bg-single

คิดต่อจาก 6 ตุลา (9) : รูปที่รู้จักกันดี แต่ไม่รู้จักใครสักคน

10.10.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล

เหตุการณ์และความทรงจำ 6 ตุลาเกี่ยวพันกับรูปถ่ายสำคัญอย่างน้อย 2 รูป แต่ละรูปราวกับจ้องกลับมาตั้งคำถามกับสังคมไทยอย่างจังๆ

รูปที่หนึ่ง คือ ภาพถ่ายการแสดงละครที่กลายมาเป็นชนวนของเหตุการณ์

คำถามสำคัญที่ยังไม่มีใครตอบได้จนทุกวันนี้ก็คือ

1. เกิดจากการวางแผนอย่างละเอียด จงใจสร้างสถานการณ์ หรือ

2. เป็นความบังเอิญที่บานปลายกลายเป็นวิบากกรรมระดับชาติ หรือ

3. เป็นความบังเอิญที่ถูกหยิบฉวยด้วยคนที่จงใจสร้างสถานการณ์

อย่างแรก หมายความว่า มีการแต่งฟิล์มหรือแต่งภาพให้ออกมาอย่างนั้น มีการเตรียมการให้มีคนไปฟ้อง ให้ขยายผลโหมโฆษณาชวนเชื่ออย่างพร้อมเพรียง จนนำไปสู่การปราบปรามในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519

อย่างที่สอง หมายความว่า ไม่มีการแต่งฟิล์มหรือแต่งภาพ แต่ภาพที่ออกมาอย่างนั้นเป็นความบังเอิญ ต่อด้วยบังเอิญที่มีผู้เห็นภาพนั้นเป็นอย่างนั้น บังเอิญคนที่เห็นเป็นผู้รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ จึงนำไปแจ้งความ

อย่างที่สาม หมายความว่า ไม่มีการแต่งฟิล์มหรือแต่งภาพ แต่ภาพที่ออกมาอย่างนั้นเป็นความบังเอิญ ต่อด้วยบังเอิญที่มีผู้เห็นภาพนั้นเป็นอย่างนั้นแล้วจึงนำไปแจ้งความ ความบังเอิญเช่นนี้ลงล็อกพอดีกับแผนการของผู้ต้องการทำรัฐประหาร ทั้งเพื่อปราบปรามขบวนนักศึกษาและเพื่อทำรัฐประหารล้มรัฐบาล

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช และชวน หลีกภัย เชื่อว่ามีการแต่งรูปภาพดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของแผนการก่อสถานการณ์วิกฤตเพื่อล้มรัฐบาลเสนีย์ ดูเหมือนคนส่วนใหญ่จะเชื่อเช่นนั้น
ไม่ใช่เพราะมีพยานหรือหลักฐานแต่อย่างใด แต่เพราะยากอย่างเหลือเชื่อที่จะเกิดความบังเอิญระดับนั้น ปรากฏ ณ สถานที่และเวลาที่เหมาะเหม็งขนาดนั้น และสามารถเป็นชนวนให้บานปลายได้ขนาดนั้น

แต่มีคนพยายามหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายราย ต่างก็ไม่พบว่ามีการแต่งฟิล์มหรือแต่งภาพ ผู้เกี่ยวข้องกับการแสดงละครเชื่อได้ทุกคนว่าไม่มีทางเป็นส่วนหนึ่งของแผนการหายนะดังกล่าว

ภาพถ่ายที่ถูกคนนำไปร้องตำรวจ เป็นภาพถ่ายของบางกอกโพสต์ (ไม่ใช่ของดาวสยาม) กองบรรณาธิการบางกอกโพสต์ในขณะนั้นยืนยันอย่างน่าเชื่อถือได้ พร้อมพยานและราย
ละเอียดกระบวนการล้างภาพ การคัดสรรเพื่อเสนอในหน้าแรก และคำบรรยาย ทั้งหมดยืนยันว่าไม่มีการตกแต่งภาพหรือพาดพิงถึงคนชั้นสูงแต่อย่างใด

จนกระทั่งมีผู้มองเห็นและนำไปฟ้องต่อตำรวจนั่นแหละ ภาพดังกล่าวจึงถูกชี้ชวนให้มองเห็นอย่างนั้นกันไปหมด

