ฟีฟ่ากับแนวทางฟุตบอลโลก 64 ทีม ให้โอกาสหรือเพิ่มรายได้?
TECHNICAL TIME-OUT | จริงตนาการ
ฟุตบอลโลกเพิ่งมีการเพิ่มทีมจาก 32 ทีม เป็น 48 ทีม ในเวิลด์คัพ 2026 ที่กำลังฟาดแข้งกันอยู่ แต่ จานนี่ อินฟานติโน่ ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) ออกมาบอกว่า กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาเพิ่มเป็น 64 ทีม ในอีก 4 ปีข้างหน้า
ฟุตบอลโลกมีการเพิ่มทีมมาเรื่อยๆ จาก 13 ทีม ในครั้งแรกเมื่อปี 1930 ถึงแม้จะปรับเป็น 13 และ 15 ทีม ในช่วงแรกๆ แต่ปี 1954 จนถึง 1978 ก็คงจำนวน 16 ทีม ในรอบสุดท้ายมาตลอด จนกระทั่งปี 1982 จึงมีการเพิ่มเป็น 24 ทีม ไปจนถึงปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา เป็นครั้งสุดท้าย
ฟรองซ์ 98 เป็นครั้งแรกที่เพิ่มเป็น 32 ทีมในรอบสุดท้าย มาจนถึงฟุตบอลโลก 2022 ที่กาตาร์ และในเวอร์ชั่น 2026 มีการเพิ่มเป็น 48 ทีม
การเพิ่มทีมมากขึ้นทำให้แฟนบอลออกมาวิจารณ์ฟีฟ่าอย่างหนักหน่วง เพราะมองว่าจำนวนทีมมากเกินไป จำนวนแมตช์ก็มากตาม ช่วงเวลาการแข่งขันก็นานขึ้น ที่สำคัญ เม็ดเงินที่ฟีฟ่าจะได้รับก็ย่อมต้องมากขึ้นไปด้วย

อินฟานติโน่กล่าวว่า การจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกเราต้องจัดเพื่อคนทั้งโลกไม่ใช่แค่ยุโรปหรืออเมริกาใต้เท่านั้น ทุกชาติควรได้รับโอกาสที่จะได้ฝันในการแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งก็ได้เห็นแล้วว่าหลายๆ ชาติมีคุณภาพที่สูงมากๆ ถ้าไม่เปิดโอกาสให้ชาติเล็กๆ ได้มาแข่งขันก็เหมือนเป็นการปิดโอกาสให้ชาติเหล่านั้นพัฒนาตัวเอง
ประธานฟีฟ่ากล่าวอีกว่า การแข่งขันฟุตบอลโลกในรูปแบบ 48 ทีม ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทุกทีมเล่นกันด้วยมาตรฐานที่สูงมากๆ ทีมจากทวีปยิงประตูได้ทั้งหมด อย่างน้อยมี 1 แต้ม 9 จาก 10 ทีมจากแอฟริกาผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์ได้ ขณะที่ฟุตบอลโลกครั้งก่อนมีทีมจากแอฟริกาเพียง 5 ทีมเท่านั้น
นั่นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปิดโอกาสให้ทุกชาติได้เข้าร่วมแข่งขันมีความสำคัญขนาดไหน เพราะพวกเขาจำเป็นต้องได้รับโอกาสในการลงเล่นบนเวทีนี้
คำถามสำคัญคือ การเพิ่มทีมจะเป็นการพัฒนาจริงๆ หรือ?

ข้อดีที่เห็นได้ชัดที่สุดของการเพิ่มเป็น 64 ทีม คือการเปิดโอกาสให้ประเทศที่ไม่ใช่ทีมระดับแนวหน้าได้เข้าร่วมมากขึ้น ในอดีต หลายชาติในเอเชีย แอฟริกา หรือโอเชียเนียมักต้องเผชิญการแข่งขันรอบคัดเลือกที่ยากมาก และมีโควต้าจำกัด ถึงแม้จะมีพัฒนาการที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไปไม่ถึงรอบสุดท้าย
การเพิ่มจำนวนทีมจะช่วยลดกำแพงเหล่านี้ลง ทำให้ฟุตบอลโลกมีความเป็น “ตัวแทนของโลก” มากขึ้นอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงเวทีของยุโรปและอเมริกาใต้เป็นหลัก นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นการพัฒนาฟุตบอลในประเทศเล็กๆ เพราะการมีโอกาสไปฟุตบอลโลกสามารถเปลี่ยนโครงสร้างวงการกีฬาในประเทศนั้นได้ ทั้งด้านงบประมาณ ความสนใจจากเยาวชน และการสนับสนุนจากภาครัฐ
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในอดีต เช่น การเข้าร่วมฟุตบอลโลกของทีมอย่างไอซ์แลนด์หรือโมร็อกโก ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศได้อย่างมหาศาล หากมี 64 ทีม เรื่องราวแบบนี้อาจเกิดขึ้นบ่อยขึ้นและหลากหลายมากขึ้น
ในมุมกลับ ความสนุกสูสีของการแข่งขันจะลดลง ไม่ใช่การเลือกทีมที่ดีที่สุดมาแข่งขันกัน หากเพิ่มจำนวนทีมมากขึ้น ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีทีมที่มาตรฐานต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเข้ามา
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการแข่งขันที่ไม่สูสี เกมที่ทีมใหญ่ยิงทีมเล็กยับเยิน ซึ่งอาจลดความตื่นเต้นและความเข้มข้นลง นอกจากนี้ หากรอบแบ่งกลุ่มมีทีมที่ระดับห่างกันมาก การแข่งขันจะลดความน่าสนใจในตัวเองไป

การผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่ของนักฟุตบอลจำนวนมาก น่าคิดว่า เมื่อเพิ่มทีมมากขึ้นไปเรื่อยๆ การเข้ารอบสุดท้ายไม่ได้ยากเหมือนเดิม ความน่าภูมิใจจะลดลงหรือไม่?
เป็นเรื่องที่ฟีฟ่าอาจจะไม่ได้นึกถึง แต่ก็มีผลต่อจิตใจของใครหลายๆ คน
อีกเรื่องที่สำคัญมากๆ คือ สภาพร่างกายและสวัสดิภาพของนักเตะ ที่ปัจจุบันมีเกมเตะให้ต้องบู๊กันมากมาย ทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ จนบรรดาแข้งชื่อดังออกมาบ่นกันเป็นระยะ
การเพิ่มจำนวนทีมย่อมหมายถึงจำนวนแมตช์ที่มากขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อระยะเวลาของการแข่งขันและสภาพร่างกายของนักเตะ การเพิ่มภาระในฟุตบอลโลกอาจทำให้เกิดปัญหาความล้าและการบาดเจ็บมากขึ้น สโมสรต้นสังกัดเองก็อาจได้รับผลกระทบ เนื่องจากต้องปล่อยนักเตะไปแข่งขันเป็นระยะเวลานานขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อฤดูกาลแข่งขันโดยรวม นี่จึงเป็นประเด็นที่ต้องมีการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ
ในด้านเศรษฐกิจ การเพิ่มเป็น 64 ทีมถือเป็นโอกาสสำคัญ รายได้จากลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด โฆษณา และสปอนเซอร์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมาก จำนวนเกมที่มากขึ้นหมายถึงเนื้อหาที่มากขึ้นสำหรับผู้ชมทั่วโลก ประเทศเจ้าภาพก็จะได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยวและการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ต้นทุนก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งการสร้างสนาม การจัดการระบบขนส่ง และความปลอดภัย ซึ่งอาจเป็นภาระสำหรับบางประเทศ

ฟุตบอลโลกในรูปแบบ 64 ทีม จะเป็นการแข่งขันที่มีชาติร่วมบู๊ในรอบสุดท้ายมากถึง 30.3 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนสมาชิกของฟีฟ่า 211 ชาติ หรืออาจจะเรียกว่า 1 ใน 3 ของประเทศที่ร่มสังคายนากับฟีฟ่า
เหมือนกับว่าฟีฟ่าคิดเอาไว้ก่อนแล้วว่าจะเพิ่มเป็น 64 ทีม เพราะมีการให้สิทธิ์เจ้าภาพรวม 6 ชาติ ในปี 2030 เจ้าภาพหลัก สเปน, โปรตุเกส, โมร็อกโก และให้อุรุกวัย, อาร์เจนตินา, ปารากวัยร่วมเป็นเจ้าภาพในรอบแรก เพื่อเป็นเกียรติด้วย เนื่องจากเป็นการฉลองฟุตบอลโลกครบรอบ 100 ปี พอดิบพอดี
การมีชาติเจ้าภาพเยอะขนาดนี้ ย่อมเป็นการส่งสัญญาณอะไรบางอย่าง!
สุดท้ายแล้วขึ้นอยู่กับว่าจะมองในมุมไหน ความยิ่งใหญ่ คุณค่า สวัสดิภาพนักเตะ ธุรกิจ การเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วม หรือเรื่องของการเมืองเป็นหลัก เพราะในแต่ละมุมก็มีข้อดีข้อเสียของมัน
แฟนบอลไทยเองก็อาจจะมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เห็นทีมช้างศึกได้ไปฟุตบอลโลกกับเขาเสียที แต่ถ้าไปแล้วโดนยิงกลับมาเละเทะ อารมณ์ก็อาจจะกลับตาลปัตร
อย่างที่บอกไป ทุกมุมมีข้อดีและข้อเสียในตัวมันเอง!!
