
เข้าสู่ปี 2564 (2021) ด้วยสภาพที่อาจพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘บอบช้ำข้ามปี’ โดยเฉพาะจากวิกฤตโรคระบาดโคโรนาไวรัส “โควิด-19” ที่แม้เริ่มต้นปีนี้จะมีข่าวดีสำหรับหลายประเทศที่เริ่มแจกจ่ายวัคซีนให้กับประชาชน แต่ก็ยังมีหลายที่ยังคงต้องต่อสู้เพื่อยับยั้งกับการระบาดทั้งที่กำลังลดลงหรือเกิดการระบาดครั้งใหม่
วิกฤตโรคระบาดถือเป็นหนึ่งในปรากฏการณ์ที่ส่งผลทั้งโลก เช่นเดียวกับปัญหาที่เกี่ยวเนื่องจากโรคระบาดจนส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อม แต่โลกใบนี้ก็ยังคงเผชิญความท้าทายของชีวิตมนุษย์ ทั้งมิติการเมือง เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรมความเชื่อ
ปีที่แล้ว (2563) ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่สร้างความปั่นป่วนลึกลงระดับโครงสร้าง แล้วปีนี้ โลกและตัวเราจะพบกับความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง?
จะเป็นโอกาสใหม่ หรืออีกวิกฤตที่ยังต้องเผชิญ?
มีบทวิเคราะห์ที่ถูกเผยแพร่ทั้งช่วงส่งท้ายปีและเริ่มต้นปีใหม่อยู่หลายชิ้น ซึ่งรายงานทิศทางต่อไปของโลกในมิติว่าเราควรจับตามองกับเรื่องไหน ที่จะส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของเรา
โควิด-19
การระบาดของไวรัสยังคงมีอยู่ ท่ามกลางการติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในแถบยุโรปและอเมริกาที่เพิ่มมากวันละหลายพันคน ในขณะที่วัคซีนที่เร่งพัฒนาตลอดทั้งปีก็เริ่มออกนำมาฉีดให้ประชาชน เมื่อถามว่าวิกฤตนี้จบลงแล้วหรือยัง? อาจเป็นคำถามที่ยังให้คำตอบตอนนี้ไม่ได้
ไฟแนลเชียลไทม์สได้รวบรวมมุมมองคาดการณ์สถานการณ์ของโควิด-19 ว่า องค์การอนามัยโลกยังไม่ถอนประกาศภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุข แม้ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างถูกต้อง ตั้งแต่การรณรงค์ฉีดวัคซีนไปจนถึงมาตรการกีดกันทางสังคมอย่างต่อเนื่อง ขณะนี้มีผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ประมาณ 10,000 รายต่อวัน เกือบจะแน่นอนว่าจะลดลงมากในเดือนธันวาคม แต่ก็ไม่ต่ำพอที่จะยุติการแพร่ระบาดอย่างเป็นทางการได้
หรือประชากรวัยผู้ใหญ่ที่มีจำนวน 5 พันล้านคนทั่วโลกจะได้รับวัคซีนครบทุกคนหรือไม่
คำตอบคือ ไม่ แม้วัคซีนจะเป็นทางออกของวิกฤตจากคำพูดของผู้นำการเมืองและสาธาณสุข แต่วัคซีนก็เป็นสิ่งสะท้อนความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศร่ำรวยและยากจน จึงทำให้มีการผลักดันโครงการ COVAX เพื่อลดช่องว่างนี้ โดยตั้งเป้ารวบรวมวัคซีนให้ได้ 2 พันล้านโดส แต่ความยากในการขนส่งและการขาดแคลนเงินทุน ทำให้บางประเทศที่ขาดแคลนต้องต่อสู้เพื่อเข้าร่วมโครงการ
สภาแอตแลนติก (Atlantic Council) คลังความคิดด้านการเมืองระหว่างประเทศได้วิเคราะห์แนวโน้มของโควิด-19 ว่า การติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นปีนี้ ในส่วนทวีปยุโรป อเมริกา ส่วนใหญ่ลดการป้องกันลงเพราะคาดว่าจะได้รับวัคซีน แต่การกระจายวัคซีนอาจประสบปัญหาด้านการผลิตและปัญหาด้านโลจิสติกส์ที่ไม่คาดคิด ส่งผลต่อกรอบเวลาที่จะให้ประชาชนจำนวนมากได้รับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกา การสำรวจความคิดเห็นแสดงให้เห็นว่า 42 เปอร์เซ็นต์ของชาวอเมริกันไม่ได้รับวัคซีนใดๆ ซึ่งอาจลดโอกาสในการหยุดยั้งการแพร่ระบาดจนกว่าจะถึงครึ่งหลังปี 2021 ข้อจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศจะยังคงมีอยู่ในปีนี้
