bg-single

สกัด ‘เอนทรานซ์ฟันน้ำนม’ ศธ.ห้ามสอบแข่งขันอนุบาล

07.09.2026

| การศึกษา

ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นประเด็นเพื่อนำไปสู่การแก้ไขอย่างจริงจัง สำหรับการจัดสอบแข่งขันในระดับปฐมวัย ตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงการสอบเข้า ป.1

ย้อนกลับไปในช่วงหนึ่ง ค่านิยมการแข่งขันทางการศึกษารุนแรงถึงขั้นจัดพิธีสำเร็จการศึกษาให้เด็กอนุบาล สวมชุดครุย ถ่ายรูปถือใบประกาศนียบัตร จนเกิดคำเรียกติดปากว่า “บัณฑิตน้อย” เอาใจผู้ปกครองที่ต้องการเห็นความสำเร็จของบุตรหลานตั้งแต่วัยเยาว์ และเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของสังคม “บ้าใบปริญญา” ในยุคที่ผ่านมา

ปัญหาดังกล่าวนำไปสู่การออก พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 เพื่อวางกรอบการดูแล พัฒนา และจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัยให้สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย

ล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กำชับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ให้กำกับสถานศึกษาทั้งภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยห้ามจัดสอบแข่งขัน ใช้ระบบแพ้-ชนะ หรือจัดอันดับคะแนนในระดับเด็กเล็ก เพื่อให้การดูแลและพัฒนาเด็กเป็นไปอย่างเหมาะสมกับวัย

ขณะเดียวกัน นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนของ สพฐ. กำหนดว่า การรับเด็กชั้นก่อนประถมศึกษา อายุ 3-6 ปี ห้ามสอบวัดความสามารถทางวิชาการ เว้นแต่โรงเรียนที่เปิดห้องเรียนพิเศษ ซึ่งสามารถประเมินความพร้อมตามหลักเกณฑ์ที่โรงเรียนกำหนดได้ ส่วนการรับนักเรียนชั้น ป.1 ก็ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์เดียวกัน

นโยบายดังกล่าวถือเป็นความพยายามที่ดีในการปกป้องเด็กเล็กจากการแข่งขันที่เกินวัยและอาจส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กในอนาคต

นายสมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา ในฐานะคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ (กดยช.) มองว่า การกำชับของ ศธ. แม้มีเจตนาที่ดีและสอดคล้องกับหลักการพัฒนาเด็กปฐมวัย แต่ในทางปฏิบัติยังมีข้อจำกัด และอาจกลายเป็นนโยบายที่ดี แต่ไม่ครอบคลุม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาการสอบเข้า ป.1 หรือที่เรียกว่า “เอนทรานซ์ฟันน้ำนม” มีมานานกว่า 20 ปี แม้หลายรัฐบาลจะออกกฎระเบียบห้ามสอบ แต่การแข่งขันก็ยังดำรงอยู่

สาเหตุสำคัญมาจากช่องโหว่ทั้งทางกฎหมายและการบริหารจัดการ เนื่องจากมาตรการของ ศธ.ครอบคลุมโรงเรียนในสังกัด สพฐ. และโรงเรียนเอกชน

แต่ยังไม่ครอบคลุมโรงเรียนสาธิตที่อยู่ภายใต้มหาวิทยาลัยและการกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

โรงเรียนสาธิตจึงกลายเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญของการแข่งขัน เพราะหลายแห่งรับนักเรียนได้เพียง 100-120 คน แต่มีผู้สมัครสอบมากถึง 2,500-3,000 คน

เมื่อที่นั่งมีจำกัด ขณะที่ความต้องการเข้าเรียนมีสูง การยกเลิกการสอบโดยไม่มีระบบคัดเลือกอื่นมารองรับ ย่อมเป็นโจทย์ใหญ่ที่โรงเรียนต้องเผชิญ

ที่สำคัญ หาก ศธ.ไม่ประสานความร่วมมือกับ อว. เพื่อกำหนดแนวทางเดียวกันทั้งระบบ การห้ามสอบในบางสังกัดก็อาจไม่สามารถหยุดการแข่งขันได้อย่างแท้จริง

ผลที่ตามมาคือ ผู้ปกครองยังต้องพาบุตรหลานไปเรียนพิเศษและกวดวิชาตั้งแต่วัยอนุบาล เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่สนามสอบ ขณะที่เด็กต้องเผชิญกับความคาดหวัง ความกดดัน และความเครียดตั้งแต่อายุยังน้อย

ขณะที่ นายอดิศร เนาวนนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา มองคล้ายกันว่า ส่วนตัวเห็นด้วยที่ ศธ.ออกมาประกาศห้ามจัดสอบแข่งขันในระดับปฐมวัย หรือในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ควรส่งเสริมเรื่องพัฒนาการของเด็ก ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ-อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

