ในประเทศ
เกิดอะไรหลายอย่างจนไม่อยากเชื่อว่า ที่จริงรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินเพิ่งจะมีอำนาจเต็ม บริหารประเทศได้แค่ 3 เดือนเศษ
คดีส่อเอื้อประโยชน์ไปจนถึงคดีทุจริตใหญ่โต โผล่ขึ้นทั่วประเทศต่อเนื่องจนคนรู้สึกหดหู่ หมดหวัง
ตั้งแต่คดีไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ต่อเนื่องคดีมาเฟียส่วยเมืองท่องเที่ยว จนถึงปัญหาจีนเทารายวัน พ่อไทยทิพย์ กระทั่งปัญหาทุจริตสอบราชการ ต้องปลดเจ้าหน้าที่กว่า 6,000 ตำแหน่ง เสียหายนับหมื่นล้าน แม้แต่โครงการฉาวแจกเอไอฟรี 1.6 พันล้าน
เกิดขึ้นพร้อมๆ กับสภาวะการคลังของประเทศที่เริ่มเข้าใกล้สภาวะถังแตกเข้าทุกที หนี้สะสมสูงลิบ งบประมาณประจำปีหมดไปกับรายจ่ายประจำ รัฐบาลมีอำนาจเต็มแต่ยังไม่เห็นเมกะโปรเจ็กต์ที่จะผลักดันการลงทุน ดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ
นโยบายแจกเงินไทยช่วยไทยพลัสยังต้องกู้ฉุกเฉิน บัตรสวัสดิการแห่งรัฐก็ต้องแอบแทรกใช้งบจากเงินกู้ ต้องเขย่าบัตรคนจนใหม่ ตั้งเกณฑ์คัดคนออกอีกเกือบเท่าตัวด้วยกฎที่หลายเรื่องไม่ตรงกับความจริง คนด่าทั้งบ้านเมือง
สัปดาห์นี้ยังเจอผีคดีโกงฮั้ว ส.ว.กลับมาหลอกหลอนอีก เพราะกำลังเข้าสู่โค้งสุดท้าย ไคลแม็กซ์สำคัญ
รู้กันดีว่าช่วงที่ผ่านมาค่ายสีน้ำเงินเข้มแข็งสุดขีด ขณะที่ฝ่ายค้านเองก็อ่อนแอ หลังถูกหักหลังเอ็มโอเอเหลือไว้แต่ความคับแค้น
หลังชนะเลือกตั้งกลับมามีอำนาจ เป็นค่ายสีน้ำเงินที่เริ่มสงครามก่อน เปิดเกมรุกชิงยื่นแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปูทางสู่รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน พร้อมๆ กับปัดตกการนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองทั้งหมด ส่งสัญญาณปิดช่องสัญญาณประนีประนอมทางการเมือง
เป็นปัจจัยให้ค่ายสีส้มและฝ่ายประชาธิปไตยชักธงรบ!
สมรภูมิคดีฮั้ว ส.ว.จึงยิ่งดุเดือดเข้มข้นในสัปดาห์นี้ ด้วยบริบททางการเมือง
แน่นอน ค่ายสีส้มรู้ดีว่าการต่อสู้ในสมรภูมินิติสงครามนั้น องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญมรดก คสช.ไม่เป็นใจอย่างยิ่ง สภาสูงสีน้ำเงินแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ แล้วมากมาย หากจะหวังใช้กลไกกฎหมายแสวงหาความยุติธรรม คงไม่ใช่เรื่องง่าย
พื้นที่ที่เหลือของนักการเมืองฝ่ายค้าน และภาคประชาสังคมวันนี้จึงต้องมุ่งเป้าต่อสู้ในพื้นที่ทางความคิดเพื่อช่วงชิงความชอบธรรม แสวงหาแนวร่วมจากประชาชน
