เปิดบิ๊กโปรเจ็กต์คมนาคม ภท.ตีตั๋ว ชิง ส.ส.เมืองกรุง พิพัฒน์ วัดหัวใจอนุทิน-เนวิน
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
เปิดบิ๊กโปรเจ็กต์คมนาคม
ภท.ตีตั๋ว ชิง ส.ส.เมืองกรุง
พิพัฒน์ วัดหัวใจอนุทิน-เนวิน
ไม่เพียงผุดเมกะโปรเจ็กต์ 14 จังหวัดภาคใต้ คู่ขนานกวาด ส.ส.ภูมิใจไทยเพิ่มจาก 31 เสียง ในสมัยหน้า คือภารกิจของแม่ทัพภาคใต้ “พิพัฒน์ รัชกิจประการ” ในเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ควบกระทรวงคมนาคม
ในสมัยเลือกตั้งครั้งหน้า ที่พิพัฒน์คาดการณ์ไว้ว่าราวปี 2572 เหลื่อมปี 2573 ภูมิใจไทย ไม่เพียงหวังปักธงเพิ่ม ส.ส.ใน จ.ยะลา และภูเก็ต ซึ่งเป็นเพียง 2 พื้นที่ภาคใต้ ที่ไร้เงา ส.ส.สีน้ำเงิน แต่ยังตั้งเป้ารุกพื้นที่ ส.ส.กรุงเทพมหานครให้ได้
ผลจากการเลือกตั้งล่าสุด ผู้สมัคร ส.ส.เขตสีน้ำเงินในเมืองหลวง ได้คะแนนอันดับ 2 ถึง 32 เขต จาก 33 เขต มัดรวมคะแนนในระบบปาร์ตี้ลิสต์ ได้กว่า 5 แสนคะแนน
นี่จึงเป็นที่มาให้ “พิพัฒน์” เริ่มเปิดฉากชิงคะแนนคนกรุง ตั้งแต่วันคิกออฟงบประมาณ 2570 เป็นต้นไป ด้วยแผนการลงทุนของกระทรวงคมนาคมทั่วประเทศราว 8 แสนล้าน พุ่งเป้าลดภาระค่าใช้จ่ายการเดินทางลง 50%
“พิพัฒน์” ยกตัวอย่างว่า “เดิมเคยจ่ายค่าเดินทางวันละ 80 บาท ลดเหลือ 40 บาท เหลือเงินในกระเป๋า 40 บาท สามารถเพิ่มค่าขนมให้บุตรหลาน นี่คือสิ่งที่คมนาคมยุคผมกำกับดูแล พยายามไปเสริมจุดแข็ง”
รูปธรรมที่จะเกิดขึ้น คือ “ระบบตั๋วร่วมรถไฟฟ้า” ราคา 17-45 บาท จะประกาศใช้วันที่ 1 มกราคม 2570 โดยเก็บค่าแรกเข้าครั้งเดียว ปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีทีเอส และบริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BEM ผู้รับสัมปทานโอนกรรมสิทธิ์การบริหาร มาให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
ภายในกลางปี 2570 คนกรุงเทพฯ จะได้ใช้ระบบตั๋วร่วม เชื่อมทั้งทางบก ทางน้ำผ่านเจ้าพระยาถึงคลองแสนแสบและราง พร้อมกับการใช้โดยสารไฟฟ้า (EV) ปิดฉากรถเมล์ร้อนครีมแดง
นอกจากขาลดค่าใช้จ่าย ขาหารายได้ให้รัฐวิสาหกิจ “พิพัฒน์” ตั้งใจว่าจะพัฒนาที่ดินเชิงพาณิชย์ 2 แปลง ให้ได้เป็นกอบเป็นกำ ทั้งย่านสถานีกลางบางซื่อ และที่ดินท่าเรือคลองเตย คาดว่าจะเปิด PPP ให้เอกชนลงทุนพัฒนาเต็มรูปแบบ
เฉพาะสถานีกลางบางซื่อ 2,000 ไร่ ตั้งเป้าให้เป็นศูนย์กลางธุรกิจ เชื่อมการบริหารตลาดจตุจักร พื้นที่ 68 ไร่ ที่ ร.ฟ.ท.จะรับคืนจากกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปลี่ยนให้เอกชนเข้าบริหาร
แปลงท่าเรือคลองเตยอีก 2,353 ไร่ จะพลิกโฉมขึ้นเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์รูปแบบทันสมัย แต่ไม่มีกาสิโน พัฒนาเป็นท่าเรือเรือสำราญ ท่าเรือยอชต์และโครงการอสังหาฯ โดยจะย้ายท่าเรือคลองเตยไปที่ท่าเรือแหลมฉบัง การเจรจาระยะแรกทั้ง 26 ชุมชนพร้อมย้ายออก
