ในประเทศ
สัปดาห์นี้รัฐบาลกำลังเจองานหนัก …
ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group) ประจำปี 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
เป็นงานระดับโลก ผู้เข้าร่วมงานผู้แทนจากต่างประเทศมางานนี้รวมกว่า 2 หมื่นคน
ก็ดี ที่ประเทศไทยได้มีโอกาสโชว์ศักยภาพการจัดงาน โดยเป็นการกลับมาเป็นเจ้าภาพครั้งที่ 2 ของประเทศไทยในรอบ 35 ปี (หลังจากเคยจัดครั้งแรกในปี 2534)
แต่ในเรื่องดีก็มีเรื่องให้น่าเสียดาย ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกหดหู่ ในความแตกต่าง
เพราะการจัดงานนี้ครั้งแรก บริบทตอนนั้นอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไทยพุ่งเกือบ 10% มีอุตสาหกรรมระดับโลกต่อคิวเข้ามาลงทุนในประเทศ
วันนั้นเป็นยุครัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ เร่งปูทางสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ พัฒนาการผลิตใหม่ๆ ตามสโลแกน “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า”
ต่อให้หลังจากนั้นไม่นานคือในปี 2540 ประเทศไทยจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่ส่วนใหญ่ก็ยังกระทบกับระดับ “ผู้ประกอบการ-นักลงทุน” มากกว่าชาวบ้านทั่วไป ที่ยังพอลืมตาอ้าปากได้ต่อ
ผิดกับปัจจุบัน ล่าสุด “ไอเอ็มเอฟ” เพิ่งประกาศในสัปดาห์นี้ ประเมินอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2569 ว่าจะโตแค่ราว 2.% เท่านั้น
35 ปีผ่านไป อัตราการเติบโตลดลง 5 เท่าตัว นี่แหละสาเหตุของความหดหู่
ยังตามมาพร้อมกับปัญหาหนี้สาธารณะพุ่งสุดสุดในประวัติศาสตร์, หนี้การคลังภาครัฐจ่อทะลุเพดาน, หนี้ครัวเรือนของประเทศพุ่งชนเพดาน ทั้งหมดไม่มีวี่แววแนวโน้มจะลดลง
อุตสาหกรรมที่เคยเป็น “เดอะแบก” ของประเทศถูกดิสรัปต์อย่างหนัก ไทยตกขบวนเทรนด์อุตสาหกรรมโลก ที่ดึงเข้ามาได้ก็เพียงทุนสีเทาฉาบฉวย หวังผลประโยชน์ระยะสั้นมากกว่าจะร่วมกันพัฒนาและเติบโต
เราเจอทั้งวิกฤตเศรษฐกิจ วิกฤตราคาพลังงาน งบประมาณภาครัฐก็ใกล้ถังแตก หมุนเงินแทบไม่ทัน รัฐบาลทุกชุดกู้เงินมาใช้จนมือเติบ ให้ความสำคัญกับการหาช่องขยายเพดานการกู้ มากกว่าวิธีการหาเงินเข้าประเทศ วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์โลกรุมล้อม
รัฐบาลไทยช่วงปีที่ผ่านมา ดำเนินนโยบาย “เปลี่ยนสนามการค้าเป็นสนามรบ” ให้ความสำคัญกับกระแสชาตินิยมทางการเมือง มากกว่าการได้เปรียบดุลการค้า
วิกฤตรอบนี้ คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือประชาชนคนทั่วไป-ชาวบ้านหาเช้ากินค่ำ
หลังจบจากงานประชุม “ไอเอ็มเอฟ-เวิลด์แบงก์” รัฐบาลก็จะได้กลับมาเจอกับ “ปัญหาที่แท้จริงที่รอรัฐบาลอยู่”
เริ่มจากศึกหนักทางการเมืองแรกที่ต้องเจอและไม่สามารถหลีกหนีได้พ้นก็คือ “การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลรายบุคคล” นับเป็นศึกซักฟอกครั้งแรกของรัฐบาลนี้ที่จะเริ่มฉายปัญหาประเทศ และปัญหาของประชาชนอย่างเป็นระบบ
หากนับการมีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศ รัฐบาลนี้ดำรงตำแหน่งมาเข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว ก็ยังถูกตั้งคำถามในเรื่องผลงานตามนโยบายที่หาเสียง
ในทางเศรษฐกิจ ประชาชนจำนวนมากยังไม่รู้สึกว่ารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ คนยังไม่เห็นนโยบายเศรษฐกิจเรือธงของรัฐบาล
นโยบายไทยช่วยไทยพลัส ทำให้คนมีเงินในกระเป๋าขึ้นมาเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่สร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจได้มากเท่าที่ควร ยังมิต้องพูดว่านโยบายนี้ใช้วิธีออก พ.ร.ก.กู้เงินในอนาคตมาใช้ เป็นภาระให้รัฐบาลต้องชดใช้หนี้คืนอีก
ในทางสังคม เราเห็นปัญหาอาชญากรรมรายวัน ยาเสพติดราคาถูก ปัญหาความรุนแรงจากอาวุธปืนที่คนเข้าถึงง่าย ความเหลื่อมล้ำทางสังคมสูงขึ้นเรื่อยๆ ปัญหาโอกาสทางการศึกษานับวันยิ่งเห็นชัด กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษาขาดสภาพคล่อง นโยบายบัตรทองฯ ก็ใกล้วิกฤต
ในทางการเมืองเรายังจมอยู่กับปัญหา “การแช่นิ่งประชาธิปไตย” การแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ไม่สามารถเดินหน้าได้ แม้จะผ่านประชามติมาถล่มทลาย เพราะระบอบสีน้ำเงินวางกลไกดักทางเพื่อร่างรัฐธรรมนูญสีน้ำเงินหวังกินรวบโครงสร้างอำนาจ
ปัญหาการเมืองประเด็นก้าวหน้าต่างๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เช่น การเลือกปฏิบัตินิรโทษกรรมทางการเมือง
ปัญหาการทุจริต-ความไม่โปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน “ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด”
ตั้งแต่ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน, โครงการ TH-Ai passport, พ.ร.ก.กู้ 4 แสนล้าน, วิกฤตทุนต่างชาติ-ทุนจีนสีเทาครอบงำประเทศ, มหากาพย์โกงสอบราชการครั้งใหญ่, คดีโกงฮั้วเลือก ส.ว.ของเครือข่ายนักการเมือง, ข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง, การปกปิดบัญชีทรัพย์สินของอดีตแกนนำพรรครัฐบาล, ปัญหาการแทรกแซงแต่งตั้งโยกย้ายราชการ, ความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตน้ำท่วมเดือนที่ผ่านมา, ปัญหาระบอบน้ำเงินครอบงำองค์กรอิสระ, ปัญหาสแกมเมอร์
จากวิกฤตที่รุมล้อมประเทศขณะนี้ เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ยื่นอภิปรายมีหรือฝ่ายค้านจะปล่อยให้หลุดมือไป
รอบนี้ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายพุ่งเป้า 18 รัฐมนตรีภูมิใจไทยเน้นๆ มีผู้ร่วมลงชื่อ 145 คน (ยกเว้นพรรคกล้าธรรม) มีความยาวญัตติถึง 7 หน้า โดยไม่ขออภิปรายรัฐมนตรีของเพื่อไทยแม้แต่คนเดียว
อีกประเด็นที่น่าสนใจในศึกอภิปรายรอบนี้คือ ครั้งนี้เป็นการจับมือกันอย่างเป็นระบบในการทำงานของค่ายสีส้มและค่ายสีฟ้า
