ในประเทศ
ดีใจกับ กกต.และรัฐบาลด้วย…
มีเรื่องดีๆ เกิดขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่ปิดจบคดีฮั้ว ส.ว.เมื่อสัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้เพิ่งรอดพ้นจากคดีบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดตามมาติดๆ
แต่ดูจากกระแสสังคม คนจำนวนมากก็มิได้คาดหวังอะไรมากอยู่แล้ว ที่จับตาอยู่ก็คือเหตุผลของคำวินิจฉัยจะสร้างสีสันพื้นที่ข่าวแค่ไหนในรอบนี้
แล้วก็เป็นไปตามคาด… เหตุผลที่เป็นที่กล่าวขานมากที่สุดคือการตีความนิยามว่า “ลับ” จากที่เคยเข้าใจกันมานานแบบที่วิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกฯ มือกฎหมายยุครัฐบาลทหารกล่าวไว้
ลับก็คือลับ คนทั้งโลกไม่มีใครรู้ได้ รัฐธรรมนูญกี่ฉบับก็เขียนต่อๆ กันมาว่าเลือกตั้งต้อง “ลับ”
กลายเป็นว่ามีการตีความ “ลับ” ออกเป็น 2 รูปแบบ คือ “ลับแบบสมบูรณ์” กับ “ลับแบบไม่สมบูรณ์” หรือ “ลับแบบมีเงื่อนไข” เป็นครั้งแรก
ศาลรัฐธรรมนูญยอมรับว่าบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้งสามารถสืบไปถึงคนเลือกจนรู้ว่าเลือกพรรคอะไรได้จริง แต่การเก็บรักษาบัตรรอบนี้ปลอดภัยเพียงพอ และบาร์โค้ดก็มีเพื่อทำให้การเลือกตั้งสุจริต (ทั้งที่การทำให้เลือกตั้งสุจริตมี 108 วิธี แต่ท่านเลือกวิธีที่ 109…) จึงถือว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
เป็นอันว่ารัฐบาลสีน้ำเงินก็เบาใจไปอีก 1 เรื่อง
แต่ความวัวไม่ทันหาย ความควายก็เข้ามาแทรก
หลังเกิดปรากฏการณ์ฝนแช่นิ่ง 2 วัน 2 คืน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และจังหวัดภาคตะวันออก ปริมาณน้ำสะสมจนค่อยๆ เอ่อล้นท่วม เกิดความเสียหายต่อบ้านเรือนประชาชน-โครงสร้างพื้นฐานอย่างหนัก
ความเสียหายทางเศรษฐกิจมากระดับประเมินค่ามิได้ บ้านเรือน รถยนต์เสียหายหนักฉับพลัน โดยเฉพาะพื้นที่กรุงเทพมหานคร หลายจุดน้ำท่วมสูงกว่ามหาอุทกภัยปี 2554 ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไรในการฟื้นฟู
ที่เป็นประเด็นดราม่าเกินจะมองให้เป็นเรื่องปกติ เพราะมหาอุทกภัยเมืองหลวงและปริมณฑลรอบนี้ถูกรับรู้มาก่อนแล้วล่วงหน้า เพียงแต่ไม่ได้มาจากภาครัฐ แต่มาจากบรรดาเพจอินฟลูเอนเซอร์สายพยากรณ์อากาศ
โดยอินฟลูฯ เหล่านี้ก็เอาข้อมูลมาจากแบบจำลองพยากรณ์อากาศโลกของประเทศต่างๆ อย่างสหรัฐ-เยอรมนี ที่ทำขึ้นผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ฟรี ใช้กันอยู่ทั่วโลก
ถ้าเข้าใช้งานบ่อยๆ ก็จะมีประสบการณ์รู้โมเดลพยากรณ์ได้ทันทีว่า อีกกี่วันกรุงเทพฯ จะมีฝนตกหนัก จากหย่อมความกดอากาศที่จะเคลื่อนตัวช้าๆ จนแทบจะแช่นิ่งอยู่นาน
แต่อินฟลูฯ อาจจะพลาดเรื่องการใช้คำให้ดูหวือหวาสไตล์โพสต์เรียกความนิยมมากไป ท้ายที่สุดก็ถูกหน่วยงานรัฐตอบโต้ โดยมองข้ามสาระหลักคือการเตือนภัย