เมื่อถูกขยายความตอกย้ำว่าต้องมองอย่างนั้นๆๆๆ โดยยานเกราะและดาวสยาม (ซึ่งจะนำภาพไปทำอะไรเพิ่มเติมหรือไม่ก็เป็นอีกเรื่อง) ความบังเอิญจึงไม่ใช่บังเอิญอีกต่อไป

คำถามที่น่าสนใจต่อมาก็คือ ทำไมสังคมไทยเชื่อเรื่องนี้ง่ายขนาดนั้น หรือในขณะนั้นมีเงื่อนไขปัจจัยอะไรบ้าง มีบริบทอะไร จึงง่ายที่จะหลงเชื่อ

คนจำนวนไม่น้อยในสังคมไทยพร้อมที่จะเชื่อเช่นนั้น เพราะเงื่อนไขปัจจัยทางอุดมการณ์ การกล่อมเกลาให้เกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ราวผีห่าซาตาน ฯลฯ

ยังไม่เคยมีการศึกษาอย่างจริงจัง ไม่ว่าในสังคมวิทยาหรือจิตวิทยา ถึงปัจจัยเงื่อนไขเหล่านั้นที่ทำให้ผู้คนเชื่อง่ายจนโกรธจนคลั่ง

ผมเห็นมีเพียงนิยาย “คำพิพากษา” ของชาติ กอบจิตติ เท่านั้นที่ช่วยให้เราคิดไปถึงสภาวะที่ฟักโดนกระทำจากคำเล่าลือของผู้มีอำนาจที่ดูน่าเชื่อถือ ทั้งๆ ที่เป็นความเท็จ จนชีวิตของฟักต้องวิบัติ

รูปที่สอง คือ ภาพ “แขวนคอ” ของนีล ยูเลวิช ช่างภาพเอพี ซึ่งได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เมื่อปี 1977

ภาพที่เรียกได้ว่าเป็น “แบรนด์” ของ 6 ตุลานี้แพร่หลายมาก ถึงขนาดทำให้บางคนเห็นว่า 6 ตุลาไม่ได้เงียบอีกต่อไป

แต่ทว่าจนทุกวันนี้เรายังไม่รู้จักบุคคล 3 คนที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของภาพที่รู้จักกันดีนี้ได้แม้แต่คนเดียว ได้แก่

1) ชายที่ยกเก้าอี้ขึ้นฟาด 2) ศพที่ถูกแขวนบนต้นไม้ และ 3) เด็กชายผู้ยืนหัวเราะราวกับการแขวนคอเป็นมหรสพบันเทิงสาธารณะอย่างหนึ่ง

เคยคิดไหมว่า ถ้าภาพนี้เกิดขึ้นและเป็นที่รู้จักกันในสังคมเสรีประชาธิปไตย ไม่ใช่สังคมอำนาจนิยมที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ปริศนานี้จะตกค้างมา 50 ปีหรือไม่

สังคมไทยมีความพิเศษพิสดารแบบไหนขนาดไหนกัน ภาพสำคัญที่เผยแพร่เป็นที่รู้จักกันมาหลายสิบปีเช่นภาพนี้ จนป่านนี้จึงยัง “เงียบ” จนไม่เคยสามารถระบุได้ว่าคนสำคัญในภาพสำคัญนั้นเป็นใคร

หนึ่ง พิเศษตรงที่สามารถทำให้ผู้คนไม่สนใจเรื่องอื่นใดของคนอื่นหรือของสังคมเลย แม้กระทั่งเรื่องที่โหดร้ายวิกฤตระดับเป็นประวัติศาสตร์ของทั้งสังคมไทยในช่วงสงครามเย็น ก็ยังไม่มีใครแยแสคิดจะหาคำตอบ

สอง พิเศษตรงที่ปกครองด้วยความกลัว ผู้คนจึงไม่ต้องการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ละเอียดอ่อนอย่าง 6 ตุลา เพราะกลัวถูกผลกระทบเดือดร้อน

ถ้าเป็นอย่างที่สอง ย่อมเป็นหลักฐานว่าความ “เงียบงัน” ยังปกคลุมความรู้ความทรงจำ 6 ตุลาอยู่มาก มากพอที่ทำให้ผู้คนไม่กล้าพูด ไม่กล้าเข้าไปข้องแวะ ไม่กล้าถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับ 6 ตุลาในทางใดแบบใดทั้งสิ้น