ในพื้นที่สภา ได้เห็นบทบาทของพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.พรรคประชาชน เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันตามติดคดีโกงฮั้ว ส.ว.มาแต่ไหนแต่ไร
ในพื้นที่นอกสภา-ภาคประชาสังคม ได้เห็นยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน สร้างคลังข้อมูลการโกงฮั้ว ส.ว.อย่างเป็นระบบ เดินสายจัดกิจกรรมต่อเนื่อง
คดีโกงฮั้ว ส.ว.ที่ กกต.ร่วมกับดีเอสไอ ร่วมกันไต่สวนสืบสวนคดีมากกว่า 2 ปี ซึ่งที่ผ่านมาก็พบกลิ่นตุๆ หลายครั้ง
ประเด็นใหญ่คือ คณะอนุกรรมการพิจารณาฯ ชุดที่ 26 ที่ กกต.ตั้งมาวินิจฉัย ลงความเห็นให้ฟ้องบุคคลกว่า 229 รายชื่อที่เกี่ยวข้องกับการโกงฮั้ว ส.ว. ซึ่งใน 229 ชื่อนั้น พบเป็น ส.ว.ชุดปัจจุบันกว่า 138 ราย
ต่อมาจู่ๆ กกต.ก็มีการตั้งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาซ้ำอีก ที่สุดมีการวินิจฉัยให้ยกฟ้องทั้งหมด
ผ่านไป 2 ปีเศษ เร็วๆ นี้ก็มีข่าวว่า กกต.ชุดใหญ่เตรียมวินิจฉัยแล้ว พร้อมๆ กับข่าวลือว่าอาจมีการยกคำร้องไม่ส่งฟ้องทั้งหมด หรืออาจส่งฟ้องแค่ระดับปลาซิวปลาสร้อยเพื่อลดกระแสวิจารณ์
จึงเป็นที่มาของการ “พลีชีพทางการเมือง” ของหัวหมู่ทะลวงฟันคดีโกงฮั้ว ส.ว.อย่างยิ่งชีพ ไอลอว์ และพริษฐ์ ค่ายสีส้ม
ไม่ว่าจะเป็นการเปิดฉากปล่อยคลิปหลุดรายสัปดาห์ของพริษฐ์ เปิดหลักฐานคลิปกล้อง CCTV วันเลือก ส.ว. ต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนมิถุนายน นำมาสู้คำถามถึงความไม่เหมาะสมของ กกต.และ ส.ว.ปัจจุบันบางคน
เช่นเดียวกับยิ่งชีพที่เปิดปฏิบัติการนอกสภา เดินสายจัดกิจกรรมแฉขบวนการโกงฮั้ว ส.ว.อย่างเข้มแข็ง ปิดท้ายด้วยบิ๊กอีเวนต์อย่างการเปิด 9 ชื่อบิ๊กรัฐบาล หัวขบวนโกงฮั้ว ส.ว. โดยมีเบอร์ใหญ่คือนายกรัฐมนตรี
เป็นการดับเครื่องชนชนิดไม่เกรงกลัวหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน
แน่นอนว่าฝั่งภูมิใจไทยเองก็ไม่อยู่นิ่ง แรกๆ ก็ส่งสัญญาณขู่จะฟ้องหวังให้อีกฝั่งสงบปากสงบคำลง เช่น ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.สำนักนายกฯ รุ่นพี่สวนกุหลาบฯ ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ขู่จะฟ้องและก็เปลี่ยนใจไม่ฟ้อง
แต่ฟากของยิ่งชีพและพริษฐ์ก็ยังใส่เกียร์เดินหน้า
ไม่ว่าจะเป็นการจัดงานแถลงข่าวครั้งใหญ่ เปิดหลักฐานคดีฮั้ว ส.ว.แบบลงลึกให้เห็นเส้นทางการเงิน วิธีการทำงานของขบวนการโดยละเอียด โชว์หลักฐานสำคัญหลายอย่าง มีการนำพยานหลายคนมาขึ้นพูด มีการเปิดคลิปให้เห็นหน้านายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภาคนปัจจุบัน หนึ่งในผู้ปฏิบัติการวันเลือก ส.ว.
