ในประเทศ
ก็ไม่เกินจริงไปนักที่คนชอบเปรียบเปรยว่า “ถนนทุกสายเวลานี้มุ่งสู่บุรีรัมย์…”
ในสถานการณ์วิกฤตน้ำท่วม กทม. ปริมณฑล และโดยเฉพาะภาคตะวันออก เช่น ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นายกฯ ก็ยังอุตส่าห์ปลีกเวลาเดินทางไปแฮปปี้เบิร์ธเดย์ “ครูใหญ่” เนวิน ชิดชอบ ผู้นำทางจิตวิญญาณแห่งพรรคภูมิใจไทย
แต่ก็คงรู้ว่าจะมีเสียงวิจารณ์ตามมา เลยสั่งจัดงานให้เล็กลงเน้นเป็นการภายใน ขณะที่นายกฯ ก็แอ๊กชั่นขึงขัง นั่งประชุมสั่งการแก้ปัญหาน้ำท่วมมาจากบุรีรัมย์ ให้คนเห็นว่าเกาะติดงานตลอดเวลา
ส่วนไฮไลต์ของงานที่สังคมจับตาในทุกๆ ปีก็คือ ครูใหญ่เนวินจะอวยพรอะไรกับนายกฯ เพราะที่ผ่านมา 2 ปี อะไรที่เคยพูด เป็นจริงตามนั้นทั้งหมด
ย้อนกลับไปเมื่อ 4 ตุลาคม 2567 คราวนั้นก็อวยพรผูกข้อมือระบุว่า “ผูกให้เป็นนายกฯ ผูกให้ยิ่งใหญ่ ผูกให้แข็งแรง”
ต่อมาปี 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้เป็นนายกฯ สมดังอวยพร
และในครั้งวันเกิด 4 ตุลาคม 2568 ครูใหญ่เนวินก็อวยพรว่า “ให้ได้เป็นนายกรัฐมนตรีต่ออีก 4 ปี”
เลือกตั้งกุมภาพันธ์ในปี 2569 พรรคภูมิใจไทยก็ชนะถล่มทลาย ได้เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัย
แล้วก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ปีนี้ครูใหญ่เนวินเรียกเสียงฮือฮา อวยพรว่า “ให้ได้เป็นนายกฯ 2 สมัย เป็นจนเบื่อไปเลย” เล่นเอานายอนุทินถึงกับเขิน ก่อนตอบเชิงหยอกล้อว่า “เบื่อแล้ว”
ในเชิงการข่าว คำอวยพรของครูใหญ่เนวินต่อนายอนุทินอาจดูทีเล่นทีจริง พูดเพื่อให้กำลังใจในสภาวะวิกฤตรุมล้อมรัฐบาล
แต่ก็ดังที่ยกตัวอย่างคำพูดของครูใหญ่เนวินในอดีต ว่าผลสุดท้ายก็เป็นจริงตามนั้น
เป็นการยืนยันว่าเขาคือผู้มีอำนาจตัวจริงแห่ง “ระบอบสีน้ำเงิน” ผู้มีประสบการณ์การเมืองโชกโชน เป็นเบื้องหลังในการตั้งนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คน
และกำลังมีเส้นกราฟชีวิตพุ่งขึ้นสูงสุดในวันนี้
ถามว่า ปัจจัยอะไรที่ทำให้ครูใหญ่เนวินเอ่ยวาจาอวยพรให้นายกฯ หนูเป็นนายกฯ จนเบื่อไปเลย ก็ต้องดูจากสถานะที่เห็นและเป็นไปของระบอบสีน้ำเงินเวลานี้
1.ชูธงจารีตนิยมไทยแบบสุดลิ่มทิ่มประตู
สีน้ำเงินเคยเดินร่วมทางการเมืองกับทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่ได้รับความนิยมอย่างสูงจากการเลือกตั้ง เคยเห็นแล้วว่านายกฯ ที่ไม่ชูธงอนุรักษนิยม นำมาสู่จุดจบที่ไม่สวยงาม
จึงได้เห็นนายอนุทินมีสายสัมพันธ์กับชนชั้นนำในสังคมไทยอย่างแนบแน่น แนบแน่นยิ่งกว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่คนมองว่าเป็นพรรคการเมืองอุดมการณ์อนุรักษนิยมเสียอีก
พร้อมกันนั้น ค่ายสีน้ำเงินก็ทำการอุดจุดอ่อนเรื่องฝ่ายความมั่นคง โดยการไฟเขียวให้อำนาจเหล่าทัพบริหารจัดการกันเองแบบสบายใจเฉิบ
