bg-single

‘เขียว’ เหนี่ยวบุญ หนุน ‘น้ำเงิน’

25.09.2026

ในประเทศ

กลายเป็นว่า…หลังคำวินิจฉัยของ กกต.กรณีฮั้วโกงเลือก ส.ว.ปรากฏต่อสังคม

คนหรือกลุ่มคนที่รับไม่ได้ต่อการวินิจฉัย รับไม่ได้ต่อการให้เหตุผลตามดุลพินิจของ กกต. และออกมา “มีแอ๊กชั่น” มากที่สุดรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา กลายเป็นกลุ่มอนุรักษนิยม

กลุ่มอนุรักษนิยมที่ครั้งหนึ่งเคยส่งเสียงเชียร์รัฐบาลอนุทิน 1 ก่อสงครามกับกัมพูชา

กลุ่มอนุรักษนิยมที่ครั้งหนึ่งเป็นผู้ร่วมสร้างรากฐานหนุนการเติบโตของระบอบสีน้ำเงินในบางมิติ

ไม่ว่าจะเป็นอนุรักษนิยมสายวิชาการ อนุรักษนิยมสายหลักการ หรือนักอนุรักษนิยมเชิงศีลธรรมการเมือง ต่างพากันตบเท้าแสดงตัวยืนตรงข้ามระบอบสีน้ำเงินโดยพร้อมเพรียงแล้วในวันนี้

โดยมีคดีโกงเลือกฮั้ว ส.ว.เป็นฟางเส้นสุดท้าย

ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ภาพลักษณ์ด้านลบของผู้มีอำนาจก็ปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน ปัญหาต่างชาติสีเทา ปัญหาทุจริตสอบราชการครั้งใหญ่ ปัญหาการโยกย้ายข้าราชการ การออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน โครงการแจกเอไอฟรีส่อไม่โปร่งใส กรณีเขากระโดง กรณีซุกหุ้นปกปิดแจงบัญชีทรัพย์สิน ปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจปากท้อง

ถามว่าภาพลักษณ์ย่ำแย่ขนาดไหน ตัวอย่างล่าสุดก็คือคดีโกงเลือก ส.ว.ที่ระดับ “ราชบัณฑิตยสภา” ที่ปกติทำหน้าที่วิจัย ค้นคว้า และเผยแพร่ความรู้ศาสตร์สาขาต่างๆ วันนี้ต้องมาเปิดเวทีเสวนาชำแหละคดีฮั้ว ส.ว.

ผู้เข้าร่วมวิจารณ์ก็มีตั้งแต่จรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ, วัส ติงสมิตร อดีตประธาน กสม. และอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา, วิชา มหาคุณ อดีต ป.ป.ช. และสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ชุดปัจจุบัน

นั่นคือรูปธรรมตัวอย่างปัญหาใหม่ว่าระบอบสีน้ำเงินวันนี้ดูเหมือนจะไม่มีฐานการเมืองหลงเหลือแล้ว จะมีปักหลักอยู่ก็แค่คนในเครือข่าย ส่วนใหญ่ก็เป็นนักการเมืองและปัญญาชนใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวอาจมิได้ส่งผลต่อความเข้มแข็งเสถียรภาพของระบอบน้ำเงินเท่าใดนัก

สีน้ำเงินวันนี้ยังคงเข้มแข็ง

1. องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ

วันนี้กลายสภาพเป็นฐานอำนาจสำคัญของการเมืองระบอบสีน้ำเงินอย่างสมบูรณ์ (เช่นเดียวกับที่เคยเป็นกำลังสำคัญให้กับระบอบการเมืองยุคทหารนำ)

จะมียกเว้นบ้างเล็กน้อยก็แค่ศาลยุติธรรม แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา เพราะคดีต่างๆ ที่ต้องขึ้นสู่ศาลยุติธรรม รัฐธรรมนูญก็เขียนให้คนที่จะยื่นคำร้องได้ต้องผ่านการพิจารณาขององค์กรอิสระก่อน