กลายเป็นภาครัฐที่ออกมาปฏิเสธจะรับรู้ถึงผลของความรุนแรง ตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงานพยากรณ์อากาศยืนยันหนักแน่นว่าฝนแค่ตกหนัก แต่ไม่ตกในระดับเกิด “มหาอุทกภัย” ไม่แม้แต่จะเรียกว่าเป็น “ดีเปรสชั่น” จนดูเหมือนฝนรอบนี้เบาบางไม่มีอะไรน่าห่วง
ขณะที่ประกาศกรมอุตุฯ ก็ออกมาหลายฉบับจนไม่รู้สาระสำคัญ คนจำได้เพียงจะมีฝนตกหนัก ไม่เห็นถึงความแตกต่าง
สอดคล้องกับรองนายกฯ ท่านหนึ่งที่ออกมาให้สัมภาษณ์ตอบโต้กระแสข่าวฝนตกหนักข้ามวันข้ามคืนว่า “อย่าตระหนก” ขอให้อย่าแชร์เฟกนิวส์
ที่สุดก็เกิด “ปรากฏการณ์ฝนแช่นิ่ง” หนัก 2 วัน 2 คืน ตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน จนถึงวันที่ 26 กันยายน จึงตกเบาลง
แต่ความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น
ก็เป็นภาพความเสียหายที่ปรากฏมากขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละ ถึงทำให้คนทั่วไปถึงตระหนักรู้ว่าฝนรอบนี้ไม่เหมือนฝนปกติ กระทั่งต้องรีบต่อสู้ดิ้นรนหนีภัยน้ำ พร้อมๆ กันกับภาครัฐที่เริ่มขยับตัวตามเสียงด่า
แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว… บ้านเรือนประชาชนจำนวนมากถูกน้ำท่วม รถยนต์นับร้อยนับพันคันจมอยู่ใต้บาดาล ทุกอย่างเกิดขึ้นไว หลายคนไม่มีโอกาสแม้จะขยับรถหลบหนีน้ำ
ความเสียหายเกิดขึ้นแล้ว เสียงวิจารณ์ถึงการรับมือของภาครัฐดังระงมไปทั้งโซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนกระแสหลัก หลายวันผ่านไป ภาครัฐจึงขยับ มีการเตือนผ่านระบบ Cell Broadcast เข้าถึงมือถือ
เมื่อการตื่นรู้ของภาครัฐยังไร้ประสิทธิภาพ ก็ทำให้หน่วยบริหารน้ำหน้างานขยับช้า ขนาดเกิดภัยพิบัติขึ้นแล้ว การประกาศเขตภัยพิบัติยังล่าช้า ใช้เวลาถึงวันที่ 3 ที่ฝนตก
ยิ่งต่างจังหวัดยิ่งแล้วใหญ่ ที่ฉะเชิงเทราต้องใช้เวลาถึง 5 วันกว่าจะประกาศเขตภัยพิบัติ แถมยังประกาศไม่ทั่วถึง หลายอำเภอน้ำท่วมหนักกลับไม่ถูกประกาศ
การพร่องน้ำรอก็ขาดประสิทธิภาพ ไม่เพียงพอ ไม่ทันการ คลองในเมืองและเขื่อนสำคัญยังเต็มไปด้วยน้ำ รอบนี้เห็นชัด การปล่อยน้ำของเขื่อนท่าด่านกลายเป็นปัจจัยสำคัญซ้ำเติมความเดือดร้อนประชาชน
แต่ไม่ปล่อยก็ไม่ได้ ราชการอ้างว่ากลัวเขื่อนพัง
สถานการณ์ชุลมุน… ร้อนไปถึงนายกฯ ที่กำลังออนทัวร์โลกตะวันตก จากประชุมยูเอ็นสู่ตระเวนโชว์วิสัยทัศน์ที่ลอนดอน ต้องยกเลิกทัวร์รีบบินกลับประเทศไทย เพื่อทำให้คนเห็นว่านายกฯ มารับรู้ทุกข์สุขของประชาชน
วันแรกของการลงพื้นที่คลองจั่น เขตบางกะปิ จึงเป็น “ความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ปรากฏภาพคลิปนายกฯ อนุทินถูกประชาชนหลายคนตะโกนด่า บางคนถึงขนาดใช้คำหยาบคาย บ้างก็ตะโกนประชดบ่นตัดพ้อ เล่นเอานายกฯ หน้าเจื่อน
นั่นคืออาการปรากฏอันไม่อาจปฏิเสธได้ของการตอบสนองต่อความบกพร่องโดยหน่วยงานรัฐ ที่ไม่สามารถกระตุ้นเตือนผู้คนให้รับรู้ถึงภัยพิบัติ ไม่สามารถมีโมเดลการอพยพ หลบหนี กระทั่งหนทางขยับตัวป้องกันตนเองจากน้ำท่วม
