ข้าเคยเกิดเป็นหมาป่า…
แต่เพราะเขี้ยวสั้น ข้าจึงเป็นแค่หมาป่าหางแถว มีแต่พวกเขี้ยวยาวที่แข่งกันสร้างผลงาน ตัวไหนได้สัตว์ใหญ่กว่าก็โดดเด่น แต่จะยิ่งเด่นหากออกล่าตามลำพัง เพื่อให้เห็นว่ามีการวางแผน เฝ้ารอ และโจมตีอย่างกล้าหาญ เพราะจ่าฝูงต้องมีครบทั้งสี่ข้อ คือเขี้ยวยาว กำลัง สมอง และจิตใจที่แข็งแกร่ง
ข้าแอบหวังว่าสักวันกฎจะถูกแก้ไข โดยพวกเขี้ยวสั้นที่เด็ดเดี่ยว ร่วมมือกับพวกเขี้ยวยาวที่ใจกว้าง
จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าลงไปกินน้ำโดยไม่เห็นจระเข้ แล้วข้าก็ตาย
ต่อมาข้าเกิดเป็นช้าง…
ข้าไม่ใช่หัวหน้าที่สมบูรณ์แบบ และความห้าวของช้างหนุ่มบางตัวทำให้ข้าดูอ่อนแอ แต่เป็นความอ่อนแอที่เกิดจากความเข้าใจ เพราะขณะยังหนุ่ม ข้าก็เคยเหลวไหลไปกับกลิ่นหอมใหม่ๆ และอาหารรูปร่างแปลกตาที่ป่าไม่มี
ตอนประชุม ช้างห้าวถึงกับถามว่า เมื่อไหร่มันจะได้เป็นหัวหน้า หวังว่าจะไม่ต้องรอจนแก่
เราจ้องตากัน เอาเข้าจริงแววตามันก็ไม่ได้ก้าวร้าว คำถามนั้นอาจแค่อยากแสดงให้ช้างอื่นเห็น ว่ามันจะเป็นหัวหน้าที่เข้มแข็งได้
พอคิดได้อย่างนี้ ข้านึกอยากหัวเราะ แต่ควรไว้หน้ามันเสียหน่อย จึงตอบไปว่าไม่ต้องรอจนแก่ เพราะตำแหน่งนี้ไม่เกี่ยวกับความแก่
จนกระทั่งวันหนึ่ง ข้าพุ่งไปกระทืบหัวจระเข้เพื่อช่วยช้างน้อย แต่พอกระทืบซ้ำ คราวนี้ขาข้าพลาดเข้าปากมัน
จระเข้ทั้งสะบัดทั้งกระชากอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะผลุบหายไปกับน้ำสีขุ่น
ทีแรกข้าคิดว่าแค่บาดเจ็บธรรมดา แต่แผลกลับลุกลามจนเดินไม่ไหว จนเกินแก้ไข จนข้าตาย
ต่อมาข้าเกิดเป็นหมาจิ๋ว…
ข้าเกือบเป็นง่อย เพราะบ่อยครั้งที่ต้องห้อยต่องแต่งอยู่ในถุงประหลาด แต่การอึดอัดจนต้องดีดดิ้น กลายเป็นว่าท่าทางข้าน่ารักไปเสียนี่
ความสนุกก็คือเจ้าของชีวิตข้าชอบเที่ยว ตอนเห็นทะเลครั้งแรก ข้าตื่นเต้นกับความกว้างใหญ่ จนอยากเห่าให้ทะเลกลายเป็นสนามหญ้า
น่าเศร้าที่ขาสักข้างก็ไม่ได้แตะหาดทราย
แต่คราวไปเที่ยวป่า ข้าได้สัมผัสต้นหญ้าตอนคุณเธอกางโต๊ะปิกนิก ข้าวิ่งบ้างกระโดดบ้างจนเชือกหลุดพาไปเจอกับหมาใหญ่
เราสบตากันตอนข้าหยุดอยู่ใต้คาง แล้วมันก็เลียหัวข้า ตอนนั้นแหละที่คุณเธอเห็นว่าเชือกหลุด และคงเข้าใจว่าข้ากำลังโดนหมาใหญ่กินหัว จึงส่งเสียงวี้ดว้ายจนแตกตื่นทั้งคนทั้งหมา ชั่วอึดใจ หัวข้าก็ชุ่มด้วยทิชชู่เปียก
