ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : The Florida Project ชนชั้นและยากล่อมประสาทข้างดิสนีย์แลนด์

สมัยยังเป็นเด็กเซนต์คาเบรียล ภาพที่มักเห็นในช่วงปิดเทอมเสมอก็คือพ่อแม่รวยๆ ต้องพาลูกไปดิสนีย์แลนด์สักครั้งในชีวิต จะเป็นที่โตเกียวก็ได้ หรือถ้าได้ที่แคลิฟอร์เนียก็ดี
จากนั้นทุกคนต้องถ่ายรูปคู่ปราสาทดิสนีย์ให้ลูกไว้โม้ตอนโรงเรียนเปิด
ทั้งที่พฤติกรรมนี้คือการปลูกฝังวัฒนธรรมอวดรวยเหนือเด็กคนอื่นที่ไม่สมควรทำ
เผลอๆ เด็กเซนต์ฯ ที่ตอนนี้เป็นรองนายกฯ อาจติดนิสัยอวดนาฬิกาหรูจากความประพฤติในอดีตแบบนี้เหมือนกัน
นักวิจารณ์วัฒนธรรมพูดกันเยอะว่าการ์ตูนดิสนีย์ปั้นแต่งโลกแห่งความสมบูรณ์แบบซึ่งไม่มีจริง
ส่วนดิสนีย์แลนด์ก็เอาเทพนิยายนี้จัดหีบห่อเป็นสวนสนุกกับของที่ระลึกให้คนรวยเซ่นลูกหลาน
ในแง่นี้ดิสนีย์แบรนด์แสดงชนชั้นผ่านราคาและทัศนคติที่ฝังอยู่ในนั้น
หรือพูดแรงๆ คือสินค้าดิสนีย์เป็นสัญญะของความไม่เท่าเทียม
ในภาพยนตร์ที่นักวิจารณ์ทั่วโลกยกให้เป็นหนึ่งในสุดยอดหนังแห่งปีอย่าง The Florida Project ซึ่งฉายในไทยตั้งแต่ปลายมกราคม
ดิสนีย์แลนด์กลายเป็น Thesis ให้ตัวละครทั้งหมดเป็นเสมือน Antithesis ที่มีชีวิตวนเวียนในโรงแรมจิ้งหรีดตามละแวกเสื่อมโทรมบริเวณนั้น และแน่นอนว่าทุกคนมีความขาดตกบกพร่องเป็นวิถีสามัญ
เพื่อประโยชน์ในการตามประเด็น ควรระบุว่าชื่อหนัง The Florida Project มาจากคำที่วอลต์ ดิสนีย์ เรียกแผนพัฒนาพื้นที่ฟลอริดายุคทศวรรษ 1960 เพื่อสร้างชุมชนต้นแบบของเมืองนวัตกรรมสู่อนาคต
แต่พอดิสนีย์ตายในปี 1966 บริษัทก็ล้มแผนนี้ แล้วทำดิสนีย์เวิลด์ ซึ่งเป็นรีสอร์ตที่นักท่องเที่ยวสูงสุดในโลกตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เห็นชัดๆ ว่าชื่อหนังเตือนใจผู้ชมว่าหนังพูดถึงความจริงในปัจจุบันที่ไปคนละทางกับที่อดีตเคยจินตนาการ
ถ้าดิสนีย์แลนด์คือการแปลงความฝันแบบอเมริกาให้เป็นสินค้า หนังเรื่องนี้ก็กำลังบอกว่าความฝันนี้มีชนชั้น
และเนื้อในของความฝันคือยากล่อมประสาทคุณภาพเลว
The Florida Project เดินเรื่องผ่านตัวละครที่ทั้งหมดเป็นชายขอบของคำว่า “คนชายขอบ” ในสังคม ตัวละครหญิงส่วนใหญ่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวที่ตกงานหรือขายตัว
ส่วนคนที่มีอาชีพมั่นคงที่สุดนั้นเป็นแค่สาวเสิร์ฟ และทุกคนอยู่ห้องเช่าเกรดต่ำในโรงแรมสไตล์ม่านรูดแถวราชดำเนินที่รากหญ้าขั้นเก็บค่าเช่ารายสัปดาห์
ในกรณีตัวละครเด็กหกขวบที่เป็นแกนหลักของหนังทั้งสามราย
สองคนแรกคือมูนี่และสกู๊ตตี้เติบโตในครอบครัวหาเช้ากินค่ำ
ส่วนแจนซีย์อยู่กับยายที่เลี้ยงหลานสองคนแบบปากกัดตีนถีบ
และโอกาสเดียวที่เด็กทุกคนจะได้กินของดีๆ คือรอรับของบริจาค, ขอเศษเงิน หรือไม่ก็คือขออาหารที่เพื่อนแม่ยักยอกจากร้านออกมา
