bg-single

บ่อน ‘เซาะ’ ร่วง ‘กราว’ ความมั่นคง

28.08.2026

ในประเทศ

ลองมองการเมืองไทยจากสายตาคนนอก ว่าด้วยเสถียรภาพทางอำนาจของรัฐบาลช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร

สารพัดปัญหาโผล่ขึ้นทั่วประเทศไม่เว้นแต่ละวัน ท้าทายสถานะรัฐบาลมากมายมหาศาล จนมีคำกล่าวขึ้นว่า “4 เดือน เหมือน 4 ปี”

ฝั่งผู้มีอำนาจก็เหนื่อย ฝั่งผู้ถูกปกครองก็หน่าย

ใครเห็น ก็คงว่าไม่รอด…

ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตราคาพลังงานพุ่งพรวดในช่วงแรกของการเข้ามามีอำนาจ ความผิดพลาดแรกก็เกิดขึ้นจากการกำหนดโครงสร้างราคาไม่สอดคล้องความจริง นำมาสู่การลอยตัวราคาน้ำมันแบบกระชากวิญญาณ พร้อมๆ กับเกิดการกักตุนน้ำมันทำกำไร จนถูกเรียกว่าเป็น “มหกรรมโกงไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน” ใครเห็นก็ว่าไม่รอด

ขนาดพิพัฒน์ รัชกิจประการ ระดับรองนายกฯ ก็ยังไม่รอด ถูกเขี่ยทิ้งกลางทาง ต้องเปลี่ยนตัวคนรับผิดชอบใหม่ แต่สุดท้ายรัฐบาลก็รอด!

ถัดมาเป็นวิกฤตโกงสอบท้องถิ่น ความเสียหายหลักหลายพันล้าน ผู้ทุจริตหลายพันคนต้องถูกปลดพ้นตำแหน่งและดำเนินคดี มีการสอบสวนเอาผิดจนถึงระดับอธิบดีกรมฯ และข้าราชการอีกนับร้อยคน

หวาดเสียวจะโยกถึงบิ๊กภูมิใจไทยหลายคน ในฐานะผู้ครองอำนาจกระทรวงคลองหลอดมายาวนาน ใครเห็นผลสอบ เห็นโครงสร้างเครือข่ายการทุจริต ก็ว่ารัฐบาลอาจไม่รอด

แต่สุดท้ายก็รอด!

จับได้แค่ปลาซิวปลาสร้อย มีลูกติดปลาช่อน ปลากะพงมานิดหน่อย ระดับปลาฉลาม วาฬรอด! เป็นไปตามคาด!

ยังมีวิกฤตจีนเทาครองเมือง, พ่อไทยทิพย์, ขบวนการจ่ายเงินสวมสัญชาติ, แลนด์บริดจ์, พ.ร.บ. SEC, ปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ, พ.ร.บ.กู้ 4 แสนล้าน, แจกเอไอพาสปอร์ต, น้ำเงินช่วยด้วย, เขากระโดง, วิกฤตยาเสพติด 4 เดือนของการครองอำนาจยังเจอขนาดนี้

ใครเห็นก็ว่าไม่รอด!

แต่วันนี้ รัฐบาลก็ยังอยู่ได้สบายแฮ

อย่างวิกฤตล่าสุดคือ คดีฮั้ว ส.ว. ขนาดฝ่ายค้านแท็กทีมภาคประชาชนเปิดหลักฐานเป็นซีรีส์กางให้เห็นว่าขบวนการฮั้วเลือก ส.ว.ไม่เป็นไปตามกฎหมาย ขัดกับรัฐธรรมนูญนั้นมีอยู่จริง

ถ้าว่ากันตามหลักฐาน ใครเห็นก็ว่าไม่รอด

แต่พอเห็นท่าทีการขยับของ กกต. ตั้งแต่การล้มมติอนุกรรมการฯ สอบชุดที่ 26 ที่ผลสอบให้ฟ้องร้องเอาผิด 229 คน ด้วยการดันทุรังตั้งชุดที่ 36 ในภายหลัง ก่อนมีมติไม่ฟ้องใครเลย