จนกระทั่งวันหนึ่ง เจ้าของชีวิตข้าพาเข้าสวนสัตว์ แต่แอบข้าไว้ในกระเป๋าสะพาย แล้วคอยกระซิบว่าตัวนั้นชื่อนั้น ตัวนี้ชื่อนี้ และพอถึงบ่อจระเข้ คงเพราะอยากให้เห็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ชัดๆ จึงหยิบข้าออกมาด้วยมือเดียว
โอ ข้าร่วงเข้าปากจระเข้พอดี
ต่อมาข้าเกิดเป็นงู…
สิ่งที่ข้าไม่ชอบเลยคือการเคลื่อนที่ หนทางจะโสโครกแค่ไหนก็ต้องไป เพราะสัญชาตญาณน่ะสิ อาหารอยู่ทางไหนก็ไปทางนั้น
อีกอย่างที่ข้าไม่ชอบคือความว้าเหว่ ไม่ว่าตัวอะไรที่เจอข้า พวกมันจะหนีกระเจิดกระเจิง ข้าเคยคิดถามว่าทำไมต้องหนี เราไม่ได้เป็นศัตรูกันเสียหน่อย
แต่ลึกๆ ก็เข้าใจ เพราะถ้าเจอพวกมันตอนหิว ข้าก็ต้องกิน ก็เหมือนที่พวกมันเจออาหาร พวกมันก็ต้องกินนั่นแหละ
จะว่าไป ถ้าไม่อยากเป็นอาหาร หรือไม่อยากตายเร็ว ก็แค่ต้องเผ่นให้ทัน
จนวันหนึ่ง มีคนถือไม้เดินตรงมา ข้าเห็น แต่เผ่นไม่ทัน จึงถูกฟาดซ้ำๆ ก่อนที่มันจะจับหางข้าเหวี่ยงเร็วแรง แต่เหมือนยังไม่สะใจ ข้าถูกสะบัดแรงเร็ว แล้วมันก็หิ้วไปหยุดอยู่ตรงที่ดวงตาพร่ามัวของข้ามองเห็นฟองอากาศบนผิวน้ำนิ่ง
จากนั้นข้าก็ลอยคว้างกลางอากาศ และภาพสุดท้ายที่ข้าเห็น คือปากจระเข้
“ตอนนี้ข้าเกิดเป็นคน”
ชายสูงวัยเป่ามือไล่ลมหนาวต้นฤดู ก่อนขยับลุก
เมฆเผลอคว้าแขน “แล้วยังไงต่อครับ”
“เชื่อข้าหรือ”
มีเสียงหัวเราะหึๆ ต่อท้ายเบาๆ
“แล้วยังไงครับลุง”
เมฆปล่อยแขนเมื่อชายสูงวัยนั่งลงอีกครั้ง
“ตอนนี้ข้าเกิดเป็นคน ภารกิจของข้าคือทำลายอำนาจจระเข้ เพื่อให้ข้าในลำดับต่อไปไม่ต้องตายเพราะมันอีก
ข้าจึงเดินทางไปทุกที่ เพื่อสยบมันด้วยหอกทองกลางหน้าอกที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด มันเป็นเนื้อนูนยาวห้านิ้ว ส่วนปลายแหลมมีสีทอง ส่วนด้ามสีออกน้ำตาลเข้ม
เมื่อเผชิญหน้ากัน ข้าจะเปิดหอกทองให้มันเห็น พอทำครบทุกตัวข้าก็ไปสวนสัตว์อื่นต่อ จนทั่วประเทศ และทั่วทุกป่าที่มีพวกมัน
จนในที่สุด ข้าก็ทำลายอำนาจจระเข้ได้สำเร็จ
แต่เมื่อคืน เป็นครั้งแรกที่ข้าฝันถึงจระเข้ ในฝันมันคลานเข้ามา ข้าจึงเปิดหอกทองใส่มัน แล้วสะดุ้งตื่น
ข้ารู้ว่าแค่ฝัน แต่มันทำให้ข้าหลับต่อไม่ได้ พอฟ้าเริ่มสว่างข้าก็ไปล้างหน้า และภาพในกระจกทำให้ข้าตกใจ
หอกทองหายไป!