กระบวนการการเรียนรู้ของเด็กวัยนี้ต้องยึดหลักธรรมชาติ “Play and Learn” แต่ระบบการศึกษาไทยในอดีตมักมุ่งเน้นเฉพาะด้านสติปัญญา (Cognitive) ผ่านการทดสอบและการแข่งขัน ซึ่งส่งผลเสียต่อวุฒิภาวะ (Maturity) และความพร้อมทางอารมณ์ของเด็ก

การเร่งรัดให้เด็กอ่านออกเขียนได้และคิดเลขก่อนวัยอันควร ถือเป็นการขัดต่อธรรมชาติการเรียนรู้

“แม้ประเทศไทยจะมี พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ.2562 มาแล้วหลายปี แต่ในทางปฏิบัติยังพบปัญหา โดยเฉพาะในกลุ่มโรงเรียนเอกชน ที่มักจะปรับการเรียนการสอนตามความต้องการของผู้ปกครอง ซึ่งคาดหวังให้เด็กมีความรู้ทางวิชาการเกินวัย เพราะว่าผู้ปกครองยังเป็นปัจจัยหลักที่ส่งเสริมวัฒนธรรมการเร่งรัดเด็ก” นายอดิศรกล่าว

ในส่วนของโรงเรียนสาธิตหลายแห่ง ยกตัวอย่างเช่น โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักจะส่งลูกมาเรียน เพราะว่าเราไม่ได้เน้นเรื่องการสอบแข่งขัน และโรงเรียนทางเลือก หลายโรงเรียนก็ไม่ได้เน้นการสอบแข่งขัน เช่น โรงเรียนปลูกปัญญา และโรงเรียนลำปลายมาศ โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งค่อนข้างประสบความสำเร็จ

ส่วนมหาวิทยาลัยที่ดูแลโรงเรียนสาธิต คิดว่าโดยรวมก็ไม่ได้เน้นการสอบอยู่แล้ว

สำหรับโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา การคัดเลือกเด็กเข้าศึกษาใช้กระบวนการสัมภาษณ์เด็กและผู้ปกครอง โดยชวนเด็กพูดคุย ดูความพร้อมด้านร่างกาย จิตใจ-อารมณ์ สังคม และสติปัญญาเท่านั้น ไม่มีการสอบแข่งขันแน่นอน

“เห็นด้วยกับการที่ ศธ.ออกมาตรการเน้นย้ำห้ามจัดสอบแข่งขัน จึงทำให้โรงเรียนในสังกัด สพฐ. และ สช. ต้องปรับตัวตามมาตรการ ถึงแม้ว่าโรงเรียนสาธิตทั่วประเทศจะอยู่ต่างสังกัดกัน แล้วทางโรงเรียนสาธิตเองก็ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องเหล่านี้ หรือบางแห่งที่ยังเน้นการสอบแข่งขันอยู่ ก็คิดว่าคงต้องปรับตัวเช่นเดียวกัน แต่โรงเรียนสาธิตสังกัดมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่เข้าใจเรื่องหลักการด้านจิตวิทยาในการจัดการเรียนการสอนให้เด็กอยู่แล้ว” นายอดิศรกล่าว

เข้าใจว่ารัฐบาลคงเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ว่าการไปเร่งเด็กจนเกินไปและการให้เด็กสอบแข่งขันกัน เป็นสิ่งที่ไม่ควร จึงได้ออกมาตรการเน้นย้ำอีกรอบ ทาง ศธ.ได้ออกแนวทางและนโยบายโดยเฉพาะเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ขวบ ให้ยกเลิกข้อสอบทางวิชาการ

ยกเลิกการจัดอันดับแข่งขัน เน้นเรื่องการประเมินพัฒนาการและการใช้กระบวนการสังเกตพฤติกรรม ซึ่งคิดว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

โลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเวลาปฏิรูป ‘ประเสริฐ’ เตรียมขึ้นเวที Thailand Education Next for All ระดมความคิดสร้างการศึกษาไทยยุคใหม่
7 ศาสตราจารย์จี้อธิการบดี มช. ทบทวนสอบงานวิจัยเมืองฮอด หลังพบเนื้อหา-ข้อมูลภาคสนาม-คำผิดซ้ำในหนังสืออีกชุด
หล่มสงครามกัมพูชา ! | สุรชาติ บำรุงสุข
พาไปรู้จัก สะพานซ่อม 3ปี ยังไม่เสร็จ คนเดือดร้อนทั้งจังหวัด ล่าสุดคนขับรถตกพังยับเยิน
E-DUANG | บทบาท รัฐบาล ภูมิใจไทย การปกป้อง “กล่องดวงใจ”
“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า