| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ประชาชน “ลงแขก” เกี่ยวข้าวเดือนอ้าย (พฤศจิกายน-ธันวาคม) หมายถึง เดือนลำดับที่ 1 ถูกกำหนดเป็นเดือนแรกของปีนักษัตรใหม่ ตามปฏิทินจันทรคติ (นับถือพระจันทร์โคจรรอบโลก)
การกำหนดเดือนอ้ายเป็นเดือนแรกของปีนักษัตรใหม่ มีเหตุดังนี้
(1.) ข้าวเต็มนา ปลาเต็มหนอง ความอุดมสมบูรณ์เต็มท้องที่ทุกหัวระแหง
(2.) เริ่มเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ปลูกไว้ได้ผลดี
และ (3.) ข้าวปลาอาหารเก็บตุนให้คนทั้งชุมชนมีกินตลอดปี
พิธีกรรมของประชาชน
ชุมชนดั้งเดิมแบ่งพิธีกรรมเป็น 2 ช่วง คือ ก่อนเก็บเกี่ยว และหลังเก็บเกี่ยว
1. ก่อนเก็บเกี่ยว ชาวไร่ชาวนาต้องทำพิธีกรรมสำคัญตามความเชื่อทางศาสนาผีที่มีมากกว่า 3,000 ปีมาแล้ว คือ ขอลม ด้วยการเล่นว่าวและโล้ชิงช้า ทั้งนี้ เพื่อ (1.) กระตุ้นความสุกงอมเต็มที่ให้พืชพันธุ์ และ (2.) พัดพาน้ำที่นองนาลุ่มให้แห้งหาย เพื่อเข้าเก็บเกี่ยวพืชพันธุ์ทั้งหมด
เล่นว่าว พบทั่วไปในทุกชาติพันธุ์ โดยเฉพาะมีถิ่นฐานที่ราบลุ่ม ส่วนโล้ชิงช้า พบมากบริเวณที่ดอนและที่สูงในหุบเขา
คำว่า “ชิงช้า” แปลว่าเดือนอ้าย หรือเดือนที่ 1 (ของปีนักษัตรใหม่) มาจากคำว่า “ลา ชิงช้า” ในภาษากะเหรี่ยง พบในชุมชนกะเหรี่ยง จ.ราชบุรี และ จ.เพชรบุรี (จากหนังสือ สมุดราชบุรี สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2468, สมาคมมิตรภาพญี่ปุ่น-ไทย พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2550 หน้า 315)
[โล้ชิงช้าไม่มีในพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์-ฮินดูของอินเดีย ครั้นศาสนาพราหมณ์-ฮินดูแผ่ถึงไทยเมื่อเริ่มแรก จึงยกย่องโล้ชิงช้าของพื้นเมืองดั้งเดิมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของพิธีพราหมณ์ เพื่อดึงดูดคนท้องถิ่นยอมรับนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู]
2. หลังเก็บเกี่ยว ชาวไร่ชาวนาพบผีแม่ข้าว หรือผีเจ้าแม่แห่งข้าว จึงเชิญผีแม่ข้าว เมื่อทำพิธีกรรมเกี่ยวกับข้าว ได้แก่ นวดข้าว (เดือนยี่) และสู่ขวัญข้าว (เดือน 3)

เกี่ยวข้าว
โดยทั่วไปเกี่ยวข้าวด้วยเคียวทำจากเหล็กตีให้บางด้านหนึ่งจนคมเป็นจักๆ มีปลายโค้งเข้าหากันรูปครึ่งวงกลม
ต้นข้าวที่เกี่ยวแล้วตั้งแต่โคนถึงปลายรวงเฉลี่ยยาวเกือบวา (ราว 2 เมตร) รวมกันเป็นหอบใหญ่ แล้วถูกมัดโคนด้วยตอกไม้ไผ่ เรียกแต่ละมัดว่าฟ่อน (หรือฟ่อนข้าว) วางกระจายในนาไว้ก่อน