ข้าลูบหน้าอกซ้ำๆ ใจหนึ่งคิดว่าอาจยังหลับฝัน แต่ไม่ใช่ ข้าตื่นแล้ว หอกทองหายไปแล้วจริงๆ
ข้าพยายามคิด จนได้คำตอบว่าที่หอกทองหายไป เป็นเพราะภารกิจข้าเสร็จสมบูรณ์แล้ว
และจระเข้ในฝัน คือจระเข้ตัวสุดท้ายนั่นเอง”
ลุงไกรกระชับคอเสื้อ ก่อนจะลุกยืน แล้วเดินห่อตัวจากไปเงียบๆ
เมฆมองตามพลางนึกย้อนกลับไปเมื่อราวครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา หลังเสร็จจากมื้อค่ำร้อนๆ ก่อนเข้าเต็นท์ เขาอยากนั่งชมดาวกลางลมหนาวแรก ไม่นานก็มีชายสูงวัยเดินมานั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ
บทสนทนาเริ่มจากคำทักทาย จนกระทั่งเขาบอกว่าลานกางเต็นท์นี้เคยมีหมาป่า เรื่องเล่าของลุงไกรก็เริ่มต้น
เสียงอึกทึกปลุกให้ตื่น เปิดเต็นท์ดูจึงเห็นคนมากมายแถวเต็นท์ลุงไกร
เมฆกึ่งวิ่งกึ่งเดิน ขอทางแทรกเข้าไปจนถึงร่างที่นอนนิ่ง และได้ยินกู้ภัยคุยกันว่าน่าจะหัวใจวาย
“ผ้าขาวม้านั่น เมื่อคืนผมให้ลุงยืม” เมฆตั้งใจโกหก หลังพยายามควบคุมสติ
“เอาคืนไหม”
หนุ่มกู้ภัยถามพลางยกผ้าขึ้นจนเห็นหน้าอก
เมฆเดินกลับเต็นท์มือเปล่า นึกถึงคำถามของลุงไกร
‘เชื่อข้าหรือ’
และตอนกู้ภัยยกผ้าขึ้นจากหน้าอก เขาคาดหวังกลับไปกลับมา ระหว่างขอให้มีหอกทอง กับขอให้ไม่มี
และตอนเมฆเริ่มเก็บเต็นท์ คำถามนั้นก็วนมาอีก
‘หรือว่าคืนแรกที่ลุงไกรฝันถึงจระเข้ นั่นแค่ตัวหลอกเพื่อให้หอกทองหายไป และเมื่อคืน จระเข้ตัวสุดท้ายตัวจริงก็ตามมาฆ่าลุง’
ความฟุ้งซ่านทำให้การเก็บเต็นท์หยุดชะงักเป็นช่วงๆ
ขณะเดินผ่านจุดกางเต็นท์ของลุงไกร คำถามเดิมก็วนกลับมาอีก
เมฆไม่แน่ใจว่าเมื่อคืนตอนที่เผลอคว้าแขน เขาเชื่อหรือแค่อยากฟังเรื่องสนุกๆ ต่อให้จบ แต่พอถึงตอนที่ลุงไกรเดินกลับไป เขาก็ไม่แน่ใจว่านั่นคือจบแล้วหรือไม่
จนกระทั่งตื่น จึงรู้ว่าเหตุการณ์เช้านี้ต่างหากคือตอนจบ
ใกล้ลานจอดรถ เมฆแวะซื้อน้ำที่ร้านขายของชำเล็กๆ
“มาครั้งแรกเหรอครับ ประทับใจไหม” เจ้าของร้านส่งรอยยิ้มชราให้
“ประทับใจครับ ไม่น่า…”
เมฆยั้งคำว่า ‘เกิดเรื่องเศร้า’ ไว้ทัน
“…ไม่แน่อาทิตย์หน้าอาจมาอีกครับ”
ในใจอยากบอกต่อว่า ‘อาจได้คุยกับใครสักคนที่เคยเกิดเป็นจระเข้’
“จะรอครับ ที่นี่อากาศดีและปลอดภัย”
คำว่าปลอดภัยทำให้เมฆฉุกคิด
“ได้ยินว่าที่นี่เคยมีหมาป่า จริงไหมครับตา”
“จริงสิ เมื่อหลายร้อยปีก่อนโน่น”
น้ำเสียงเจ้าของร้านเหมือนรอที่จะได้ตอบคำถามนี้มานาน
“ตาครับ…” เมฆนึกถึงบางอย่าง ที่ไม่แน่ใจว่าตัวเองกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“…ที่นี่เคยมีจระเข้ด้วยไหม”
ชายชราดวงตาวาวใส เหมือนลูกแก้วดวงตาจระเข้สตัฟฟ์ ที่แขวนอยู่บนผนัง
“จระเข้ก็มี แต่นานมาแล้วเหมือนหมาป่านั่นแหละ”
ทั้งคำตอบ น้ำเสียง และจระเข้ตัวนั้น ทำให้เมฆรู้สึกว่าหัวใจกำลังเต้นผิดจังหวะ ขณะในใจยังมีคำถามที่ไม่รู้ว่าเกิดจากความเชื่อ หรือเกิดจากความไม่เชื่อที่มีต่อเรื่องเล่าของลุงไกรกันแน่
“ที่นี่มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับจระเข้ตามฆ่าคนหลายๆ ชาติไหมครับตา”
ชายชราอ้าปากกว้างหัวเราะเสียงแหบ
เมฆไม่แน่ใจว่าเพราะเหตุใด แสงหรือมุม ความระแวงหรือความฟุ้งซ่าน ที่ทำให้เขามองไม่เห็นลิ้นของชายชรา
“จระเข้ก็ฆ่าทุกอย่างในทุกชาตินั่นแหละ ถ้าไปทำให้มันรู้สึกว่าเป็นศัตรู”
!!!
