ในประเทศ
ยิ่งใกล้วันที่ กกต.ชุดใหญ่จะต้องลงมติว่าจะเอายังไงกับคดีโกงฮั้ว ส.ว. ที่คาราคาซังอยู่ในขั้นตอนแรกมาแล้ว 2 ปีกว่าๆ
แทนที่จะได้เห็นความชัดเจนมากขึ้นในตัวคดี หรือความคืบหน้าของคำร้อง กลายเป็นว่าสังคมกลับต้องมานั่งหัวเราะ ยิ้มอ่อนๆ ให้กับคำชี้แจงของคนที่เกี่ยวข้องกับคดี
ล่าสุด คือคลิป “เราทำเพื่อข้างบน” และ “หากไม่ได้ทำตามคำสั่งจากข้างบน กกต.คงประกาศให้การเลือกเป็นโมฆะไปแล้ว” ซึ่งเป็นบทสนทนาของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก ส.ว.
เจ้าของเสียงนักการเมืองท้องถิ่นค่ายสีน้ำเงินก็ยอมรับเองในตอนหลังว่าเป็นคนพูดจริง แต่ “ข้างบน” ที่หมายถึงคือ กกต.ต่างหาก
นั่นคือที่มาของเสียงหัวเราะ แวบแรกของผู้ติดตามข่าวการเมืองที่ได้ยิน ไม่คิดว่าจะมีการใช้ตรรกะแบบเอาสีข้างเข้าถู ให้เหตุผลแบบข้างๆ คูๆ ได้มากขนาดนี้
แต่พอกลับมาคิดดีๆ ก็ขำไม่ออก
คงจะเป็นรักชนก ศรีนอก ส.ส.พรรคประชาชน คนหนึ่งที่ทนไม่ได้ ขอพูดเสียงในหัวแบบไม่ปล่อยผ่าน
“พูดกันตรงไปตรงมาแบบไม่อ้อมค้อมเลยนะ ถ้าใครเชื่อตามนั้น ก็ออกลูกเป็นควายอะ”
คดีนี้ถือเป็นกรณีสำคัญระดับประเทศ มีผู้เกี่ยวข้องอย่างมาก ผู้ถูกกล่าวหาจำนวนมากคือผู้ครองอำนาจฝ่ายบริหารอยู่ในขณะนี้ ส่วน ส.ว.ที่ได้รับเลือกจากกระบวนการดังกล่าวก็เป็น ส.ว.เสียงส่วนใหญ่ ครองอำนาจนำฝ่ายนิติบัญญัติของประเทศอยู่
ที่น่าเศร้าคือ จนถึงวันนี้สังคมก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าใดๆ จากมุมของการไต่สวนสอบสวน นอกจากสารพัดข่าวลือ ปัจจัยเชิงลบ แนวโน้มออกไปในทางเลวร้าย ยิ่งนานวันยิ่งดูขาดความโปร่งใส ลึกลับ
อันที่จริงคำร้องนี้ก็อยู่ในกระบวนการรวบรวมหลักฐานเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว
เริ่มจากความสงสัยที่ได้เห็นพฤติการณ์บางอย่างในการเลือก ส.ว.ตั้งแต่ระดับอำเภอ ช่วงเดือนมิถุนายน 2567
โดยเฉพาะระดับประเทศ มีข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้วโหวต-บล็อกโหวต-โพย” อย่างชัดเจน มีคำถามจำนวนมากจากสังคม จน กกต.ต้องสั่งให้รวบรวมข้อเท็จจริง แต่คดีก็คืบหน้าอย่างล่าช้า
กระทั่งต้นปี 2568 รัฐบาลเพื่อไทยในขณะนั้น เริ่มมีปัญหาความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน ร่องรอยความแตกร้าวเกิดขึ้นหลายครั้ง ในที่สุดจึงได้เห็นความคืบหน้าของคดีฮั้ว ส.ว.ผ่านการผลักดันให้ดีเอสไอเข้ามาร่วมสอบสวนในคดีเกี่ยวกับการฟอกเงิน นำมาสู่การสอบปากคำเก็บรวมรวมหลักฐานของพยานจำนวนมาก
ผลการสอบสวนปรากฏขึ้นช่วงกลางปี 2568 คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 ของ กกต. ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI ในกระบวนการสอบสวน เสนอให้ดำเนินคดีกับ 229 คน ประกอบด้วย ส.ว. 138 คน นักการเมือง-เครือข่ายที่เกี่ยวข้องอีก 91 คน
แต่แล้วก็เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับรัฐบาลเพื่อไทยที่นำโดย น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องหลุดจากตำแหน่งช่วงเดือนสิงหาคม 2568