สำหรับตัวละครหลักฝ่ายชาย วิลเลียม เดโฟ แสดงเป็น “บ๊อบบี้” ซึ่งเป็น “ผู้จัดการ” ห้องเช่าที่กินนอนที่นั่นและทำทุกอย่างตั้งแต่เก็บค่าเช่าถึงทาสีกำแพง
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครหลักเป็นคนวรรณะต่ำสุดในความสัมพันธ์ทางสังคมที่พวกเขาดำรงอยู่
ยิ่งไปกว่านั้นคือทุกคนเป็นคนจนเมืองระดับที่ความจนเสมือนพันธนาการนรกที่ปลดเปลื้องไม่ได้ตราบนิรันดร์
คู่ขนานกับการแสดงลักษณะทางชนชั้นของตัวละคร หนังเรื่องนี้ออกแบบให้พื้นที่ในหนังสื่อถึงความแตกต่างสังคมที่แบ่งแยกตัวละครจากคนกลุ่มอื่น ผลก็คือ แม้แหตุการณ์ในหนังจะเกิดขึ้นในละแวกเสื่อมโทรมของฟลอริดาที่ไกลจากดิสนีย์เวิลด์นิดเดียว ช่องว่างทางสังคมที่ขวางกั้นทั้งสองพื้นที่กลับมีมหาศาลเหลือเกิน
ยกตัวอย่างง่ายๆ ดิสนีย์เวิลด์มีค่าเข้าแบบแพงที่สุดวันละ 174 เหรียญ
ส่วนตัวละครใน The Florida Project อยู่ห้องเช่าในละแวกใกล้เคียงซึ่งค่าเช่า 37 เหรียญ/วัน
หรือขณะที่ค่าห้องรีสอร์ตดิสนีย์คืนละเกือบ 600 เหรียญ
ตัวละครในหนังกลับอยู่ได้แค่หอพักคล้ายม่านรูดที่มีเรือด คนเสพยา และการวิวาทสไตล์เด็กแว้นยามค่ำคืน
ชนชั้นทางเศรษฐกิจคือต้นตอของการแบ่งแยกทางสังคมในโลกจริงที่ไม่สมบูรณ์แบบเหมือนดิสนีย์เวิลด์
น่าสนใจว่าผู้กำกับฯ ให้หอพักสไตล์ม่านรูดซึ่งเป็นนิวาสสถานของตัวละครมีชื่อเหมือนเสียดเย้ยชีวิต
แจนซี่อยู่หอ Futureland หรือแดนอนาคตที่ในความจริงแล้วผู้อาศัยอยู่ในสภาพสิ้นหวัง
ส่วนมูนี่และสกู๊ตตี้อยู่หอพัก Magic Castle หรือ “ปราสาทมนตรา” ถึงแม้ทั้งคู่จะมีชีวิตขัดสนเหมือนถูกจองจำให้อยู่ในอาณาจักรมนต์ดำ
ลักษณะทางชนชั้นและพื้นที่แบบนี้อาจทำให้ผู้ชมเห็นความต่ำต้อยของตัวละคร
แต่ในมุมมองของผู้กำกับฯ หนังยังสะท้อนโลกของคนชายขอบไม่ถึงขีดสุด
ผลก็คือหนังถูกเล่าเพื่อแสดงความต่ำตมในชีวิตของตัวละครให้จมดิ่งลงไปเท่าที่ทำได้

นั่นคืออยู่ในเศรษฐกิจที่ไม่เป็นทางการ งานไม่ก้าวหน้า และไร้ความมั่นคงทางสังคม
ทุกคนที่ดูหนังรู้ว่ามูนี่กับแม่ไร้ที่ทางในโลกขั้นเคยไม่มีที่ซุกหัวนอน
ยิ่งกว่านั้นคือในฉากเล็กๆ ที่หลายคนมองข้าม แม่มูนี่ขอให้ผู้จัดการหอเอาชื่อเธอเข้าทะเบียนบ้านไม่สำเร็จ
ผลก็คือสองแม่ลูกไม่มีสถานะผู้พำนักในมลรัฐนี้ในทางกฎหมาย
ทั้งคู่จึงไม่เข้าข่ายได้สวัสดิการของมลรัฐ ต่อให้จะอาศัยอยู่มลรัฐนี้ในความเป็นจริง
โดยอุดมคติแล้วคนจนต้องได้รับรัฐสวัสดิการ แต่หนังเรื่องนี้เปิดโปงว่าความจนขวางคนจนจากสวัสดิการได้ ฉากนี้เกิดเมื่อแม่มูนี่ไปขอเงินเลี้ยงดูบุตรในครอบครัวยากจนตามสิทธิจากหน่วยงานรัฐ
ผลคือเจ้าหน้าที่ไม่ให้โดยอ้างว่าเธอทำงานไม่ถึง 30 ชั่วโมง/สัปดาห์ ไม่แคร์แม้ความจริงคือเธอสมัครงานแล้วไม่มีใครรับก็ตาม
มีอะไรในโลกจะต่ำช้าไปกว่ารัฐไม่ช่วยเงินเลี้ยงลูกแก่แม่เลี้ยงเดี่ยวตกงานโดยอ้างว่าคุณมันทำงานน้อยไป?
ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ตัวละครคือคนชั้นล่างซึ่งจนระดับไม่มีที่อยู่กระทั่งในพื้นที่ซึ่งแย่ที่สุด ไม่สังกัดสถาบันหรือเครือข่ายการรวมกลุ่มแบบไหน เชื่อมต่อระบบสวัสดิการของรัฐแทบไม่ได้
หรือพูดง่ายๆ คือเป็น “คนไร้บ้าน” ทั้งในทางกายภาพ และในความหมายของการไร้ตำแหน่งแห่งที่แม้แต่ในจุดที่มืดมิดที่สุดของสังคม
ชนชั้นกับพื้นที่ใน The Florida Project ฉายภาพคนจนเมืองซึ่งเผชิญสภาพที่ David Harvey ใน Spaces of Hope เรียกว่า “การพัฒนาทางภูมิศาสตร์ที่ไม่เสมอกัน” ที่บางจุดของเมืองหรือชุมชนด้อยกว่าพื้นที่อื่นอย่างต่อเนื่อง

ผลก็คือมนุษย์ในพื้นที่นั้นเข้าถึงสังคมที่เป็นธรรมไม่ได้ หรือพูดอีกแบบคือเป็นเหยื่ออธรรมตลอดไป
ในมุมมองของฮาร์วีย์ สภาพเช่นนี้ดำรงอยู่ได้เพราะปัจจัยสำคัญสองข้อ
ข้อแรกคือ แต่ละพื้นที่มีกติกาทางสังคมของตัวเองที่ทำให้ความไม่เสมอกันด้านการพัฒนาคงอยู่ไปไม่รู้จบ
และข้อสองคือ ในสังคมเองก็มีกลไกบางอย่างที่ธำรงความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ให้ดำรงอยู่แบบนั้นไปตลอดเวลา
เมื่อการธำรงความแตกต่างสำคัญต่อการจรรโลงความไม่เสมอภาค ชนชั้นและพื้นที่ย่อมไม่ใช่เรื่องที่ใครจะก้าวข้ามหรือสลายได้ตามใจ โลกแบบคนชั้นล่างคือชุมทางที่คนส่วนใหญ่วนเวียนในนั้นไม่รู้จบ ไปไกลกว่านั้นได้ยาก แทบไร้โอกาสเลื่อนชนชั้นหรือสถานะทางสังคม ทำได้แค่เปลี่ยนที่ซุกหัวนอนโดยมีสภาพชีวิตแบบเดิม
พูดแบบฮาร์วีย์คือพื้นที่มีบทบาทกีดกันคนส่วนใหญ่และตอกตรึงให้พวกเขาอยู่ในสภาพอยุติธรรม
ขณะมูนี่และแม่ออกจากพื้นที่นี้ไม่ได้เพราะจน ผู้จัดการหออย่างบ๊อบบี้ก็อยู่นั่นแบบแทบไม่ออกไปไหน ทั้งคู่เป็นเศษเสี้ยวของมนุษย์ไร้ทางเลือกในวงกตแห่งระบบชนชั้นที่ตอกตรึงว่าคนเกิดวรรณะไหนก็ต้องตายวรรณะนั้น

“ชีวิตที่ดี” คืออภิสิทธิ์ของบางชนชั้น และความสมบูรณ์สไตล์ดิสนีย์คือยาฝิ่นที่มนุษย์ชนชั้นมอมเมาสังคม
ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ความขัดแย้งซึ่งเป็นจุดหักเหให้ตัวละครชีวิตบัดซบจะเกิดเมื่อมีการข้ามพื้นที่ออกไป
ฉากหนึ่งคือแม่มูนี่หาเลี้ยงลูกโดยซื้อน้ำหอมจากร้านขายส่งไปเร่ขายในรีสอร์ตหรู งานนี้กำไรดีจนเป็นครั้งเดียวที่ครอบครัวนี้มีเงินซื้อความสุข
แต่ที่สุดยามห้ามขาย ของถูกยึด เงินหมด และนั่นทำให้แม่มูนี่ต้องเป็นโสเภณี
สารที่สำคัญที่สุดของ The Florida Project คือโลกนี้มีชนชั้น การแบ่งแยกระหว่างคนไม่เคยหายไปไหน และสำหรับคนตัวเล็กๆ ที่ละเมิดเรื่องนี้ โทษที่ได้รับถึงขั้นเอากันให้ตาย