ท่าทีแบบนี้…โดยไม่รอให้ กกต.ชุดใหญ่วินิจฉัยลงมติว่าจะเอายังไง สังคมก็พอจะรู้ผลลัพธ์ไปแล้วเรียบร้อย

ดูจาก KPI โพลของสถาบันพระปกเกล้า ที่สำรวจเรื่องความเชื่อมั่นมุมมองการทำหน้าที่ของ กกต. พบว่า มีประชาชนแค่ร้อยละ 3.8 เท่านั้นที่เชื่อถือการทำงานของ กกต.

จัดว่าเป็นระดับ “นิวโลว์” มากที่สุดในประวัติศาสตร์องค์กรอิสระไทย

เรื่องฮั้ว ส.ว.จากจุดเริ่มต้นที่ใครเห็นก็ว่าไม่รอด ลงท้ายรัฐบาลก็ยังรอด

ใน “ความรอด” ก็เป็นไปตามความสามารถในเล่นเกมตามกติกาของค่ายสีน้ำเงิน ที่ใช้วิธีแทรกซึมทางอำนาจ สร้างแขนขากลไกรัฐไว้ในทุกระดับ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญมรดก คสช. ให้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการยึดกุมอำนาจการเมือง

แต่ “การรอด” ก็ไม่ได้แปลว่ารัฐบาลจะเข้มแข็งมากจน “เซาะกร่อน บ่อนทำลายไม่ได้”

ตรงกันข้าม 4 เดือนที่ผ่านมา กลับไปด้วยการถูก “เซาะกร่อน”

จากจุดเริ่มต้นที่แสนจะแข็งแรง กำแพงถูกสร้างไว้อย่างแน่นหนา วันนี้ได้เกิดรูรั่ว ช่องว่างของการพังทลายลงทีละนิด

“การรอด” ที่ผ่านมาของผู้มีอำนาจเป็นเพียงการรอดในทางกฎหมาย แต่ในทางความชอบธรรมทางการเมือง ความนิยมของทัพสีน้ำเงินและเครือข่ายกลับร่วง “กราวรูด”

ในมิติเศรษฐกิจ ไม่ต้องไปถามชาวบ้านร้านค้าก็ได้ เพราะคำตอบปรากฏอยู่ในตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจจีดีพีไตรมาส 2 ที่เพิ่งประกาศออกมา ว่าประเทศไทยโต 1.9%

รั้งท้ายอาเซียนซ้ำแล้วซ้ำอีก…

ยังมีตัวเลขขาดดุลการค้าพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ อำนาจการซื้อของประชาชนก็อยู่ในสภาพยากลำบาก ขนาดมีโครงการไทยช่วยไทยพลัสก็ยังไม่ดีขึ้น มินับว่าเงิน 2 แสนล้านที่เอามาแจกคือเงินในอนาคตที่รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงินมาใช้ มิได้มาจากงบประจำปี

หนี้การคลังภาครัฐสูงลิบ หนี้สาธารณะสูงปรี๊ด เพดานกู้เงินของรัฐตีบตัน งบจ่ายประจำล้นเกิน หนี้ครัวเรือนท่วมหัว ขณะที่รัฐเองก็ไม่มีเมกะโปรเจ็กต์ เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะสร้างความหวังให้ประเทศ พาประเทศหลุดจากกับดักรายได้

มิติสังคมไม่ต้องพูดถึง…

ไทยแลนด์วันนี้แทบจะกลายเป็นดินแดนสวรรค์ของทุนเทา แหล่งฟอกเงินสแกมเมอร์ ด้านท่องเที่ยวเสน่ห์ก็ลดลงทุกวัน

