ในประเทศ
ไม่แปลกใจที่ภาพเหตุการณ์นายเนวิน ชิดชอบ ครูใหญ่พรรคภูมิใจไทย ใส่กางเกงขาสั้น นำคณะผู้บริหาร นักฟุตบอล และทีมงานสโมสรชื่อดัง ประกอบพิธีบวงสรวงศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเข้าสู่ฤดูกาลแข่งขัน จะโดนทัวร์ลง
โดยไม่ต้องเป็นนายเนวิน ด้วยองค์ประกอบภาพ มันก็ยั่วให้ทัวร์ลงด้วยตัวมันเอง
แต่ในภาพ นี่คือระดับนายเนวิน ใส่กางเกงขาสั้น นั่งบนเก้าอี้สีทองหรูหรา ขนาบด้านซ้ายด้วยผู้ว่าฯ ด้านขวาคือรองนายกฯ มีหัวหน้าส่วนราชการอีกเป็นกองทัพนั่งด้านหลัง ใครเห็นก็ต้องมองว่าแปลกหูแปลกตา
หลังเหตุการณ์ ยังมาเจอ ส.ส.ภูมิใจไทยบางคนท้าทาย ประเภทใส่ที่นี่ไปหนักที่หัวคนอื่นๆ หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีก็เอาด้วย โชว์นุ่งขาสั้น โดยระบุข้อความว่า “นุ่งขาสั้นมั่งดีก่า…สบายอ่ะ” พร้อมใส่แฮชแท็ก #ก็ลมมันเย็น
ลีลาสไตล์ยั่วๆ ของนายกฯ และ สส.ค่ายสีน้ำเงิน ยิ่งเหมือนเทน้ำมันเข้ากองไฟไปอีก
กระแสแรงจนนายเนวินต้องโพสต์เฟซบุ๊กลดความร้อนแรงว่า ทำแบบนี้มานานแล้ว ไม่ได้เป็นพิธีของราชการระดับจังหวัด แต่เป็นของสโมสรจัดเอง ก่อนส่วนราชการจะมาเข้าร่วม แล้วก็นุ่งขาสั้นแบบนี้มานับสิบปีแล้ว
ใครๆ ก็รู้ว่านายเนวินชอบใส่กางเกงขาสั้นออกงาน เป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวของครูใหญ่ภูมิใจไทยที่คนไทยคุ้นเคยดี
แต่ที่ปีนี้กลายมาเป็นดราม่า เพราะนายเนวินวันนี้เทียบไม่ได้กับหลายปีที่ผ่านมา
เพราะวันนี้นายเนวินคือผู้กุมชะกรรมการเมืองไทยคนสำคัญ ขณะที่นายอนุทินก็เป็นผู้เล่นทางการเมืองคนสำคัญที่สุดในการเมืองไทย
ก็ด้วยฝีมือของ 2 น. เนวิน และ น.หนู อนุทิน นี้เอง ที่ทำให้ระบอบสีน้ำเงินก้าวเข้ามาครองอำนาจการเมืองไทยอย่างเข้มแข็งมากที่สุดกลุ่มหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่
รัฐบาลมรดกรัฐประหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยังไม่เข้มแข็งเท่านี้
แม้ พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นผู้วางรากฐานกติกา ปูทางขึ้นครองอำนาจไว้จริง แต่ก็พ่ายแพ้ระบบเลือกตั้ง ผิดกับระบอบน้ำเงินที่มีฐานทางอุดมการณ์เดียวกันคือชูธงอนุรักษนิยมทางการเมือง แต่ได้รับชัยชนะจากกติกาเลือกตั้งคะแนนถล่มทลาย
ครองอำนาจนำฝ่ายบริหาร ครองอำนาจนำฝ่ายนิติบัญญัติทั้งสภาล่างและสภาสูง ฝ่ายตรวจสอบอย่างองค์กรอิสระก็เป็นใจ
แถมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ยังทิ้งตัวช่วยสำคัญ คือกลไกทางกฎหมายและอำนาจในการกดปราบพลังฝ่ายประชาธิปไตย พรรคการเมืองฝ่ายค้านไว้ให้ด้วย
แต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ก็ทิ้งปัญหาไว้เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม การเมือง
