
ถึงวันนี้ ไม่รู้คุณสมศักดิ์ เทพสุทิน ยังจะพูดอยู่ไหมว่า
“รัฐธรรมนูญนี้ดีไซน์มาเพื่อพวกเรา”
เพราะรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้มีบัตรเลือกตั้งใบเดียว
และเปิดทางให้ “การคำนวณ-การวินิจฉัย” ของเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน (ซึ่งคนส่วนใหญ่เห็นว่าไม่ตรงไปตรงมา ไม่เที่ยงธรรม)
มีค่าเท่ากับคนเลือกตั้งหลายสิบล้านเสียง
ดันผ่าทำให้เกิดสภาพ “เสียงแตก” ในสภา (อย่างที่รัฐธรรมนูญต้องการนั่นแหละ)
ไม่มีพรรคไหนจะเป็นพรรคใหญ่จริง (ภายใต้การเลือกตั้งครั้งแรกที่ยังไม่มีความคุ้นชิน-คาดเดาปฏิกิริยาผู้ลงคะแนนเสียงได้ชัดเจน)
พรรคที่ถือดุลอำนาจในการตั้งหรือล้มรัฐบาล กลายเป็นพรรคขนาดกลาง ขนาดเล็ก
นี่คือภาพการเมืองที่ผู้รู้-นักวิชาการ พยากรณ์มาตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง
แล้วก็จริงตามนั้น
วันนี้ดุลอำนาจในการตั้งรัฐบาล อยู่ในมือประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย และชาติไทยพัฒนา (ที่แม้จะมีแค่ 10 เสียง-แนบชิดกับทหารมาแต่ก่อนเลือกตั้ง แต่ขึ้นชื่อว่าการเมืองแล้ว ผลประโยชน์มาก่อน ความสัมพันธ์ตามหลังเสมอ)
ประชาธิปัตย์ขยับก่อน ได้ประธานสภาไปแล้ว
แต่เมื่อศึกในยังไม่จบ และราคาที่เรียกไป (ทั้งเก้าอี้และนโยบายอื่นๆ ยังไม่ได้รับการตอบสนองเต็มร้อย)
อาการ “เขี้ยว” ก็ปรากฎ
การเลื่อนการลงมติพรรคว่าจะเข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ส่งให้เกิดผลกระเพื่อมตามมาทันที
ภูมิใจไทย ที่ว่ากันว่า “สมใจ” ไปแล้วทุกเงื่อนไข
ทั้งคมนาคม สาธารณสุข ท่องเที่ยว-กีฬา ก็เกิดอาการ “ดุ๊กดิ๊ก” ขึ้นมาได้
บอกว่าถ้าประชาธิปัตย์ไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้รัฐบาลมีเสียงไม่ถึงครึ่งสภาผู้แทนฯ 250 คน
ภูมิใจไทยก็ต้องคิดใหม่ว่าจะร่วมรัฐบาลไหม
ต้องไปงัดไม้ตาย เลือกนายกฯ ก่อนตั้ง ครม.มาใช้
ใช้แล้วก็ไม่รู้จะได้ผลกี่มากน้อย
มาตรการตอบโต้ของพลังประชารัฐก่อนหน้า ที่ยังพยายามแสดงความ “เหนือกว่า”
ด้วยการประกาศว่าจะตรวจสอบรายชื่อรัฐมนตรีเองทุกตำแหน่งของว่าที่นายกรัฐมนตรี
(ทั้งที่เป็นเรื่องซึ่งหัวหน้ารัฐบาลผสมทั่วไปเขาทำอยู่แล้ว โดยไม่ต้องประกาศเปรี้ยงปร้างเป็นการ “ข่ม” คนอื่นหรือพรรคอื่นให้ “เสียหน้า” ต่อสาธารณชน คือถ้าไม่เอาคนไหน เขาก็ขีดชื่อทิ้งไปเงียบๆ ให้ไปเสนอมาใหม่)
หรือการที่ผู้อำนวยการพรรคออกมา “ขู่” ว่าพร้อมจะตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย
แล้วยุบสภา
หากพรรคที่ไปเชิญมาร่วมรัฐบาลทั้งหลาย “เล่นตัว” จนเกินงาม
หรือจนตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากไม่ได้
ผลการต่อรองของฝ่าย “น้ำขึ้นให้รีบตัก”
กับฝ่ายที่ยังเชื่อว่ามีอำนาจปืน อำนาจทุน และอำนาจอื่นหนุนหลัง อย่างไรเสียก็ได้เปรียบอยู่วันยังค่ำ
จะออกมารูปไหน
– ได้รัฐบาลง่อนแง่น (จะด้วยการต่อรองอย่างถึงที่สุด หรือการใช้อำนาจบีบคอ แบบ รสช.เอาปืนจี้นักการเมืองให้หนุนบิ๊กสุเป็นนายกฯ หลังเลือกตั้ง 2535/1 ที่โรงแรมอมารี ดอนเมือง)
– หรือตกลงกันไม่ได้ จนต้องใช้ไม้ตายที่ไม่อยากใช้
คือตั้งนายกฯ แล้วยุบสภา
แล้วไปวัดกันในเลือกตั้งใหม่ (ซึ่งเอาเข้าจริง ทหารหรือพลังประชารัฐเองก็ไม่แน่ใจว่าผลจะออกมาอย่างที่ต้องการหรือไม่)
ในทางการเมืองก็ว่ากันไป
ต่อให้ต่อรองผลประโยชน์เฉพาะหน้าลงตัว อย่างไรก็ได้รัฐบาลอายุสั้น (หรือสั้นมาก)
อย่างที่มีผู้พยากรณ์เอาไว้แล้วอีกเหมือนกัน
แต่ในทางโครงสร้าง ตราบเท่าที่ยังไม่มีการแก้ไขกติกาที่บิดเบี้ยว และเอื้อให้มีการใช้อำนาจบิดๆ เบี้ยวๆ อย่างที่เป็นอยู่
จะเลือกตั้งกี่ครั้ง เราก็จะยังวกวนกันอยู่ในวงจรอุบาทว์นี้ไม่สิ้นสุด
จนกว่า
– จะมีคนคิดสั้นใช้กำลังทลายวงจรอุบาทว์นี้ เพื่อเดินเข้าไปในวงจรอุบาทว์วงใหม่
หรือ
– สังคมบรรลุข้อตกลงในระดับหนึ่งว่า จะต้องแก้ไขกติกาที่เป็นต้นตอของวงจรอุบาทว์นี้ให้ได้
ทางหลังนี้ลำบากและเหนื่อยยากกว่าทางแรก
แต่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน และช่วยพัฒนาสติปัญญา ความอดทน ความร่วมมือ อันเป็นพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันอย่างมีอารยะต่อไป
พ้นจากกับดักจัดตั้งรัฐบาล (อายุสั้น) เมื่อไหร่
มาเล่นเรื่องใหญ่เรื่องพื้นฐานจำเป็นกันจริงๆ สักทีเถอะครับ