ความเหลื่อมล้ำสูงขึ้นเรื่อยๆ เจอวิกฤตแก่ก่อนรวย คนรุ่นใหม่ไม่มีครอบครัว ไม่มีลูก อัตราการตายแซงอัตราการเกิด คนเก่งรุ่นใหม่แห่ย้ายประเทศ อาชญากรนับวันยิ่งมากขึ้น ยาเสพติดเข้าถึงง่าย อาวุธปืนเต็มเมือง เกิดความรุนแรงขึ้นรายวัน

มิติการเมืองยิ่งหนัก…

จากประชามติท่วมท้นไม่เอารัฐธรรมนูญเดิม ขอมีรัฐธรรมนูญใหม่ วันนี้เจอผู้มีอำนาจบิดประเด็น กลับฉวยโอกาสไปเร่งเครื่องสร้าง “รัฐธรรมนูญสีน้ำเงิน” กลายเป็นหนีเสือปะจระเข้

ไม่นับปัญหานิติสงคราม ผู้คนไม่เชื่อถือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ จากปัญหาองค์กรอิสระที่ไม่อิสระ

หรือจะเป็นมิติความมั่นคง ที่ว่ากันว่าเป็นจุดเด่นของรัฐบาล พารัฐบาลชุดนี้คว้าชัยเลือกตั้งถล่มทลาย วันนี้กลับกลายเป็นประเด็นให้รัฐบาลถูกตั้งคำถามอย่างหนักทั้งที่ผ่านมาแค่ 4 เดือน

ปัญหาชายแดนกัมพูชาถูกตั้งคำถามเรื่องความเพลี่ยงพล้ำในเวทีระหว่างประเทศ ยิ่งนานวันภาพลักษณ์ต่อนานาชาติของไทยยิ่งถดถอย ดูจากจุดยืนของผู้แทนยูเอ็นล่าสุดก็รู้

ขณะที่ชนชั้นนำกัมพูชาก็รวมพลังกันสำเร็จ ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านหันมาโหนชาตินิยมสู้กับไทย ตรงกันข้ามกับรัฐไทย ยิ่งนานวันยิ่งผลักประชาชนออกห่าง

ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่ระเบิดออกมาล่าสุดยิ่งน่าห่วง

มีการก่อเหตุร้ายนับร้อยจุดภายในเวลา 2-3 วันช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ประเมินกันว่ามีผู้เข้าร่วมขบวนการหลายร้อยคน จนอาจถึงหลักพันคน ในพื้นที่มากกว่า 20 อำเภอ

จากเหตุการณ์ร้ายครั้งนี้ คำถามที่น่าสนใจกว่าคือ

1. มีการก่อเหตุมากกว่าร้อยจุด แต่ทำไมจึงจับผู้ก่อเหตุไม่ได้แม้แต่คนเดียว ทั้งที่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้อยู่ในการดูแลของหน่วยงานความมั่นคงภายใต้ยุทธศาสตร์ใช้กำลังทหารนำนานมากกว่า 20 ปี

2. ทำไมข่าวกรองจึงไม่ประสบความสำเร็จ ไม่สามารถล่วงรู้แผนการก่อเหตุล่วงหน้า ทั้งที่ผู้เข้าร่วมขบวนการมีจำนวนมาก งานข่าวกรองในพื้นที่ก็ทำงานต่อเนื่องมานานมากกว่า 20 ปี ทำไมไม่สามารถป้องปรามสถานการณ์หรือเมื่อเกิดสถานการณ์แล้ว วันนี้ก็ยังไม่สามารถติดตามผู้กระทำผิดได้

3. จากปัญหาความรุนแรงที่ผ่านมา เรามีบทเรียนอะไรแล้วบ้าง

นอกจากการใช้กำลังทหารนำการแก้ปัญหา เปลี่ยนผู้แทนนำการเจรจามาแล้วมากมาย หรือที่จริงต้องกลับมาเริ่มที่การตั้งโจทย์ของปัญหา พิจารณากรอบการมองปัญหากันใหม่