ปัญหาที่ถูกซุกไว้ไต้พรม วันนี้เริ่มลุกลามโผล่ออกมาให้สังคมรับรู้มากมาย รัฐบาลนายอนุทินเข้ามาพร้อมกับอุปสรรคนานัปการ
ไม่ว่าจะเป็นการขาดดุลงบประมาณ, ปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสูง, ระบบราชการถูกแช่แข็งไม่ได้ถูกปฏิรูปให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก, รายจ่ายประจำของประเทศพุ่งสูง, ประเทศไม่มีเมกะโปรเจ็กต์ ขาดเครื่องจักรทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ที่จะนำเงินเข้าประเทศ, โครงสร้างประชากรเกิดวิกฤต คนเกิดน้อย วัยแรงงานลดฮวบ คนรุ่นใหม่คนเก่งไหลไปทำงานต่างประเทศ, เพดานหนี้ภาครัฐใกล้เต็มเพดานจนขยับส่อจะไม่ได้อีก จะกู้เงินในอนาคตมาใช้ ก็ยากขึ้น
ความรุนแรงของปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจประเทศแบบนี้เอง ทำให้แกนนำค่ายสีน้ำเงินจำต้องดึงคนนอกเข้ามาบริหารประเทศบ้าง เป็นที่มาของการเปิดทางให้ 3 เทคโนแครตมือโปรคนดัง เข้ามาบริหารกระทรวงเศรษฐกิจสำคัญ โดยให้อิสระเต็มที่
แต่ด้วยปัจจัยทางทรัพยากรที่ร่อยหรอ เทียบไม่ได้กับระดับความใหญ่โตของปัญหา ที่สุด เทคโนแครตมือโปรก็ทำอะไรไม่ได้มาก
เข้าสู่เดือนที่ 4 ของการที่รัฐบาลมีอำนาจอย่างเป็นทางการ ภาพรวมจึงยังไม่เห็นผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน ซ้ำร้ายยังเต็มไปด้วยปัญหาเชิงลบผุดขึ้นเป็นรายสัปดาห์ ต่อเนื่อง
ตั้งแต่ปัญหารุกที่เขากระโดง วันนี้มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นตัวละครหลักและผู้เปิดเกมรุกทางกฎหมายอย่างดุเดือด เดินสายยื่นหนังสือเอาผิดข้าราชการและรัฐมนตรี ล่าสุดก็เปิดฉากท้าชนกลุ่มอำนาจถึงในพื้นที่
ต่อด้วยปัญหาทุจริตสอบท้องถิ่นครั้งใหญ่ที่สุด พบขบวนการแก้ไขกระดาษคำตอบและใส่คะแนนใหม่ มีผู้ทุจริตชัดเจน 5,925 คน มูลค่าความเสียหายหลักหมื่นล้านบาท ก่อให้เกิดคำถามถึงอิทธิพลทางการเมืองเบื้องหลัง ไม่รู้ว่าจะมีการเอาผิดไปจนถึงบิ๊กบอสหรือไม่?
ขณะเรื่องขบวนการโกงฮั้ว ส.ว. ยิ่งนานวันยิ่งเข้มข้น โค้งสุดท้ายก่อนที่ กกต.จะมีมติส่งหรือไม่ส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ยิ่งได้เห็นการเปิดโปงหลักฐาน วิธีการทำงาน เส้นทางการเงิน และพยานบุคคลมากขึ้น ตรงกันข้ามกับตรรกะของวุฒิสภาที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ยิ่งนานวันเหตุผลในการชี้แจงยิ่งลดคุณภาพมากขึ้นทุกที
ล่าสุด ถอยหลังพิงไว้กับตรรกะ การโหวตหรือการลงคะแนนซ้ำกันจำนวนมาก แม้มีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยจนแทบเป็นไม่ได้ในทางคณิตศาสตร์ แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้!