การยิงหมัดใส่นายอนุทิน กรณีเดินทางไปที่โรงแรมดังย่านรางน้ำ พร้อมจี้ให้ กกต.สอบสวน
หรือจะเป็นยิ่งชีพที่ออกมาโพสต์ข้อความดักคอเรื่องการฟ้องร้องว่าอย่าใช้วิธีกลั่นแกล้ง แต่ขอให้ฟ้องอย่างตรงไปตรงมา และพร้อมจะสู้คดีในชั้นศาล ใช้อำนาจศาลเรียกพยานหลักฐานมาเปิดให้เห็น ก่อนทิ้งท้ายด้วยการตั้งนายอานนท์ นำภา เป็นทนายความในคดีนี้
ทั้งหมด ยิ่งไปกดปุ่มต่อมโมโหให้แกนนำค่ายสีน้ำเงินอย่างจัง
ดูจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่โผล่ไปคอมเมนต์ในเพจการเมืองฝ่ายขวาจัดที่โพสต์เชียร์ให้ฟ้องร้องทีมงานไอลอว์ว่า “รับทราบ รับปฏิบัติครับผม”
ขณะที่แกนนำภูมิใจไทยอื่นๆ ก็ประกาศฟ้องร้องยิ่งชีพทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ประกาศจะฟ้องร้องที่ จ.อำนาจเจริญ, ทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกฯ เตรียมขึ้นโรงพักเอาผิดที่ จ.บึงกาฬ หรือภราดรก็จะฟ้องร้องยิ่งชีพที่ จ.อ่างทอง บ้านเกิด
การต่อสู้ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น ดูจากงานแถลงข่าวที่พริษฐ์และยิ่งชีพเป็นแกนนำหลักจัดงาน รอบนี้มีประชาธิปัตย์เข้าร่วมด้วย นำโดยสาทิตย์ วงศ์หนองเตย เข้าร่วมชำแหละภายใต้การสนับสนุนของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค
ขณะที่ภาคประชาสังคมอื่นก็ไม่ปล่อยให้ยิ่งชีพสู้ลำพัง รอบนี้ได้เห็นสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. จับมือกับ ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อ.นิติศาสตร์ มธ. ตั้งกองทุนฯ เพื่อระดมเงินเตรียมพร้อมในการสู้คดีโกงฮั้ว ส.ว. ให้คนผู้ที่ถูกฟ้อง
มีการโอนเงินเข้าเยอะจนธนาคารต้องปิดกั้นการโอน แม้ทั้งสมชัย และ ดร.ปริญญาจะไปพูดคุย ธนาคารก็จำกัดการโอนได้แค่วันละ 1,000 ครั้ง ซึ่งยอดบริจาคเพียงไม่กี่วันก็เข้าสู้หลัก 3 ล้านบาทอย่างง่ายดาย สะท้อนการอุดหนุนอย่างคับคั่งจากประชาชน
ล่าสุดมีข่าวว่าฝ่ายตรงข้ามเตรียมแก้เกม โดยจะขยับเวลาในการประกาศผลการวินิจฉัยที่มีรายงานข่าวช่วงแรกว่าคือเดือนสิงหาคม เลื่อนไปอีก 1 เดือน โดยอ้างว่าหลักฐานไม่พอ นั่นคงเป็นเพราะกระแสเรื่องนี้แรงมากทีเดียว
หากเป็นเช่นนั้นจริง เท่ากับเป็นการยื้อชีพคดีโกงฮั้ว ส.ว.ต่อไปอีกเดือน เพื่อลดกระแสวิจารณ์หรือผลกระทบที่จะมีกับรัฐบาล
สมรภูมินี้จะจบยังไงวันนี้ยังตอบไม่ได้
ฝ่ายหนึ่ง มีองค์กรอิสระหนุน มีอำนาจรัฐ อำนาจการเมืองระดับสูง มีกลไกกฎหมายเป็นเครื่องมือ
อีกฝ่ายหนึ่ง ก็คือนักกิจกรรมการเมืองที่มีประชาชนและคนที่รู้สึกถึงความอยุติธรรมหนุนหลัง
คดีฮั้ว ส.ว.คือจุดเปลี่ยนสำคัญเดิมพันสูงกับทุกฝ่าย
ที่จริงคนค่ายสีน้ำเงินไม่ได้รู้สึกกังวลอะไรเลยกับคดีนี้มาก หากอยู่ในมือ กกต. แต่จะน่ากลัวมากถ้า กกต.ส่งคำร้องไปยังชั้นศาลยุติธรรม เพราะถ้าพลาดก็มีสิทธิ์โดนถอนรากถอนโคนเสียหายหนักได้เหมือนกัน
แต่ถ้าคำร้องถูกปัดตก ไม่ส่งไปถึงศาลฯ ฝั่งยิ่งชีพ พริษฐ์ และประชาชนผู้โหวตประชามติเห็นชอบให้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ก็เสี่ยงสูงเช่นกัน เพราะมองไม่เห็นทางล้มรัฐบาลได้อีก จึงยอมพลีชีพเพื่อที่จะยื้อชีพคดีฮั้ว ส.ว.ให้ไปถึงศาลให้ได้ เพราะยังมีโอกาสลุ้นผลได้มากกว่า
การที่ทุกฝ่ายเริ่ม “พลีชีพ” กันแล้วในทางการเมือง
สะท้อนว่า ช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายการเมืองไทยครั้งสำคัญใกล้เข้ามาแล้ว…