อยากช้อปปิ้งซื้ออาวุธ บริหารจัดการสงครามกับเพื่อนบ้านในรูปแบบใดก็เชิญ
2.”ระบบบ้านใหญ่” สไตล์สีน้ำเงิน
ทยอยเก็บสะสมบ้านใหญ่แต่ละหลังนับตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งปี 2562 กระทั่งร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 2 ก็ทำให้มีทรัพยากรไปสะสมฐานเสียงบ้านใหญ่ อิทธิพลท้องถิ่นให้มากยิ่งขึ้น
ใครที่ออกจากพรรคในภายหลังก็ทำการกำราบ ดัดนิสัยจนแทบไม่มีที่ยืน
“กลุ่มการเมืองเสี่ยแป้งมันแห่งโคราช” คือตัวอย่างนี้
ส่วนใครที่จงรักภักดีทำงานให้ ก็ตอบแทนอย่างงดงาม โดยไม่สนพรรษาทางการเมือง ไม่สนที่มาที่ไปในชีวิต ตัวอย่างก็คือ “กลุ่มรัฐมนตรีลูกเทพ”
จนวันนี้ค่ายสีน้ำเงินคือศูนย์รวมเครือข่ายอำนาจบ้านใหญ่ที่แข็งแรงที่สุดในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
3.ลดศักยภาพ “คู่แข่ง” ทางการเมือง
แม้จะชนะมาถล่มทลาย แต่ระบอบสีน้ำเงินก็เปิดให้คู่แข่งเข้าร่วมแชร์อำนาจ ดึงเพื่อไทยที่เคยต่อสู้กันอย่างดุเดือดในสนามเลือกตั้งมาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
มอบโควต้า 5 กระทรวงให้เพื่อไทย โดยเป็นงานด้านสังคมที่โอกาสในการบริหารจัดการทรัพยากรน้อยกว่ากลุ่มกระทรวงอื่น ทำให้การสะสมผลงานเพื่อใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้าได้ไม่ง่ายนัก
นอกจากนี้ ยังใช้นิติสงครามเป็นเครื่องมือต่อรองกับผู้นำจิตวิญญาณค่ายสีแดง กดไว้ไม่ให้มีความพยายามจะกลับเข้ามามีอำนาจ หรือแสดงวิสัยทัศน์จนเกิดภาพเชิงลบต่อความนิยมรัฐบาล
“ระบอบสีน้ำเงิน” เดินตามการเมือง “ระบอบทักษิณ” เพียงแต่พยายามปิดจุดอ่อนเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลยุคไทยรักไทยไม่สามารถควบคุมได้ แต่ระบอบสีน้ำเงินทำได้…
นอกจากนี้ ยังเล่นเกมคุมค่ายสีเขียวไม่ให้เติบโต โดยการปฏิเสธไม่ให้ร่วมรัฐบาล (ทั้งที่ค่ายสีเขียวเคยถอยออกจากค่ายสีแดงเพื่อมาร่วมตั้งรัฐบาลอนุทิน) เพื่อตัดกำลัง บั่นทอนทรัพยากรให้ร่อยหรอให้มากที่สุด หลังเคยแสดงอาการเป็นคู่แข่งในศึกเลือกตั้งที่ผ่านมา
โดยหวังว่าเมื่อค่ายสีเขียวกระสุนร่อยหรอ กลุ่มบ้านใหญ่ก็จะถอนตัว จนทำให้ไม่มีทรัพยากรสนับสนุนเพียงพอในศึกเลือกตั้งครั้งหน้า
แต่ก็ยังเล่นบทเก็บค่ายสีเขียวไว้ วางสถานะให้ค่ายสีเขียวเป็นฝ่ายคอยรอร่วมรัฐบาล กดดันทางอ้อมกระทบชิ่งมายังค่ายสีแดงให้อยู่กับร่องกับรอย อย่าดื้อดึง ไม่งั้นเจอค่ายเขียวเสียบ
4.”อยู่เป็น” กับรัฐธรรมนูญฉบับมรดกรัฐประหาร
โชว์ศักยภาพนักการเมืองรุ่นเก๋าชั้นเซียน อ่านกติกาการเมืองในรัฐธรรมนูญปี 2560 แบบมองขาด นำมาซึ่งชัยชนะทางการเมืองทุกเกมกระดาน
ตั้งแต่สนาม “สภาล่าง” ก็สามารถคว้าชัยชนะแบบถล่มทลายจนวันนี้กลายเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก มีมือสนับสนุนเกือบ 300 เสียง