นั่นแปลว่านิติสงครามไม่สามารถทำอะไรการเมืองระบอบสีน้ำเงินได้

กลับกัน ระบอบสีน้ำเงินต่างหากที่สามารถใช้นิติสงครามเป็นเครื่องมือการเมือง ทั้งเปิดเกมรุก ทั้งตั้งเกมรับได้ตามอำเภอใจ

ไม่แปลกถ้าจะมีคนแซวว่า ความหวังเรื่องการตัดสินเรื่องบัตรเลือกตั้งคดีบาร์โค้ดเพื่อเซ็ตซีโร่การเลือกตั้ง ไปจนถึงหนทางการร้อง ป.ป.ช.เพื่อเอาผิดจากการปฏิบัติหน้าที่มิชอบของผู้เกี่ยวข้องในคดีฮั้ว ส.ว. น่าจะเป็นเรื่องเสียเวลาเปล่า

เอาเวลาไปเชียร์กีฬาเอเชี่ยนเกมส์ยังได้ลุ้นมากกว่า

2.กองทัพที่เคยเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลพลเรือนมาตั้งแต่สมัยไทยรักไทย ต่อเนื่องจนถึงพรรคเพื่อไทย กระทั่งทำการรัฐประหารมาแล้ว 2 ครั้ง รอบนี้เปลี่ยนไป

ฝ่ายความมั่นคงทั้งทหารและตำรวจวันนี้เปิดหน้ายืนอย่างมั่นคงกับผู้มีอำนาจฝั่งสีน้ำเงิน ด้วยความที่ระบอบสีน้ำเงินเอาอกเอาใจทหารมาก ส่วนทหารเองก็แยกตัวออกจากการเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับประชาชนไปแล้วนับตั้งแต่การปะทะกับกัมพูชา

กองทัพมีอิสระในการใช้อำนาจอย่างมากภายใต้ระบอบการเมืองสีน้ำเงิน อยากช็อปปิ้งอาวุธแบบใด สีน้ำเงินก็อนุมัติหมด เพราะระบอบสีน้ำเงินเองก็ต้องพึ่งพาอาศัยประเด็นชาตินิยมของกองทัพในการดำรงสถานะนำทางการเมืองเช่นกัน

กองทัพยุคนี้จึงต่างกับกองทัพในความสัมพันธ์กับรัฐบาลพลเรือนในอดีต

เพราะรัฐบาลปัจจุบันปกป้องผลประโยชน์ของกองทัพได้ดีอยู่แล้วนั่นเอง

3. การเมืองในรัฐสภา

เสียงของรัฐบาลยังเข้มแข็ง คลื่นใต้น้ำสีน้ำเงินถูกควบคุมได้อย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่พรรคร่วมรัฐบาลพรรคหลักคือเพื่อไทย ก็ดำรงอยู่แบบไม่กล้าหืออือ

ขนาดเรื่องโกงฮั้ว ส.ว.ซึ่งฝ่ายสีแดงเป็นคนเปิดเกมรุกตรวจสอบเอาผิดสีน้ำเงิน วันนี้ยังไม่กล้าสานต่อ เพราะรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในสถานะไม่มั่นคง

ผู้นำจิตวิญญาณค่ายสีแดงยังมีคดี 112, ยังมีกรณีภาษีหมื่นล้านคืนรัฐค้างอยู่ ส่วนบุตรสาวของผู้นำจิตวิญญาณก็ยังมีคดีค้างอยู่ในชั้น ป.ป.ช. สมัยดำรงตำแหน่งนายกฯ ยังไม่นับ น้องสาวของผู้นำจิตวิญญาณค่ายสีแดงที่ยังคงลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ

นั่นคือเหตุผลหลักว่าทำไมค่ายสีแดงไม่กล้าทำอะไรขัดใจระบอบสีน้ำเงินมากนัก

ขนาดโดนหักดิบปัดตกร่าง พ.ร.บ.THACCA นโยบายเรือธงของพรรค ก็ยังไม่แสดงอาการเดือดร้อนหรือแสดงความพยายามต่อรองรัฐบาลแม้แต่น้อย ที่ทำได้มากที่สุดวันนี้ก็เพียงปลุกกระแส “เติมเชน” และเสิร์ฟนโยบายเอาใจชนชั้นกลาง เช่น กรณีไล่ที่อุเทนถวาย เป็นต้น และที่ทำได้ดีคือการต่อสู้ทางการเมืองกับค่ายสีส้ม ให้สีน้ำเงินเห็นว่าเป็นศัตรูร่วมกันของพรรครัฐบาล

4. ค่ายสีเขียวส่งสัญญาณขอร่วมรัฐบาล

จากตอนแรกที่ยังกั๊กท่าทีเป็นพรรคฝ่ายค้านครึ่งบกครึ่งน้ำ ครั้งโหวตนายกฯ หรือตอนรัฐบาลสีน้ำเงินออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านก็งดออกเสียง

แต่สัญญาณล่าสุดของค่ายสีเขียวคือยอมจำนนขอร่วมรัฐบาล โดยยกมือทั้ง 58 เสียงโหวตให้ พ.ร.บ.งบปี 2570 ของรัฐบาล

การยกมือให้รัฐบาลเท่ากับถีบตัวเองออกจากฝ่ายค้านโดยปริยาย ชัดเจนแล้วว่าพรรคสีเขียวออกตัวขอเป็น “พรรคฝ่ายคอย” ในสภาฯ ไม่ใช่ฝ่ายค้านอีกแล้ว

ที่จริง ท่าทีค่ายสีเขียวที่โน้มเอียงเข้าหารัฐบาลชัดเจนตั้งแต่การแถลงผลวินิจฉัยคดีโกงฮั้ว ส.ว.นั่นเอง เพราะ 3 พยานที่กลับคำให้การ จนเป็นเหตุให้ประธาน กกต.ใช้อ้างถึงในหลายครั้ง และเป็นปัจจัยให้กกต.เสียงข้างมากอ้างอิงไม่เอาผิดคณะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด

จึงเป็นไปได้ว่านี่อาจเป็นการขยับเพื่อเตรียมตอบแทนบุญคุณ

มากกว่านั้น ยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้เสถียรภาพรัฐบาลในทางการเมือง

เพราะการดึงสีเขียวมาร่วมรัฐบาล ในแง่หนึ่งก็เป็นการสร้างการต่อรองทางการเมือง โดยให้สีเขียวกับค่ายสีแดงมาอยู่ฝ่ายเดียวกัน สร้างภาวะอิหลักอิเหลื่อจนเกิดการขบเบียดกันทางอำนาจ เพื่อไม่ให้สีใดสีหนึ่งสะสมฐานกำลังจนขึ้นมาเป็นคู่แข่งในอนาคต

การดึงสีเขียวเข้ามาอยู่ในวงจรอำนาจชัดเจนยังเป็นการกดดันทางการเมืองต่อพรรคเพื่อไทยทางอ้อม ว่ารัฐบาลสีน้ำเงินสามารถอยู่รอดได้ต่อให้ไม่มีเพื่อไทย ดังนั้น เพื่อไทยก็ควรควบคุมสมาชิกที่เริ่มเอ่ยปากวิจารณ์ระบอบสีน้ำเงินให้ดี

เช่นเดียวกับค่ายสีเขียว หากในอนาคตเกิดมีการต่อรองทางการเมืองมากขึ้นจนเกินควบคุม ค่ายสีน้ำเงินก็พร้อมแสดงให้เห็นว่าพร้อมขับสีเขียวออกได้ทุกเมื่อที่ต้องการ โดยเสียงหนุนไม่เสียหายแต่อย่างใด