บิ๊กโปรเจ็กต์ ที่จะแก้ปัญหาจราจร สำหรับภาคเหนือ-อีสาน ทะลุ 14 จังหวัดภาคใต้ถูกวางไว้ที่ “ฮับสุพรรณบุรี” โดยเป็นศูนย์การขนส่ง จากภาคอีสานผ่านสระบุรี อยุธยา เชื่อมเข้าสุพรรณบุรี ไม่ต้องผ่านเข้ากรุงเทพฯ เช่นเดียวกับรถที่มาจากภาคเหนือจะวกเข้าสุพรรณบุรีเพื่อลงภาคใต้
พิพัฒน์พูดในนามพรรคว่า “สำคัญที่สุด ผมคิดว่ากรุงเทพฯ เป็นเป้าหมายที่พรรคภูมิใจไทยอยากได้มากที่สุด เราต่อสู้ในสนามกรุงเทพมหานครมากขึ้น เลือกตั้งปี 2569 เรามีคะแนนจากกรุงเทพฯ ระบบบัญชีรายชื่อ กว่า 5 แสน จากอดีตมีไม่เกิน 2 หมื่นคะแนน เพราะฉะนั้น เป้าของเรามีคนนิยมมากขึ้น เราก็ยิ่งจะต้องรุกและคืบต่อไป โดยสร้างผลงานให้คนกรุงเทพฯ ได้เห็น”
“กระทรวงคมนาคมก็เป็นกระทรวงหนึ่งที่คนกรุงเทพฯ กำลังจับตามองว่า ในยุคผู้นำที่ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล แล้วมีผู้ที่รับการมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้มาดูแล จะทำอะไรให้กับคนกรุงเทพมหานคร”
เกมการเมืองแบบ “บ้านใหญ่” อาจใช้ได้ในต่างจังหวัด กวาด 192 เสียง แต่พื้นที่ กทม.การจ่าย “ค่าเหยียบแผ่นดิน” ต้องใช้ผลงานและ “ความเชื่อ” นี่จึงเป็นความท้าทายอย่างยิ่งในการชิง ส.ส.เมืองหลวง
“พิพัฒน์” มีวันนี้ได้ เพราะเส้นทางของเขาเข้าสู่สนามการเมืองครั้งแรก ด้วยการเชื้อเชิญจาก เจ้าพ่อปากน้ำ-วัฒนา อัศวเหม ในปี 2541 ร่วมชายคาพรรคมหาชน ต่อยอดจากความสัมพันธ์ในบริษัท ภาคใต้เชื้อเพลิง หรือบริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ในปัจจุบัน
ในสมรภูมิภาคใต้ เฟสแรก ภรรยาของเขา นาที รัชกิจประการ เคยดำรงตำแหน่ง เหรัญญิกพรรค ส.ส.บัญชีรายชื่อ แต่ในปี 2564 ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาให้พ้นจากตำแหน่ง เพิกถอนสิทธิ์สมัครรับเลือกตั้งตลอดไปและไม่มีสิทธิ์ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ กับให้เพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 10 ปี
ในเฟสถัดมาเขาจึงเข้ารับไม้ต่อ ทำผลงานการเลือกตั้งปี 2569 พรรคภูมิใจไทยกวาด ส.ส. ภาคใต้ มากที่สุด รวม 31 ที่นั่ง จาก 59 เขต ใน 14 จังหวัดภาคใต้ ตามเป้าที่ “พิพัฒน์” ประกาศไว้ก่อนการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
เฉพาะใน 5 จังหวัดภาคใต้ชายแดน มี ส.ส.สีน้ำเงิน พื้นที่สงขลา 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 9 เขต) ปัตตานี 4 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 เขต) พัทลุง 2 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 3 เขต) นราธิวาส ได้ 1 ที่นั่ง (จากทั้งหมด 5 เขต) ยะลา ไม่มี ส.ส.
