รับอิทธิพลจากงานเขียนของ Wood และ Dodd เช่น หลักไทยของขุนวิจิตรมาตราเป็นสำคัญ



และพระสารสาสน์ฯ เครดิตภาพ : Matthew Copeland

ประวัติศาสตร์นิพนธ์วิพากษ์
สิ่งที่ทำให้ประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเขาโดดเด่นจากงานของหลวงวิจิตรวาทการและคนอื่นๆ ร่วมสมัย คือ การเขียนที่ผสมผสานลักษณะวิพากษ์ (critical) ซึ่งถูกเรียกว่า “ก้าวหน้า” อันมาก่อนกาล ลักษณะการเขียนประวัติศาสตร์ของเขานี้มีกรอบแนวคิดลำดับขั้นตอนของพัฒนาการทางสังคมและการวิพากษ์โดยใช้ปัจจัยทางเศรษฐกิจเป็นแนววิเคราะห์ตามแนวมาร์กซิสม์
เขาเขียนวิจารณ์ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ์ (despotism) ว่าเป็นเหตุของการนำพาประชาชาติไทยเผชิญกับโศกนาฏกรรม (Tragic) และเป็นอุปสรรคฉุดรั้งต่อการพัฒนาประชาชาติ (nation) ซึ่งควรจะมีความก้าวหน้ามากกว่านี้ ตลอดการเขียนพัฒนาการประวัติศาสตร์ไทยของเขา อันอาจมาก่อนงานเขียนที่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์ อย่างแนวมาร์กซิสม์ของอุดม ศรีสุวรรณ และจิตร ภูมิศักดิ์ ที่เกิดอย่างน้อยในช่วงทศวรรษที่ 2490 เป็นต้นมา
หนังสือเล่มนี้โดดเด่นมากในการเขียนถึงชนชั้นปกครองในประวัติศาสตร์นิพนธ์ไทย เขามองว่าสถาบันฯ นี้มิอาจลดหย่อนผ่อนโทษในผลของการกระทำได้เลยโดยเฉพาะอย่างยิ่งเขาได้ประณามการกระทำอันเลวร้ายของเหล่าชนชั้นปกครองและราชวงศ์ต่างๆ ในสมัยอยุธยา ซึ่งไม่มีนักประวัติศาสตร์ไทยผู้ใดกล้าวิพากษ์วิจารณ์มาก่อนเลย
ลักษณะของการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเขาแบ่งยุคสมัยไปตามประวัติศาสตร์แบบแผนของชาติ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกระแสการเขียนประวัติศาสตร์ไทยในช่วงนั้น โดยมีการแบ่งตามราชธานีและแบ่งตามรัชกาลผสมกัน โดยเขายึดอยุธยาเป็นหลักในการแบ่งสมัยก่อนอยุธยาและหลังอยุธยา
ความโดดเด่นในการเขียนประวัติศาสตร์ของเขาคือมีการวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นปกครองไทยในอดีตและวิเคราะห์พัฒนาการทางประวัติศาสตร์โดยอาศัยปัจจัยทางเศรษฐกิจซึ่งสามารถเห็นร่องรอยของกรอบความคิดที่เขาใช้ในการเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ได้จาก เขาเห็นว่า สังคมไทยกำลังเดินผ่านสังคมศักดินาไปสู่ขั้นแรกของสังคมทุนนิยม (feudalism to the early stages of capitalism) (Phra Sarasas, 1942, 252) นอกจากนี้ การเขียนประวัติศาสตร์นิพนธ์ของเขามีจังหวะ มีลีลาภาษา การเสียดสีด้วยสำนวนชวนอ่าน
เนื้อหาของหนังสือนี้แบ่งเป็น 4 บรรพ (Book) โดยพระสารสาสน์ฯ ใช้สมัยอยุธยาเป็นหลักในการแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์ไทย ดังนี้
บรรพแรกว่าด้วยประวัติศาสตร์ ภาค (Part) ที่หนึ่งสมัยก่อนอยุธยา ประกอบด้วยบท (chapter) คือ บทที่ 1 ไทยสมัยดึกดำบรรพ์ บทที่ 2 ไทยสมัยน่านเจ้า บทที่ 3 ไทยสมัยสุโขทัย ภาคที่สองสมัยอยุธยา ประกอบด้วย บทที่ 4 พระเจ้าอู่ทองถึงพระมหินทร์ บทที่ 5 สมเด็จพระมหาธรรมราชา บทที่ 6 สมเด็จพระนเรศวร
บทที่ 7 สมเด็จพระเอกาทศรถ บทที่ 8 พระเจ้าทรงธรรม บทที่ 9 สมเด็จพระเชษฐาธิราช บทที่ 10 พระเจ้าปราสาททอง พระชัยราชา และพระมหาสุธรรมราชา บทที่ 11 สมเด็จพระนารายณ์ บทที่ 12 พระเพทราชา และพระเจ้าเสือ บทที่ 13 พระเจ้าท้ายสระ และพระเจ้าเอกทัศน์ ภาคสามสมัยหลังอยุธยา บทที่ 14 พระเจ้าตากสิน บทที่ 15 พระเจ้ารามาที่ 1-4 บทที่ 16 พระเจ้ารามาที่ 5 บทที่ 17 พระเจ้ารามาที่ 6
บรรพสองว่าด้วยภูมิศาสตร์ บทที่ 18 ลักษณะทางกายภาพ บทที่ 19 การสื่อสารและการขนส่ง
บรรพสามว่าด้วยอารยธรรม บทที่ 20 กายภาพ อารมณ์ และลักษณะทางภูมิปัญญา บทที่ 21 การปกครอง บทที่ 22 วัฒนธรรมและนิสัยใจคอ บทที่ 23 สถิติ บทที่ 24 ตารางลำดับเวลา
บรรพสี่ว่าด้วยภาคผนวกต่างๆ ภาคผนวกที่ 1 พระเจ้ารามาที่ 7
ภาคผนวกที่ 2 รัฐธรรมนูญ ภาคผนวกที่ 3 ศาสนา ภาคผนวกที่ 4 การศึกษา ภาคผนวกที่ 5 โบราณคดี ภาคผนวกที่ 6 วรรณคดี ภาคผนวกที่ 7 ศิลปกรรม ภาคผนวกที่ 8 มหรสพ ภาคผนวกที่ 9 พืชพันธุ์ ภาคผนวกที่ 10 สรรพสัตว์ ภาคผนวกที่ 11 ป่าไม้ ภาคผนวกที่ 12 เหมืองแร่ ภาคผนวกที่ 13 สินในน้ำ
สำหรับการพินิจสาระสำคัญในประวัตินิพนธ์ไทยฉบับพระสารสาสน์ฯ เป็นอย่างไรนั้น โปรดติดตามต่อในตอนหน้า