ไม่กี่สัปดาห์ถัดมา จู่ๆ ประธาน กกต.ก็ลงนามแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาไต่สวนคดีฮั้ว ส.ว.อีกรอบ อ้างว่ามีการเปลี่ยนแปลงของหลักฐาน กระทั่งวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะอนุฯ ชุดนี้ได้ มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่าผู้ถูกกล่าวหา 229 รายไม่มีมูลความผิด สวนทางกับคณะไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งเสนอให้ดำเนินคดี
สร้างความคับข้องใจให้สังคมอย่างหนัก ว่าทำไมคำวินิจฉัยมันถึงต่างราวฟ้ากับเหว คณะหนึ่งถึงสั่งให้ฟ้องคนถึง 229 คน แต่อีกคณะสั่งไม่ให้ฟ้องใครเลย
แต่หลังจากที่ค่ายสีน้ำเงินทิ้งเอ็มโอเอปลดล็อกแก้รัฐธรรมนูญกับค่ายสีส้ม ชิงจังหวะเกมเลือกตั้ง คว้าชัยถล่มทลาย กลับมาจับมือกับค่ายสีแดงตั้งรัฐบาลใหม่ ถีบค่ายสีส้มไปเป็นฝ่ายค้านสำเร็จ
ด้วยความเข้มแข็งของรัฐบาลสีน้ำเงินที่ครองอำนาจเบ็ดเสร็จ จึงเป็นที่กังวลว่า “คดีฮั้ว ส.ว.” จะลงเอยแบบใด ข่าวลือว่า กกต.ชุดใหญ่ จะอ้างมติของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ปล่อยผีเข้าป่า ไม่ฟ้องร้องเอาผิดใครเลย เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคขัดขวางรัฐบาลค่ายสีน้ำเงิน หนาหูยิ่งขึ้น
จึงได้เห็นการขยับของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล นำโดยพรรคประชาชน ที่ยึดพื้นที่การต่อสู้ในสภา ประสานกับไอลอว์และเครือข่ายภาคประชาชนที่ยึดพื้นที่ต่อสู้ภาคประชาสังคม
ไม่ว่าจะเป็นการทยอยเปิดคลิปลับของ พริษฐ์ วัชรสินธุ เช่น “คลิปเก็บโพยโดยเจ้าหน้าที่ กกต.” คลิป “ประธานวุฒิสภา” ตามด้วยการเปิดหลักฐานชุดใหญ่อีกหลายครั้ง ทั้งคลิปเสียง, พฤติการณ์การจัดตั้ง, ความเชื่อมโยงตัวบุคคล, ประเด็นโพย, ข้อมูลการเดินทาง, การจองห้องพัก,การชำระเงิน
ขณะที่ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ในนาม iLaw ก็ขยับยื่นข้อมูลฝ่ายค้าน เปิดชื่อบุคคลสำคัญในฝ่ายรัฐบาล 9 ราย ที่เกี่ยวข้องกับการส่งผู้สมัคร, จัดทำโพย, ให้ค่าตอบแทน, ประสานระดับพื้นที่เชื่อมโยงกับระดับประเทศ
ทั้ง 2 คนได้ชื่อว่าเป็นตัวละครหลักของเรื่องไปแล้ว ต่างก็ถูกแจ้งความ จนประชาชนร่วมใจกันบริจาคเงินในคืนเดียวกว่า 2 ล้านบาทเพื่อเป็นค่าสู้คดี
ขณะที่ฟาก กกต.หายเงียบไปนาน ไม่มีการชี้แจงใดๆ นอกจากอ้างว่าทำตามกฎหมาย
ยิ่งเข้าใกล้ช่วงโค้งสุดท้าย ทั้งพริษฐ์และยิ่งชีพยิ่งออกมาเปิดหลักฐานชัดเจนยิ่งขึ้น
เช่น มีการโอนเงิน 13 ครั้ง รวม 860,000 บาท ไปยังพนักงานสืบสวนของ กกต. ระหว่างเมษายน-กรกฎาคม 2567 หรือจะเป็น คลิป “B2 รังสิต” หลักฐานชิ้นใหม่ ที่อ้างว่า การฮั้ว ส.ว.คือการทำเพื่อข้างบนจนเป็นข่าวดัง ก็เกิดขึ้นช่วงนี้