ขณะที่คดีฉาวก่อนหน้านี้ก็ต้องไม่ลืมคดีขบวนการพ่อทิพย์ชาวไทย รับจ้างจากนายทุนจีนเทาจำนวนมากสวมสิทธิ์ให้ลูกชาวจีนได้สิทธิ์พลเมืองไทย มีเจ้าหน้าที่รัฐและโรงพยาบาลเอกชนร่วมมือกันเป็นขบวนการ ทำกันมาแล้วมากกว่าสิบปี เสียหายต่อความมั่นคงระดับสูง
โดยที่ขบวนการจีนเทาเอง ยิ่งนานวันก็ยังลงหลักปักฐานสร้างปัญหาอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นการกลับมาของขบวนการศูนย์เหรียญ ล่าสุดก็ร่วมกับบุคคลสำคัญวงการศึกษาไทย ตั้งสถาบันการศึกษา หลอกลวงนักศึกษาจีนเข้ามาเรียน
หรือจะเป็นกรณี พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้านมาทำนโยบายแจกเงินไทยช่วยไทยพลัส โดยสอดไส้ 2 แสนล้านไว้ปฏิรูปพลังงาน มีข้อมูลหลุดว่ามีการส่งแค็ตตาล็อกโครงการให้ท้องถิ่นเตรียมเสนอทำโครงการไว้เรียบร้อย
ยังมีโครงการแจกเอไอฟรี ที่ส่อเค้าขัดกันของผลประโยชน์ แม้ ส.ส.ฝ่ายค้านทั้งพรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ร่วมมือกับกลุ่มเนิร์ดไอที จะตามกัดเรื่องนี้ไม่ปล่อย แต่ก็ดูเหมือนท้ายที่สุด รัฐบาลคงจะหาช่องทางทำให้สำเร็จ ท่ามกลางเสียงคัดค้านของสังคม
ล่าสุด ยังมีกรณีงบกลาง 6.5 พันล้านแก้ภัยแล้ง แต่โครงการต่างๆ เกือบ 60% กลับไปกระจุกอยู่กับพื้นที่ของนักการเมืองสีหนึ่งอย่างมากราวกับตั้งใจจะแจกรางวัลผู้รับเหมา สร้างความประหลาดใจแก่ผู้พบเห็นอย่างยิ่ง
ยังไม่นับปมฉาวสัปดาห์นี้กรณีข้อมูลหลุดทั้งจากกรมการขนส่งทางบก, ทะเบียนราษฎร์ของมหาดไทย, ชุดข้อมูลสุขภาพของผู้ได้รับสิทธิ์บัตรทองและประกันสังคม หลุดออกไปในตลาดมือ ข้อมูลคนไทยทุกคนวันนี้ตกอยู่ในมือมิจฉาชีพเป็นที่เรียบร้อย โดยมีราคาซื้อขายถูกแสนถูก และรัฐบาลก็ไม่สามารถปกป้องประชาชนได้
ระหว่างที่ปัญหาความเละเทะผุดขึ้นเป็นรายสัปดาห์กระทั่งรายวัน เสถียรภาพภายในของรัฐบาล นับวันก็ยิ่งปรากฏร่องรอยของปัญหาเด่นชัดขึ้น
ตั้งแต่ปัญหารอยร้าว “นนพ” (เนวิน-อนุทิน-พิพัฒน์ รัชกิจประการ) ที่เกิดความขัดแย้งจากทีมงานและเครือข่าย จัดสรรอำนาจไม่ลงตัว ในแวดวงราชการส่วนกลางและภูมิภาค ลามมาจนกระทั่งตำแหน่งโควต้ารัฐมนตรีในรัฐบาล ปัญหารัฐมนตรีลูกเทพ การจัดสรรเก้าอี้ให้คนรุ่นใหม่ในพรรค จนมองข้ามนักการเมืองระดับกลางของพรรคที่ร่วมหัวจมท้ายมากับพรรคตั้งแต่เริ่ม
เป็นร่องรอยกลิ่นความไม่พอใจที่เริ่มเกิดขึ้นและจะทยอยสะสมมากขึ้นจากนี้ ซึ่งก็อาจจะเป็นหนึ่งในระเบิดเวลาอนาคตรัฐบาลก็เป็นไปได้
ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยจากตัวรัฐบาลเอง ไม่ว่าจะเป็นจากปัจจัยทางการเมืองเศรษฐกิจภายนอก การที่รัฐบาลไม่สามารถสร้างผลงานให้ประชาชนรับรู้หรือรู้สึกได้ นั่นคือปัญหาที่ใหญ่ที่สุด
ดูจากผลสำรวจความนิยมของรัฐบาลและนายกฯ ไตรมาสแรกจากนิด้าโพล นั่นคือตัวอย่างรูปธรรม ว่าความนิยมของรัฐบาลร่วงลงเร็วแค่ไหน
ณ เวลานี้สุภาษิตไทยที่ว่า “รักยาวให้บั่น รักสั้นให้ต่อ” จึงน่าจะมีประโยชน์
หาก “รักจะอยู่ยาว” กว่านี้ ก็มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องแสดงความกล้าหาญ เอาใจเขามาใส่ในเรา แสดงหาการยินยอมยอมรับจากการทำงานและแก้ปัญหาประเทศให้ถูกจุด เปิดกว้าง และเป็นธรรม
แต่ถ้า “รักสั้น” ก็จงทำแบบเดิมต่อไป
ซึ่งหากปัญหาประเทศไม่ถูกแก้ไข ผู้มีอำนาจในปัจจุบันจะทำอะไรก็จะดูขวางหูขวางตาประชาชนไปเสียหมด
เรื่องนุ่งกางเกงสั้น ดราม่าความไม่พอใจต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา จึงเป็นเพียงสัญญาณเตือนรัฐบาลเฉยๆ