ต้องบอกว่ารัฐบาลอนุทิน 2 นี้ดวงไม่ดีเอามากๆ เกิดวิกฤต/เหตุรุนแรงที่สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างรัฐหลายครั้ง
ปลายปีก่อนช่วงรัฐบาลอนุทิน 1 ก็เพิ่งเจอกับวิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ผิดพลาดเรื่องการเตือนภัยและประเมินสถานการณ์ ภาครัฐการันตีว่ารับมือไหว จนไม่มีการเตรียมการที่เหมาะสม สุดท้ายก็นำมาสู่ความสูญเสียครั้งใหญ่
หรือจะเป็นเหตุดินทรุดหน้า รพ.วชิระ เพราะก่อสร้างอุโมงค์รถไฟใต้ดิน, เหตุการณ์เครนถล่มทับรถไฟที่โคราชจนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก, เหตุการณ์รถไฟชนรถโดยสารกลางแยกอโศก, ไฟไหม้โรงเบียร์ห้าแยกลาดพร้าว ผู้เสียชีวิตยอดรวมกว่า 40 คน, เหตุกราดยิงในโรงเรียนที่นนทบุรี
ยังไม่นับวิกฤตการเมือง วิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์ที่ประเทศกำลังเผชิญ ซึ่งรัฐบาลก็ถูกตั้งคำถามถึงศักยภาพในการรับมือและการแก้ปัญหามาตลอด
แม้วันนี้รัฐบาลจะมีสถานะทางการเมืองจะดูมั่นคง แข็งแรง
คดีฮั้ว ส.ว.ก็รอด, คดีทุจริตสอบราชการความเสียหายนับหมื่นล้านก็เอาผิดถึงแค่ระดับอธิบดีกรมฯ, คดีไอ้โม่งกักตุนน้ำมันจากวิกฤตก็หายเงียบไร้ร่องรอย
สภาวะ “นิติสงคราม” จากฝั่งตรงข้าม มุ่งกระทำต่อรัฐบาล ไม่สามารถทำอะไรระบอบสีน้ำเงินได้เลย ยิ่งนานเปลือกนอกยิ่งดูแข็งแรงขึ้น
แต่แก่นภายในซึ่งเป็นสาระสำคัญของการปกครองโลกยุคใหม่ นั่นคือ “การยินยอมยอมรับจากประชาชน”
นับวันดูเหมือน “ยิ่งตรงกันข้าม”
ดูจากผลสำรวจความนิยมนายกฯ และพรรคภูมิใจไทย ครั้งล่าสุดร่วงลงต่ำติดต่อกันเป็นไตรมาสที่ 3 ทั้งที่เพิ่งมีอำนาจเต็ม บริหารประเทศได้เพียง 5 เดือน
ยิ่งนานวัน ขนาดของบาดแผลที่รัฐบาลประสบพบเจอยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้นและรักษายากขึ้น จนไม่กล้าทำนายว่าสภาพรัฐบาลและประเทศไทยใน 3 ปีข้างหน้าก่อนครบวาระจะเป็นอย่างไร
น้ำท่วมรอบนี้คือตัวอย่างรูปธรรมของ “บาดแผล” ดังกล่าว
กทม. “จมบาดาล” ส่วนรัฐบาล “จมบาทา”
ทั้งที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ไม่ใช่รัฐบาลเฉพาะกิจดั่งเช่นครั้งน้ำท่วมหาดใหญ่ แต่ผู้มีอำนาจรัฐก็ไม่สามารถแสดงศักยภาพในการปกป้องและดูแลเมืองให้รู้ทัน เพื่อป้องกันดูแลตัวเองได้
การลงพื้นที่รับฟังเสียงวิจารณ์ ก้มหน้ายอมรับเสียงก่นด่า เป็นหนึ่งในสาระสำคัญของผู้ดำรงตำแหน่งนายกฯ แต่มันยังไม่พอ
นายกฯ ผู้ซึ่งต้องบริหารสถานการณ์ในภาพรวม ต้องคิดล่วงหน้าว่าบ้านเมืองจะมีภัยพิบัติอะไร หรือเมื่อเกิดภัยพิบัติแล้วจะป้องกันอะไร บรรเทาความรุนแรง ลดความเสียหายอย่างไร
สังคมต้องการรัฐที่เตือนภัยให้คนรู้ให้ชัดเจน เกิดน้ำท่วมก็ต้องแก้ไขรวดเร็ว
ไม่ใช่การแจกเงินคนที่น้ำท่วมมาแล้ว 5 วัน เพื่อหวังลดภาพคนรุมด่าเวลาลงพื้นที่