เมื่อเกี่ยวข้าวหมดแล้ว ชาวนาขนฟ่อนข้าวไปวางรวมกันที่ลานดินแห่งหนึ่งที่เตรียมไว้เป็นวงกลมใกล้หมู่บ้าน หรืออาจในหมู่บ้านก็ได้ เรียกลานนวดข้าว
เพลงเกี่ยวข้าว สมัยดั้งเดิมไม่เล่นขณะลงมือเกี่ยวข้าว ถ้าการเล่นเพลงเกี่ยวข้าว จะมีจริงสมัยนั้น ชาวนาทุกคนก็เล่นร่วมกันหลังเกี่ยวข้าวเสร็จหมดทุกแห่งแล้วทั้งชุมชน (ไม่ใช่การแสดงให้คนดูอย่างที่เข้าใจทุกวันนี้)
หญิงชายทุกคนร่วมกันเล่นเป็นพิธีกรรมเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์และจำเริญพืชพันธุ์ธัญญาหารตามความเชื่อในศาสนาผี เพราะเกี่ยวข้าวคือการฆ่าแม่ข้าวเอาเลือดหล่อเลี้ยงต้นข้าวเติบโตที่จะมีกำเนิดอีกในปีต่อไป ดังนั้น ต้องร่วมกันเล่นเพลงโต้ตอบแก้กันด้วยถ้อยคำเชิงสังวาส แสดงสัญลักษณ์การสมสู่เพื่อการกำเนิด (ถ้าไม่มีสมสู่ ก็ไม่มีกำเนิด)
[ตำราบางเล่มบอกว่าเมื่อถึงหน้าเกี่ยวข้าว ชาวนาสมัยก่อนเล่นเพลงเกี่ยวข้าวหรือเต้นกำรำเคียวขณะ “ลงแขก” เกี่ยวข้าว เพื่อความสนุกสนามร่วมกันตามวิถีชาวนา แต่ชีวิตจริงของชาวนาไม่พบว่าเป็นอย่างตำราบอกไว้]

แม่ข้าว
ผีต้นโคตรเพศหญิงของข้าว ได้รับยกย่องเป็น “แม่” เรียกแม่ข้าว หรือเจ้าแม่แห่งข้าว ตามความเชื่อดั้งเดิมในศาสนาผีหลายพันปีมาแล้ว
แม่ข้าวคือรวงข้าวตกในท้องนา (รวงข้าวตก หมายถึง รวงข้าวที่ถูกชาวนาเกี่ยวแล้ว แต่ถูกทำตกทิ้งในท้องนา เพราะเก็บไม่หมด) ซึ่งได้จากต้นข้าวถูกฆ่าตายด้วยเคียว แต่ขวัญของต้นข้าวไม่ตายจึงสิงอยู่ข้าวต้นต่อไป ในที่สุดไปสิงที่รวงข้าวตก จากนั้นชาวนาเก็บข้าวตกรวมเป็นกำรวงข้าวที่มีขวัญแม่ข้าวสิงอยู่เป็นสัญลักษณ์แม่ข้าว มีคำบอกเล่าโดย “เสฐียรโกเศศ” โดยสรุปดังนี้
เมื่อชาวนาเกี่ยวข้าวออกจากรวงแรก ตอนนั้นขวัญของข้าวหนีไปสิงอยู่ในรวงที่สองซึ่งยังไม่ถูกเกี่ยว แต่เมื่อรวงข้าวที่สองถูกเกี่ยวอีก เมื่อนั้นขวัญข้าวหนีไปสิงรวงที่สามเป็นอย่างนี้ต่อเนื่องไป ฯลฯ
ในที่สุด หนีไปจนมุมอยู่รวงสุดท้าย แต่แล้วรวงสุดท้ายก็ถูกชาวนาเกี่ยวไปจนหมด ทำให้ขวัญข้าวหนีไปสิงอยู่รวงข้าวตกก็รอดจากการถูกเกี่ยวขาด ชาวนาเลยพร้อมใจกันยกย่องรวงข้าวตกเป็นแม่ข้าว
การเกี่ยวข้าวของชาวนา เท่ากับชาวนาฆ่าแม่ข้าว หรือทำให้แม่ข้าวตาย เพื่อเอาเลือดกับเนื้อแม่ข้าวคลุกเป็นเนื้อดินท้องนาเป็นอาหารต้นข้าว เมื่อเพาะปลูกปีต่อไป ต้นข้าวจะได้จำเริญงอกงามอุดมสมบูรณ์ เพราะได้รับการหล่อเลี้ยงเอี้ยงดูจากเลือดและเนื้อของแม่ข้าว ขณะเดียวกัน ขวัญของแม่ข้าวจะสิงสู่อยู่ในต้นข้าวที่ปลูกใหม่ ครั้นถึงฤดูเก็บเกี่ยว แม่ข้าวจะถูกทำให้ตายเหมือนปีก่อนๆ จึงต้องมีพิธีทุกปี