ความเงียบหรือไม่เงียบอีกแล้ว ไม่ได้วัดกันด้วยจำนวนคนที่รู้จักรับรู้เกี่ยวกับ 6 ตุลาเพียงเค่นั้น แต่ที่สำคัญกว่าคือวัดตรงที่ผู้คนสามารถพูดถึง เล่าความทรงจำของเขาออกมาได้อย่างไม่ต้องเกรงกลัวภัยที่อาจจะตามมา (มีดัชนีสำคัญอีกอย่างที่ชี้ถึงความเงียบมากหรือน้อย แต่ขออนุญาตเก็บไว้อธิบายในที่อื่น)

ปัจจัยข้อนี้ทำให้ญาติของผู้เสียชีวิตในวันนั้นหลายคน ซึ่งโครงการ “บันทึก 6 ตุลา” พยายามติดต่อในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เพื่อขอสัมภาษณ์และขอเชิญให้มาร่วมงานรำลึก 6 ตุลา หลายคนยืนยันขอไม่ให้สัมภาษณ์ ขอไม่เกี่ยวข้อง และขอไม่ไปร่วมงานรำลึกรวมทั้งปีที่ 50 ในปีนี้

ไม่ใช่เพราะรังเกียจพวกเรา ไม่ใช่เพราะเห็นเราเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดความสูญเสียของคนที่เขารัก แต่เพราะหวั่นเกรงภัยที่อาจจะตามมา เพราะ 6 ตุลายังคงเป็นเรื่อง “ละเอียดอ่อน” จนทุกวันนี้

นีล ยูเลวิช ผู้ถ่ายภาพ ‘แขวนคอ’

ในระดับปัจเจก แต่ละคนสรรหาวิธีการก้าวพ้นความอิหลักอิเหลื่อ ปลดเปลื้องความอึดอัดหนักอึ้ง (catharsis — ดูบทความ “คิดต่อจาก 6 ตุลา (8)”) ได้แตกต่างกัน แต่จุดร่วมก็คือ เมื่อผู้อื่นรอบตัวเขาหรือสังคมให้การยอมรับที่เขาจะมีที่ทางยืนอยู่ได้อย่างเป็นตัวเขาเอง ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับเขาหรือไม่ก็ตาม

ตราบใดที่สังคมยังไม่ยอมรับ ผู้คนรอบข้างยังไม่ยอมรับ เขาก็จะยังคงยืนอยู่ใน “ที่ที่ไม่มีที่” หรือยืนอยู่ในความเงียบงันต่อไป (“ที่ที่ไม่มีที่” คือวลีที่เป็นหัวใจของละครของประดิษฐ์ ปราสาททอง)

ในระดับสังคม ความเงียบงันแบบลืมไม่ได้จำไม่ลง จะหมดไปก็ต่อเมื่อสังคมให้การยอมรับอย่างกว้างขวาง ชัดแจ้ง เปิดเผย เป็นทางการ ว่าอะไรผิดอะไรถูก ให้คนทั้งหลายที่ผ่านประสบการณ์โศกนาฏกรรมดังกล่าว มีที่ยืนอย่างปกติ ให้ความคิดความเชื่อของเขามีที่ยืนอย่างปกติ

ภาวะทางสังคมทำนองนี้เรียกอีกอย่างได้ว่า กรณีอันเจ็บปวดนั้นถูกได้รับการสะสางจนจบลง หรือ “closure” นั่นเอง

“closure” แสดงออกได้หลายอย่างหรือหลายระดับ หรือทุกอย่างรวมกัน เช่น

มีการตัดสินว่าใครผิดใครถูกโดยกระบวนการทางกฎหมาย จนเกิดเป็นบรรทัดฐานว่ารัฐใช้กำลังอาวุธต่อประชาชนได้ในกรณีไหนแค่ไหน และเกิดบรรทัดฐานที่ยุติการลอยนวลพ้นผิด และ/หรือการ “ขอโทษ” จากฝ่ายกระทำ ไม่ว่าโดยตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องซึ่งยังมีชีวิตอยู่หรือโดยตัวแทนของสถาบันที่เป็นผู้กระทำอาชญากรรมอันโหดร้าย