ส่วนจังหวัดภาคใต้โซนอื่น ได้ ส.ส.ยกจังหวัด 5 พื้นที่ คือ กระบี่ 3 คน ชุมพร 3 คน พังงา 2 คน ระนอง 1 คน และสตูล 2 คน ส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช 4 ที่นั่ง จากทั้งหมด 9 เขต สุราษฎร์ธานี 3 ที่นั่ง จากทั้งหมด 7 เขต ตรัง 2 ที่นั่ง จากทั้งหมด 4 เขต
เทียบกับการเลือกตั้งสองครั้งก่อนหน้า เมื่อปี 2566 พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.เพียง 12 เก้าอี้ และเมื่อครั้งปี 2562 ได้เพียง 8 ส.ส. ผ่านมา 7 ปี พรรคภูมิใจไทยได้ ส.ส.ภาคใต้ ถือว่าเพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว
พิพัฒน์เคยบอกว่าการเลือกตั้งสมัยหน้า เขาคงอายุ 74 ปี คงเหนื่อยและอยากจะ “วางมือ” เมื่อถามกันว่า เขาวางใครเป็น “Successor” เขาตอบแบบไม่ต้องคิดว่า คงต้องมอบภาระนี้ให้กับ “นาที รัชกิจประการ” ผู้เป็นภรรยา
“แต่การช่วยพรรคในการรณรงค์หาเสียง ผมยังต้องเดินหน้าต่อแน่นอน ไม่ใช่ผมคนเดียว พร้อมภรรยา ซึ่งจริงๆ ภรรยาผมชื่อเสียงโด่งดังกว่าผมเยอะ ด้วยความใจถึงพึ่งได้ เสียงดัง เขาลงพื้นที่ก็จะได้เรตติ้งดีกว่าผม ซึ่งตัวผมเองก็ค่อนข้างเงียบ แต่เราก็ไปได้ ผมก็ไปในฐานะใจถึงพึ่งได้ แค่นั้นเอง ยืนยันเรายังเดินหน้าให้กับพรรค เพราะพวกเราช่วยกันสร้างพรรค ตั้งแต่พรรคมี ส.ส. 20 กว่า 30 คน จนวันนี้เราสร้างมาถึง 192 คนแล้ว เราจะทิ้งพรรคตอนนี้ได้หรือ”
“พิพัฒน์” เคยตกเป็นข่าวความขัดแย้งกลางเขาควาย 2 น. กับ 1 พ. เขาพูดถึงการทำงานการเมืองกับ 2 น. ชัดๆ อีกครั้งว่า
“ผมพูดแบบมนุษย์โบราณ ตัวผมอายุ 71 แล้ว กับท่านเนวินก็อายุเราใกล้เคียงกัน ห่างกันประมาณ 2-3 ปี แต่กับท่านนายกฯ อนุทิน อาจจะห่างกัน 10-11 ปี เราอยู่ใน 2 มิติของ 2 ท่าน”
“ท่านเนวินจะเก่งวิเคราะห์และแม่นในมิติการเมือง แต่ท่านนายกฯ เขาจะเก่งในมิติธุรกิจ โดยเฉพาะสิ่งที่ท่านถนัดก็คือ การเจรจาธุรกิจกับต่างประเทศ นี่คือหน้าที่และบทบาทที่ดีที่สุดของท่านนายกฯ คือดูแลในเรื่องเศรษฐกิจ”
“ส่วนในมิติการเมือง มีพรรค มีกรรมการบริหารพรรค เป็นองค์ประกอบในการขับเคลื่อนการเมือง กรรมการบริหารพรรคเป็นคนรุ่นใหม่ จะต้องมีผู้ที่มีความเข้าใจการเมืองอย่างถ่องแท้มาช่วยเป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่ขับเคลื่อน เป็นที่ปรึกษา เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นการลงตัวที่สุด คือ นายกฯ ทำหน้าที่ในการบริหารประเทศ ส่วนมิติการเมือง ก็มีที่ปรึกษามากำกับดูแลคณะกรรมการบริหารพรรค นี่คือการลงตัวที่ดีที่สุด”
“ผมมั่นใจ 2 ท่านนี้เขาเดินหน้าไปพร้อมกัน เขาเป็นพี่น้องกัน เดินหน้าไปพร้อมกันได้”