นั่นเป็นครั้งแรกที่ทำให้ กกต.นั่งไม่ติด ต้องออกมาชี้แจงทื่อๆ ว่า เรื่องนี้เป็นคดีทุจริตเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ใช่คดีฮั้ว ส.ว. มีการดำเนินการทางอาญาแล้ว โดยไม่บอกว่าเป็นใคร และ ส.ส.คนไหนเป็นคนโอนเงิน ราวกับไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมใดๆ
น่าสนใจว่าทำไม กกต.จึงไม่ยอมส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาเสียที
ที่สังคมสงสัยและยิ่งนานวันยิ่งคล้อยตามฝ่ายค้านมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะในขั้นนี้ไม่จำเป็นต้องหมายความว่า กกต.ต้องเชื่อว่าผู้ถูกกล่าวหาผิดแน่นอน หน้าที่ของ กกต.ในขั้นนี้คือคัดกรองว่า มีหลักฐานถึงระดับที่ควรให้ศาลไต่สวนหรือไม่แค่นั้น
มาตรา 62 พ.ร.ป.การได้มาซึ่ง ส.ว.ก็เขียนไว้ชัด หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการกระทำที่ทำให้การเลือก ส.ว.ไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อให้ศาลดำเนินการไต่สวนต่อไป
กฎหมายใช้มาตรฐานว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ไม่ใช่ “พิสูจน์ว่าผิดจนสิ้นสงสัย”
เพราะ กกต.ไม่ใช่ศาล การส่งศาลไม่เท่ากับลงโทษ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นที่ กกต.จะต้องมั่นใจว่า 229 คนผิดหมด 100% แค่ดูว่าหลักฐานที่มีนั้นมีเหตุอันควรเชื่อว่าคดีมีมูลให้ส่งศาลไต่สวนหรือยังก็พอ
แค่รวบรวมและกลั่นกรองความถูกต้องของหลักฐานนั่นคือหน้าที่ กกต. เพราะถึงอย่างไรในขั้นไต่สวนของศาล ศาลก็เปิดให้คู่กรณีต่อสู้ทางคดีโต้แย้งได้อยู่แล้ว
แต่ความล่าช้า (ไม่ว่าจะโดยจงใจหรือไม่จงใจ) ทำให้คดีนี้มีการตรวจสอบเข้าสู่ปีที่ 3 แล้ว จน ส.ว.ที่มาจากกระบวนการนี้แต่งตั้งกรรมการองค์กรอิสระไปแล้วมากมาย ทั้ง กกต. – ป.ป.ช.- ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ
ยิ่งนานวัน คำถามเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การขัดกันของผลประโยชน์ก็มากขึ้นอีก
ไม่ว่าจะเป็นการเก็บเนื้อเก็บตัวของ กกต. ไม่ว่าจะเป็นการออกมาให้เหตุผลทื่อๆ แบบข้างๆ คูๆ ไม่ว่าจะเป็นการใช้วิธีข่มขู่แจ้งความหมิ่นประมาท
หรือนี่คือสัญญาณของการจนมุมแล้วในทางการเมือง?
จนถึงวันนี้คดีฮั้ว ส.ว.จึงสามารถออกได้ใน 4 รูปแบบ
1. ส่งให้ศาลพิจารณาทั้งหมด (ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก)
2. ยอมเสียส่วนน้อยเพื่อรักษาส่วนใหญ่ ส่งฟ้องปลาตัวเล็ก เพื่อรักษาปลาตัวใหญ่
3. ยกฟ้องทั้งหมด (ยังคงเป็นไปได้ อ้างมติคณะอนุฯ ไต่สวนชุดที่ 36) แม้ กกต.จะเสี่ยงโดนฟ้อง เลวร้ายสุดคือถูกสั่งให้พ้นหน้าที่ ก็ยังเหลือ ส.ว.สีน้ำเงินไว้ค้ำจุนอำนาจ
4. ใช้วิชามาร คาเรื่องไว้ไม่ตัดสิน (อาทิ การอ้างเหตุผลทางกฎหมาย ทำให้องค์ประชุมไม่ครบเพื่อไม่ต้องพิจารณา)
ความไม่สมเหตุสมผลที่ผ่านมาในการเมืองไทยเป็นบทเรียนบอกเราว่า อะไรก็เกิดขึ้นได้ในการเมืองไทยวันนี้
I WANT TO BELIEVE มากๆ แต่สิ่งเกิดขึ้นนั้น มัน BELIEVE ได้ยากจริงๆ
ผ่านโค้งสุดท้าย เข้าสู่ช่วงเวลาตัดสินแล้ว
กกต.จะเอายังไง จะเพิ่มหรือลดอุณหภูมิการเมือง
ไม่นานเดี๋ยวรู้…