ในกรณีนี้คือ รัฐ … คำขอโทษจากรัฐจะเป็น closure ที่ทำให้กรณีความเงียบงันจบลงอย่างถึงที่สุด

ถ้าหากย้อนกลับไปอ่านบทความที่ผมกล่าวถึง Transitional Justice (ดูบทความ “คิดต่อจาก 6 ตุลา (6)”) จะเข้าใจได้ว่า การขอโทษเป็นการเยียวยาที่สำคัญที่สุดและถึงที่สุด ยิ่งกว่าการชดใช้ชดเชยด้วยเงินทองวัตถุ

ความทรงจำ 6 ตุลาทะลุทะลวงความเงียบงัน จนพอจะมีที่ยืนในสังคมทุกวันนี้ เป็นผลของการต่อสู้ผลักดันใน 30 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้สังคมจดจำ และเพื่อให้ฝ่ายถูกกระทำมีที่ยืน เราประสบความสำเร็จพอสมควรเพราะสังคมให้การยอมรับ เข้าใจ

ทั้งๆ ที่รัฐ สถาบันต่างๆ ที่สำคัญไม่เคยสนใจ แถมพยายามทำราวกับ 6 ตุลาไม่มีอยู่ (ยกเว้นธรรมศาสตร์เท่านั้น)

เคยคิดกันไหมว่า ณ ปัจจุบันนี้ อนุสรณ์ 6 ตุลาอย่างเป็นทางการ สามารถไปตั้งตระหง่านอยู่ข้างนอกเขตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้หรือไม่

ถ้าหากมีคนพยายามทำเช่นนั้น เราจะได้ทดสอบกันว่า “ตำแหน่งแห่งที่ของความทรงจำ 6 ตุลา” ในสังคมไทยอยู่ตรงไหน

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ “สถานที่” บนผิวโลกในประเทศไทย แต่อยู่ที่ว่า 6 ตุลายังคงอยู่ ณ “ที่ที่ไม่มีที่” หรือไม่

ประเด็นนี้และอีกมากในทำนองนี้ น่าจะสามารถสื่อได้ด้วยงานศิลปะ วรรณกรรม การแสดง ได้ดีกว่างานทางวิชาการเสียอีก ดังเช่นที่ผมได้พบมาด้วยตัวเองจากละคร “A Nowhere Place ที่ที่ไม่มีที่” ของคุณประดิษฐ์ ปราสาททอง

หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เข้าใจกันมากขึ้นว่าความเงียบงันนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคนพูดถึง 6 ตุลามากน้อยเพียงใดแค่นั้น แต่หมายถึงการตระหนักยอมรับทางสังคมอย่างเป็นทางการ ในกรณีนี้หมายถึงรัฐซึ่งเป็นผู้ก่ออาชญากรรมยอมรับความผิดและจะสะสางไม่ให้เกิดความผิดทำนองนั้นอีก ความเงียบงันจึงจะยุติลงโดยสมบูรณ์

“ตำแหน่งแห่งที่ของความทรงจำ 6 ตุลา” นี่แหละคือดัชนีของความเงียบงันต่อกรณี 6 ตุลาในสังคมไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เอกชนปรับตัวแล้ว เหลือรัฐทำอะไรได้
น้ำตกหมูยอทอด
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ‘electric GLC’ SUV ไฟฟ้าสวยสะกดทั้งภายนอก-ใน
วิเคราะห์ 18 เหรียญทองทัพไทย สู่โจทย์ใหญ่การพัฒนาระบบกีฬา
มากับน้ำ (ท่วม)
จากเหรียญเอเชี่ยนเกมส์สู่มาเก๊า ‘สดมภ์’ นำทัพไทยล่าแชมป์ศึกใหญ่เอเชีย
‘ลูกจีนในโลกเจ๊ก’
คิดต่อจาก 6 ตุลา (9) : รูปที่รู้จักกันดี แต่ไม่รู้จักใครสักคน
ศีลธรรมก่อนน้ำท่วม
แตกตื่น
Wake Me Up When September Ends : จากผู้สูงวัยที่เสียชีวิตเพียงลำพัง สู่เยาวชนที่เลือกจบชีวิตในเดือนกันยายน
E-DUANG | วิภาษวิธี แห่ง บันเทิงธิปไตย ผลึกคิด จาก “นาคารชุน”