ในเรื่องนี้คงยากที่จะเกิดขึ้นได้ ดูจากท่าทีการให้สัมภาษณ์ของผู้มีอำนาจล่าสุด ไม่ว่าจะเป็นนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ออกมาแสดงจุดยืนแบบเดิม คือต้องบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดที่สุด

ตามมาด้วยความเห็นของแม่ทัพภาค 4 พล.ท.นรธิป โพยนอก ที่ออกมาระบุว่าเป็นฝีมือของพวกค้าของเถื่อนที่เสียผลประโยชน์ และขบวนการค้ายาเสพติดร่วมลงขันกันเพื่อตอบโต้รัฐ

นี่จึงเป็นท่าทีให้เห็นว่าทิศทางปัญหาความมั่นคงใต้คงไม่สามารถแก้ได้ในรัฐบาลนี้ ไม่แม้แต่จะทำให้ปัญหาลดลง

นั่นคือตัวอย่างปัญหาที่กำลังรุมล้อม เซาะกร่อนความมั่นคงของรัฐบาลให้ถดถอยลง

ไม่ต้องแปลกใจกับผลสำรวจนิด้าโพลล่าสุด ที่คนถึง 62% เห็นว่าปมทุจริตข้าราชการ และ 55.8% เห็นว่าคดีฮั้ว ส.ว.กระทบเสถียรภาพความอยู่รอดรัฐบาลอย่างมาก

โดยคน 37.8% มองว่ารัฐบาลไม่รอดแน่ๆ จากปัญหาที่เจออยู่ ขณะที่ 17% ที่มองว่ารัฐบาลจะรอดไปได้แบบสบาย ที่เหลือมองว่ารัฐบาลจะบอบช้ำ

ผลโพลที่คนไม่เชื่อมั่นเลยในองค์กรอิสระ ผลโพลที่คนมองว่ารัฐบาลไม่น่า “รอด” คือตัวอย่างของสัญญาณว่าผู้มีอำนาจปัจจุบันกำลังทำอะไรที่ฝืนความรู้สึกผู้คนอยู่

แน่นอน การทำอะไรที่ขัดกับความรู้สึกคนส่วนใหญ่เพื่อให้ตัวเอง “รอด” ไม่ “ร่วง” ในวันนี้

แต่อย่างไรก็หนีไม่พ้นทุนที่จะต้องสูญเสีย นั่นคือ “ความชอบธรรม”

เมื่อสูญเสียความชอบธรรม ก็คือสูญเสียการยินยอมยอมรับ

ถ้า “สูญเสียการยินยอมยอมรับ” ก็นำไปสู่การ “สูญเสียอำนาจนำ” ในที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ชี้ชะตาคดีฮั้ว ส.ว. สะเทือนระบอบสีน้ำเงิน บทพิสูจน์ความเชื่อมั่น กกต. ส่งศาลฎีกาฟัน 229 คน?
บ่อน ‘เซาะ’ ร่วง ‘กราว’ ความมั่นคง
‘ดีลร่วมเมกกะ’ นาโตแห่งตะวันออกกลาง
E-DUANG | จับตา โค้งสุดท้าย “โกงส.ว.” ภาพ รุกในรับ ภาพรับในรุก
ทรัมป์-อิหร่านกับจีน
ครบรอบ 1 ปีการยึดอำนาจ…เงียบเสียบสกัด…คดีโกงเลือก ส.ว.
ความชอบธรรมเสื่อมทรามของรัฐ คำพิพากษาคดีโกง ส.ว.
‘คำพิพากษา’ : นวนิยายกับการเมือง (เรื่องฮั้ว ส.ว.)
นครศรีธรรมราชเป็นไทย “ไม่ชาวนอก”
อนาคตเด็กไทย เมื่อยุบอัตราบรรณารักษ์
สมช. ทำอะไร ? | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กลยุทธ์ รัฐบาล ภูมิใจไทย เบื้องหน้า กรณี “โกงส.ว.”