[สรุปมาเรียบเรียงใหม่จากบทความเรื่อง “แม่โพสพ” ของเสฐียรโกเศศ พิมพ์ใน ศิลปากร นิตยสารของกรมศิลปากร ปีที่ 4 เล่มที่ 1 (มิถุนายน 2492) หน้า 84]
“ขวัญข้าวหนีเคียวเกี่ยวข้าว” ต่อมาถูกเรียกสั้นๆ เป็นที่รู้กันต่อมาจนทุกวันนี้ว่า “ข้าวหนีเคียว” ยังมีความทรงจำสืบเนื่องความเชื่ออยู่ในถ้อยคำทำขวัญข้าว (ร่ายยาว) มีตอนหนึ่งว่า “ขวัญเอยอย่าเลยหนีไปห่างไกล ขวัญแม่อย่าตกใจให้ฉุนเฉียว เมื่อเวลาเขาตรงลงเคียวเกี่ยวกระหวัด แล้วมัดควบรวบรัดผูกเป็นกำ” (จากหนังสือ ประชุมเชิญขวัญ รวบรวมโดย สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ นายกราชบัณฑิตยสภา พิมพ์ในงานปลงศพฯ พ.ศ.2474 หน้า 63)
แม่ข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยวจะถูกเชิญไปในพิธีนวดข้าว (เดือนยี่) และในพิธีทำขวัญข้าว (เดือน 3)
แม่ข้าว ได้รากเหง้าแนวคิดจากชาวนาดั้งเดิมนับถือศาสนาผี ซึ่งเชื่อว่าข้าวมีขวัญ (เช่นเดียวกับขวัญของคน) ดังนั้น ข้าวมีชีวิตไม่ต่างจากคน คือต้นข้าวตายได้ ส่วนขวัญข้าวไม่ตาย แต่เคลื่อนไหวอยู่ในอีกมิติหนึ่งที่จับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น จึงถูกยกย่องเป็นเจ้าแม่แห่งข้าวหรือแม่ข้าว โดยมีนักปราชญ์บอกไว้นานแล้วว่า ชาวนาสมัยโบราณทั่วโลกนับถือข้าวมีชีวิตเหมือนคนที่มีกำเนิดและเติบโตแล้วก็ตาย
เลือดของแม่ให้กำเนิดลูกซึ่งเห็นได้จากการคลอดลูก และการเลี้ยงดูลูกเติบโต ทั้งหมดเป็นประสบการณ์ตรงของมนุษย์ ผลักดันชาวนาดั้งเดิมเชื่อว่าต้นข้าวจะงอกงามเติบโตสมบูรณ์ด้วยเมล็ดข้าวก็ต้องมีเลือดคอยหล่อเลี้ยง ด้วยเหตุนี้จึงมีการฆ่าคน (ตัวเป็นๆ ที่ถูกสมมติเป็นผีดินผีน้ำ หรือแม่ดินแม่น้ำ) เรียกสมัยหลังต่อมาว่าพิธีฆ่าคนเอาเลือดคลุกเคล้าชโลมดิน ด้วยความเชื่อว่าเมื่อหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวลงไป ต้นข้าวจะงอกงามแล้วเติบโตตามต้องการ
[แนวคิดฆ่าคนเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์ธัญญาหาร (หรืออีกนัยหนึ่ง เลือดเนื้อซึ่งเป็นชีวิตของมนุษย์ คือความอุดมสมบูรณ์นั้นหมายถึงอีกชีวิตหนึ่งเช่นกัน) ผู้รู้แนะนำเพิ่มเติมว่ามีในตำราคลาสสิกทางมานุษยวิทยาชื่อ The Golden Bough ของ Sir James Frazer พิมพ์ครั้งแรกระหว่าง พ.ศ.2433-2458 (ตรงกับแผ่นดินปลาย ร.5-ต้น ร.6)]
ชาวนาดั้งเดิมเชื่อว่า ไถนาคือการใช้ของมีคม (ได้แก่ ผาลไถนา) ตัดเส้นเลือดของแม่ดิน (เจ้าแม่แห่งดิน) ขาดจากกัน มีเลือดไหลนองเป็นน้ำหล่อเลี้ยงข้าวในนาให้เจริญเติบโตมีเม็ดข้าวเต็มรวงอุดมสมบูรณ์