เนื่องจากการกระจายวัคซีนไปต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนามีแนวโน้มที่จะขาดช่วงไป ไวรัสยังคงแพร่กระจายและกลายพันธุ์อย่างต่อเนื่องซึ่งอาจจำกัดประสิทธิภาพของวัคซีน
เศรษฐกิจหลังโควิด-19
เศรษฐกิจโลกได้รับผลกระทบเป็นวงกว้างจากโควิด-19 ส่งผลต่อรายได้และหน้าที่การงานของประชาชนจำนวนมาก รวมถึงคนวัยหนุ่ม-สาว รอยเตอร์สได้เผยแพร่รายงาน Prediction 2021 ที่มองวิกฤตจะยิ่งเผยให้เห็นความเหลื่อมล้ำด้านความมั่งคั่งระหว่างช่วงวัยมากขึ้น โดยระบุว่า แม้ก่อนโลกเจอการระบาดใหญ่ คนหนุ่ม-สาวก็มีส่วนแบ่งความมั่งคั่งด้านที่อยู่อาศัยและทุนที่ลดลง และถูกซ้ำเติมหนักอีกทั้งการว่างงานและหนี้สาธารณะ ข้อเสนอการเปลี่ยนภาระทางภาษีเพื่อความมั่งคั่งแทนเพื่อรายได้จะช่วยตรงนี้ได้
สำหรับโควิด-19 โจมตีคนสูงวัยไปที่ปอด แต่คนหนุ่ม-สาวถูกโจมตีไปที่กระเป๋าตังค์ การระบาดใหญ่ได้ทำให้เกิดการแบ่งแยกความมั่งคั่งระหว่างคนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ การรีเซ็ตนโยบายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำจึงเป็นเรื่องจำเป็น
สำหรับอเมริกาในปี 2019 คนอายุต่ำกว่า 40 ปี ถือครองทรัพย์สินเพียง 8.6% เปรียบเทียบกับช่วงปี 1990 ที่ถือครองทรัพย์สิน 16.9% หรือชาวอังกฤษช่วงวัย 30 ต้นๆ ถือครองทรัพย์สินเพียง 20% น้อยกว่าคนที่เกิดในปี 1970 ที่ทำให้ได้ในช่วงวัยเท่ากัน
การเพิ่มขึ้นของมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ได้หยุดยั้งคนหนุ่ม-สาวในการไต่บันไดสินทรัพย์ เพราะนโยบายการเงินแบบหลวมๆ ที่ใช้นานสิบปีได้เพิ่มตัวเลขทุนมากขึ้น ซึ่งเจ้าของทุนส่วนใหญ่ก็เป็นคนสูงวัยทั้งนั้น
มอร์แกน สแตนลี่ บริษัทวิเคราะห์ธุรกิจระดับโลก ได้คาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ว่า แม้ดูมืดมนเพราะการระบาดใหญ่ที่กลืนกินประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างสหรัฐหรือยุโรป ทว่าภาพรวมตัวเลขจีดีพีทั่วโลกปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 6.4% โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ซึ่งคาดการณ์ตัวเลขจีดีพีอยู่ที่ 7.4% ส่วนตลาดในประเทศพัฒนาแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 5.1%
เชตัน อายา หัวหน้าเศรษฐศาสตร์ของมอร์แกน สแตนลี่ กล่าวว่า นี่เป็นการคาดการณ์แบบสวนทางกับทิศทางส่วนใหญ่ที่กังวลว่าการระบาดใหญ่จะกระทบเป็นวงกว้างกับธุรกิจเอกชน แต่เรายืนยันว่าผู้บริโภคได้ขับเคลื่อนการฟื้นตัวและการเติบโตของการลงทุนซึ่งเป็นภาพสะท้อนของการยอมรับความเสี่ยงของภาคเอกชนและคุณลักษณะสำคัญของการฟื้นตัวอย่างยั่งยืนด้วยตนเอง