ขณะที่ฝั่งสภาบนก็เบ็ดเสร็จเด็ดขาดเข้าไปใหญ่ สามารถส่ง ส.ว.สีน้ำเงินเข้าครองเสียงข้างมากได้เกิน 80% จนกลายเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็ก เกราะป้องกันระบอบสีน้ำเงินจากทุกภยันตรายทางการเมือง กี่นิติสงครามก็การันตี ทำอะไรระบอบสีน้ำเงินไม่ได้
ตรงกันข้ามกับฝ่ายค้านอย่างค่ายสีส้ม ที่โดนกลไกนิติสงครามกดไม่ให้ขยับขยายวาระทางการเมืองได้ ขณะที่ฝากสนามเลือกตั้ง สีส้มก็ทำคะแนนได้แค่เขตเมือง ซึ่งนั่นก็ไม่พอให้สามารถชนะการเลือกตั้งจนมีเสียงข้างมากได้
เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคม ระบอบสีน้ำเงินก็ฉลาดที่จะใช้กลไกรัฐผ่อนหนักปัญหาให้กลายเป็นเบา เพื่อบรรเทาหรือกดไม่ให้ความไม่พอใจปะทุขึ้น
ที่ครูใหญ่เนวินอวยพรให้เป็นนายกฯ 2 สมัยจึงมีที่มาที่ไป ยิ่งหากมองจากโครงสร้างการเมือง
1. ครม.หนูยังอยู่ในอำนาจได้อีก 3 ปี ยังมีโอกาสใช้งบประมาณอีกมากในการฟื้นฟูคะแนนนิยม
2. สภาผู้แทนฯ สีน้ำเงินก็ยังมีเวลาอีก 3 ปีที่จะออกกฎหมายไปรองรับการเติบโตทางการเมืองค่ายสีน้ำเงิน วาระสำคัญสุดก็เช่น ปกป้องรัฐธรรมนูญปี 2560
3. อย่าลืมบทบาท ส.ว.สีน้ำเงิน ที่ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาแต่งตั้งองค์กรอิสระไปแล้วมากมาย การยังเหลือวาระอีก 3 ปีแปลว่า ส.ว.สีน้ำเงินจะสามารถแต่งตั้งองค์กรอิสระที่ทยอยหมดวาระได้จนครบ 100%
จากนั้นก็นับไปอีก 7 ปี กว่าคนเหล่านี้จะหมดวาระ และก็เป็น 7 ปีที่สร้างความอุ่นใจให้ระบอบสีน้ำเงิน จะเป็นฐานอำนาจสำคัญไปอีกอย่างน้อย 1 ทศวรรษ ดังนั้น คำอวยพรให้อนุทินอยู่ 2 สมัยจึงไม่เกินจริง
นี่คือความแน่วแน่ของเนวิน ส่งต่อให้เสี่ยหนูนั่งนายกฯ อีกน้านนาน… (หรือในอนาคตเกิดนายกฯ อนุทินเบื่อจริงๆ ก็ยังมีไชยชนก ชิดชอบ มารับช่วงต่อแบบสบายใจ)
แต่กำแพงที่ดูแข็งแรง ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ถูกเซาะกร่อน
ปัญหาความชอบธรรมทางการเมืองที่นับวันยิ่งลดน้อยลงไปทุกทีจากสายตาประชาชน ปัญหาทุจริตรายวันผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ปัญหาอาชญากรรมรายวัน การจัดการภัยพิบัติที่ขาดประสิทธิภาพ
วิกฤตการเมือง วิกฤตสังคม วิกฤตเศรษฐกิจที่รุมเร้า แต่โครงสร้างอำนาจของรัฐกลับไม่สามารถรองรับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ไม่ทันต่อความต้องการ
รูปธรรมก็คือวิกฤตน้ำท่วมล่าสุด ต่อให้มีครูใหญ่เนวินอีก 10 คน ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยพยุงสถานะรัฐบาลให้กลับมาได้ไหม
บางทีอำนาจอยู่ได้ด้วยการใช้กลไกรัฐ มากกว่าอยู่ได้เพราะความชอบธรรมทางการเมืองจากประชาชน ก็เป็นความเปราะบางอย่างหนึ่ง
เป็นความเปราะบางที่รอวันแตกหัก