การดึงสีเขียวเข้าร่วมรัฐบาล ให้สีเขียวและสีแดงอยู่ร่วมรัฐบาล จึงมีแต่ได้กับได้ในทางการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาลสีน้ำเงิน

สีน้ำเงินสามารถคุมเกมได้ในฐานะที่อำนาจต่อรองมากสุด จะเลือกให้ใครแข็งแกร่งเติบโต หรือจะเลือกตัดกำลังให้อ่อนแอช่วงก่อนเลือกตั้งก็ย่อมทำได้

แต่ผลกระทบด้านลบก็มี การดึงสีเขียวเข้าร่วมรัฐบาลก็ไม่ได้ง่าย เพราะเสียงรัฐบาลในสภาก็มากเกินพอแล้ว ใน ครม.เอง กลุ่มบ้านใหญ่ต่างๆ ก็ต่อคิวเป็นรัฐมนตรีจนแทบจะไม่พออยู่แล้ว

ดูจากการขยับท่าทีของแกนนำนักการเมืองค่ายสีน้ำเงินให้สัมภาษณ์ราวกับกำลังช่วย “ตีกัน” ไม่ให้สีเขียวเข้าร่วมรัฐบาล

จะมีก็แต่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ได้แอบมอบนาฬิกาสลักชื่อตัวเองให้ “ผู้กองธรรมนัส พรหมเผ่า” แกนนำพรรคกล้าธรรม ใส่อวดสื่อมวลชนจนเป็นข่าวดัง

การขยับของค่ายสีเขียวรอบนี้จึงเป็นปัจจัยเสริมความแข็งแกร่งทางการเมืองให้รัฐบาลอย่างมาก ทำให้ “แต้มบุญการเมือง” ของรัฐบาลพุ่งสูงขึ้น สูงเหมือนที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ตระเวนเที่ยวทำบุญตามวัดต่างๆ ทั้งใต้และเหนือ รวมถึงลงยันต์เพื่อเป็นสิริมงคลที่วัดดังใน จ.พิษณุโลก

การรอดคดีฮั้ว ส.ว.ยิ่งทำให้แกนนำค่ายสีน้ำเงินคึกคักไปใหญ่

“แต้มบุญการเมืองในระบบ” สูงปรี๊ด ตรงกันข้ามกับ “แต้มบุญการเมืองภาคประชาชน” ที่ลดต่ำลงชนิดดิ่งเหว

ระบอบสีน้ำเงินกำลังเจอความท้าทายใหม่ คือเป็นโครงสร้างอำนาจที่รากฐานถูกเซาะกร่อนลงไปทุกวัน กลุ่มอนุรักษนิยมบางกลุ่มเริ่มถอยห่าง

และเริ่มอยู่ได้ด้วยการใช้ “อำนาจการเมือง” เป็นหลัก

มากกว่าการพึ่งพา “ความชอบธรรมและการยอมรับจากประชาชน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สหประชาชาติบนความไม่แน่นอน
เปิดเกม ‘น้ำเงิน’ เอาคืน กกต.ลุยสอบ ‘3 สำนวน’ คดีฮั้ว ส.ว. เป้าเชือด ‘กลุ่มส้ม-วุฒิอิสระ’?
‘ทรัมป์’ กับ ‘สิทธิเสรีภาพสื่อ’ เอฟเฟ็กต์แบนนักข่าวทำเนียบขาว
No Justice, No Humanity = No Peace
E-DUANG |   เลือกตั้ง บอร์ด ประกันสังคม จุดเลี้ยว จุดตัด และเส้นแบ่ง
ตามรอยเลือด…ก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
‘เขียว’ เหนี่ยวบุญ หนุน ‘น้ำเงิน’
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน โกหน่อง
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
ห้วงเวลาที่ ‘มืดมิด’ | ปราปต์ บุนปาน
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์