พรรคส้มที่สร้างชื่อเสียงมายาวนานตั้งแต่อนาคตใหม่จนถึงก้าวไกลในฐานะที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งรอบนี้เก็บความโกรธมาเต็มกระบุง จากความรู้สึกถูกสีน้ำเงินหักหลัง ตามมาด้วยการเยาะเย้ยถากถาง กระทั่งเอาชนะเลือกตั้งถล่มทลาย เขี่ยทีมส้มกระเด็นไปเป็นฝ่ายค้าน
ศึกอภิปรายรอบนี้จึงเป็นศึกแรก ที่พรรคส้มได้จับอาวุธสู้อย่างเต็มระบบ
ส่วนค่ายสีฟ้าในฐานะฐานอำนาจอนุรักษนิยมเดิมที่ผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว แม้ ส.ส.น้อย แต่เสียงดัง ที่ผ่านมาก็ใช้ความเก๋าเกมในงานสภามาช่วยฝ่ายค้านหลายรอบ
การชำแหละคดีฮั้ว ส.ว.ก็ได้เห็น อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นเวทีคู่กับ ไอติม-พริษฐ์ วัชระสินธุ หรือเท้ง-ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน หรือล่าสุด งานเสวนาสื่อดัง อภิสิทธิ์ก็เพิ่งควง ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นพูดสปีชเรื่องอนาคตประเทศไทยมาแล้ว
อาจจะใช้เกมโต้วาทีข่มทีเล่นทีจริงกับค่ายส้มบ้างตามสไตล์ แต่ภาพรวมทั้งค่ายสีฟ้าและสีส้ม ก็มุ่งไปในทางเดียวกันคือล้มสีน้ำเงิน
ค่ายสีฟ้าตั้งธงคือสู้ระบอบน้ำเงิน ให้เห็นว่าค่ายสีน้ำเงินคือ “อนุรักษนิยมปลอม” เพื่อชิงธงนำอนุรักษนิยมคืน
ขณะที่ค่ายสีส้มก็ตั้งเป้าล้มระบอบน้ำเงิน ล้างมรดกรัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารเพื่อหวังปักธงเสรีนิยมประชาธิปไตยให้กับประเทศ
แม้เป้าหมายปลายทางของทั้งสองค่ายอาจจะมีความเหลื่อมทับกันบ้าง แต่ในระยะสั้น-ระยะกลาง ความหวังของทั้งสองค่ายคล้ายจะตรงกัน
ศึกซักฟอกรอบนี้ อาจจะได้เห็นปรากฏการณ์ฝ่ายค้านรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ แท็กทีมกันได้อย่างแนบแน่นดีที่สุด ในบริบทที่รัฐบาลเองก็ไม่มีผลงานปรากฏ แต่วิกฤตจากการบริหารประเทศเกิดขึ้นทุกหัวระแหง
ค่ายสีฟ้าได้ความเก๋าเกมในสภา ทันเกมบ้านใหญ่ ส่วนค่ายสีส้มได้ความขยัน เอาจริงเอาจริง และความสามารถในการสื่อสารจับกระแส
ทั้งเกมการเมืองในสภา ทั้งเกมช่วงชิงพื้นที่ทางการสื่อสารจากศึกอภิปรายรอบนี้จึงอาจจะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึก “บันเทิงธิปไตย” กับฝั่งรัฐบาลมากเท่าใดนัก
แม้รัฐบาลสีน้ำเงินจะมี “ความแข็งแกร่งทางการเมือง” ระดับสูง เสียงในสภาล่างและสภาบนก็เหนียวแน่น องค์กรอิสระก็เป็นใจ แต่ “พื้นที่ความชอบธรรมทางการเมืองจากประชาชน” กลับกำลังลดฮวบดิ่งลงเหว
เอาแค่เดือนที่ผ่านมารัฐบาลก็เจอเรื่องให้คนด่าอย่างต่ำก็ 3 เรื่องแล้ว
ตั้งแต่ผลวินิจฉัยคดีฮั้วเลือก ส.ว. ตามมาด้วยผลวินิจฉัยคดีบัตรเลือกตั้งบาร์โค้ด และล่าสุดคือ ความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำท่วม
เรียกว่า “รัฐบาลนี้มีแผลสด” เกิดขึ้นแล้วหลายแผล
ศึกซักฟอกรอบนี้เปรียบเสมือนการตอกย้ำซ้ำรอยแผลเดิมให้ รักษาหายยาก-เจ็บหนักเข้าไปอีก
หนักขนาดนี้ เอาอะไรมาบันเทิง…