อายายังชี้ว่า ปัจจัยสำคัญสามประการที่จะบ่งบอกถึงลักษณะของการฟื้นตัวในรูปตัววีในขั้นต่อไป ได้แก่ การเติบโตทั่วโลกที่ตรงกัน การฟื้นตัวของตลาดเกิดใหม่ และการกลับมาของอัตราเงินเฟ้อ จากแนวโน้มแบบมหภาคนี้ จึงเรียกร้องนักลงทุนให้มีความเชื่อมั่นในการฟื้นตัว ในตราสารทุนและเครดิตที่มีน้ำหนักเกินเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลและเงินสด
ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (ไม่รวมจีน) อายามองว่า ยังต้องเผชิญกับความท้าทายที่เป็นวัฏจักรมากมายในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาขณะนี้ด้วยการเปลี่ยนแปลงของ COVID-19 ในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่สามารถก้าวไปสู่การเติบโตของโลกได้
“เศรษฐกิจที่พึ่งพาการค้าเช่นเกาหลีและไต้หวันอยู่ในช่วงฟื้นตัวดีอยู่แล้ว ในขณะที่ประเทศเศรษฐกิจที่เน้นความต้องการภายในประเทศมีขนาดใหญ่มากขึ้น เช่น อินเดียและบราซิล มีตัวชี้วัดจำนวนหนึ่งได้เกินระดับก่อนเกิด COVID-19 และกำลังเติบโตในเชิงบวกเมื่อเทียบเป็นรายปี”
อายากล่าว
สหรัฐและจีน
Foreign Policy นิตยสารวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศระบุว่า แม้ชัยชนะในการเลือกตั้งสหรัฐที่ทำให้โจ ไบเดน ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ ซึ่งประกาศแนวคิดแบบสากลนิยม ก็ยังไม่เพียงพอที่จะหลีกเลี่ยงภัยคุกคามเชิงโครงสร้างที่ยังคงบั่นทอนเศรษฐกิจสหรัฐและประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆ
ยังมีชาวอเมริกัน 74 ล้านคนที่โหวตให้โดนัลด์ ทรัมป์ กับนโยบายปกป้องตนเองและชาตินิยมใหม่ ซึ่งยอมรับว่าจะยังไม่หายไปไหน ไม่นับรวมถึงปัญหาเศรษฐกิจและสังคมร้ายแรงที่จะเป็นเชื้อไฟให้กับคนกลุ่มนี้
ส่วนจีนนั้น คาดว่าจะกลับมาเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับปานกลางในปีนี้
เช่นเดียวกับที่ เดอะการ์เดี้ยน คาดการณ์ว่าจีนจะกลับมาฟื้นตัวจากโควิด-19 ทั้งสังคมและเศรษฐกิจ แต่ทว่าในเรื่องความนับถือในระดับระหว่างประเทศกลับมีแต่อ่อนลง จากการปกปิดข้อเท็จจริงของโควิด-19 ในช่วงแรก หรือการตอบโต้กับหลายประเทศด้วยการทูตแบบหมาป่า
ไม่นับประเด็นอ่อนไหวในจีนที่กลายเป็นข่าวระดับโลกทั้งการลิดรอนในมณฑลซินเจียง ทิเบต หรือการปราบปรามฝ่ายประชาธิปไตยในฮ่องกงอย่างบ้าคลั่งหลังจากกฎหมายความมั่นคงแห่งชาติบังคับใช้
สำหรับประเด็นสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนที่เกิดขึ้น ไฟแนนเชียลไทม์สคาดการณ์ปีนี้จะมีแนวโน้มประนีประนอมระหว่างรัฐบาลปักกิ่งและรัฐบาลสหรัฐยุคไบเดน แต่ไม่มีประเด็นพื้นฐานใดๆ ระหว่างสองประเทศตั้งแต่การละเมิด WTO ไปจนถึงมาตรฐานด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมไปจนถึงกฎสำหรับ Big Tech และเศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งมีแนวโน้มที่จะได้รับการแก้ไข
ทั้งนี้ สีจิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ประกาศว่าจีนจะเป็นอิสระจากเทคโนโลยีและห่วงโซ่อุปทานของสหรัฐให้ได้ภายในปี 2035 ที่จะทำให้เกิดภาวะ
“หนึ่งโลก สองระบบ”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
