บทเรียนมหาวิปโยค ‘หาดใหญ่’ช่วยเหลือช้า-สูญหมื่นล้านรัฐบริหารจัดการล้มเหลว
บทความพิเศษ |ศัลยา ประชาชาติ
เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา จากการที่ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในช่วง 7 วันที่ผ่านมา ได้กลายเป็น “มหาวิปโยค” อย่างไม่มีใครคาดคิด
โดยศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน ระบุว่า ถือเป็นปริมาณน้ำฝนตกหนัก สูงสุดในรอบ 300 ปี
มีปริมาณฝนสะสม 3 วันย้อนหลัง (19-21 พฤศจิกายน 2568) สูงสุดถึง 630 ม.ม. สูงกว่าน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2553 ที่มีปริมาณฝนสะสมสูงสุด 428 ม.ม.
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่องใน จ.สตูล พัทลุง และสงขลา มาจาก 3 สาเหตุ ได้แก่
1. ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงลานีญา ซึ่งกำลังจะหมดช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 โดยลมจะดึงความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาประเทศไทยมากกว่าปกติ
2. ระเบิดฝน (Rain Bomb) ที่ทำให้เกิดฝนตกแช่อยู่กับที่ จากปกติร่องมรสุมต้องเคลื่อนที่ไป ไม่ตกแช่อยู่บริเวณใดบริเวณหนึ่งนานๆ แต่กรณีของการเกิดฝนตกหนักในพื้นที่ จ.พัทลุง สงขลาหลายวันทำให้ปริมาณน้ำฝนมาก มีลานีญารวมอยู่ด้วย
3. โลกร้อน ทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น เมื่อน้ำร้อนมากขึ้น ก็ระเหยมากขึ้น โดยอากาศที่ร้อนขึ้น 1 องศา น้ำระเหยมากขึ้น จุไอน้ำได้เพิ่มขึ้นได้ 7% และตกลงมาเป็นฝน และเป็นฝนที่ตกแช่อยู่ตรงจุดเดิม ทำให้สะสมปริมาณน้ำบนพื้นดิน
ทั้ง 3 สาเหตุส่งผลให้ปริมาณน้ำฝนที่ตกในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ลงมาถึง 60% ของปริมาณน้ำฝนที่เคยใช้เวลาตกครึ่งปี
ที่สำคัญภูมิศาสตร์ของเมือง “หาดใหญ่” เป็นแอ่งกระทะจึงโดนหนักกว่า จ.สตูล และพัทลุง
ผศ.ดร.ธรณ์บอกว่า Rain Bomb กรมอุตุนิยมวิทยาทำนายล่วงหน้าได้ภายใน 2-3 วันเท่านั้น ไม่สามารถทำนานได้นานกว่านั้น
“โลกยิ่งร้อน ยิ่งเกิดเหตุการณ์อย่างนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แน่นอน หากปีไหนเป็นช่วงลานีญา ยิ่งต้องระวัง ดังนั้น ทุกคนควรหาข้อมูลเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เราจะเอาความคิดในอดีตว่าน้ำไม่เคยท่วมถึง น้ำมาไม่เร็ว เรายังมีเวลาเตรียมตัว ต่างๆ นานาเหล่านี้ มันต่างไปแล้ว โลกมันไม่เหมือนเดิมแล้ว หรือแม้กระทั่งการรับมือน้ำต่างๆ จะใช้ความคิดเมื่อ 20-30 ปีก่อนไม่ได้” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่การบริหารจัดการน้ำของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ผู้บริหารภาคเอกชนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สอบตก “ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
โดย ดร.สิทธิพงษ์ สิทธิภัทรประภา นายกสมาคมโรงแรมหาดใหญ่สงขลา กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นตอนนี้ประเมินเบื้องต้นกว่า 10,000 ล้านบาท ที่สำคัญขณะนี้ยังมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซีย และสิงคโปร์ตกค้างอยู่ตามโรงแรมต่างๆ นอกเมืองประมาณ 1,000 คน ยังไม่สามารถช่วยเหลือให้กลับบ้านได้ จากที่ช่วยเหลือกลับบ้านไปแล้วประมาณ 6,000 คน
ล่าสุด ทางสถานทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทยก็โทร.ติดต่อเข้ามาหาโดยตรงเพื่อขอให้ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว ขณะที่กงสุลของประเทศมาเลเซียได้ไปรับผู้ช่วยทูตทหารจาก กทม.พร้อมประสานโดยตรงมา เพื่อลงพื้นที่มาด้วยตัวเอง เพื่อให้เร่งดำเนินการช่วยเหลือนักท่องเที่ยวมาเลเซียที่แจ้งขอความช่วยเหลือไปยังสถานทูต โดยมีทีมกู้ภัยจากมาเลเซีย พร้อมเรือ 4 ลำเข้ามา
แต่เนื่องจากปริมาณน้ำท่วมในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ยังไม่ลดปริมาณลง และขยายเป็นวงกว้างทั้งพื้นที่รอบในและรอบนอกเมือง น้ำลึก ไหลเชี่ยว และแรง ทำให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างยากลำบาก
“ผมนำทีมเรือ 4 ลำของกู้ภัยมาเลเซียลงไปลุยเอง เพื่อชี้บอกเส้นทางให้กู้ภัยมาเลเซีย ปรากฏว่าเรือลำที่ผมนั่งไปชนกิ่งไม้ล่ม ผมก็ว่ายไปเกาะกิ่งไม้ เกือบตายแล้ว ลองคิดดูภาครัฐล้มเหลวในการบริหารจัดการขนาดไหน กงสุลมาเลย์ และสถานทูตสิงคโปร์ควรติดต่อกระทรวงการต่างประเทศ หรือกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แต่ทุกคนกลับมาติดต่อโดยตรงที่ผม บอกตรงๆ การบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐล้มเหลวมาก ไม่มีศูนย์บัญชาการบอกให้ไปช่วยนักท่องเที่ยว พอไปถึงอีกทีมไปช่วยออกมาแล้ว มันเสียเวลาแทนที่จะไปช่วยอีกทาง”
สถานการณ์ที่มีผลกระทบรุนแรงเนื่องจากน้ำท่วมขยายเป็นวงกว้าง ทำให้หมู่บ้านจัดสรรชั้นเดียวหลายแห่งใน อ.หาดใหญ่ถูกน้ำท่วมมิด หลายคนต้องปีนขึ้นไปอยู่บนหลังคา ขณะที่คนมีบ้าน 2 ชั้นบางบ้านบอกเหลืออีก 1-2 ขั้นบันไดน้ำจะขึ้นชั้น 2 แล้ว ขณะที่การระดมให้ความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนไม่เพียงพอ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ตามบ้าน และบางพื้นที่เรือกู้ภัยปกติไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้
โดยพื้นที่ในการให้ความช่วยเหลือแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่
1. พื้นที่ที่น้ำลึก แรง เชี่ยว ไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือ ส่งน้ำและอาหารได้เลย ทำให้คนอดข้าวมาหลายวันแล้ว
2. ไม่สามารถอพยพออกมาได้ แต่ส่งน้ำและอาหารเข้าไปได้
3. พื้นที่ที่อพยพได้ เนื่องจากมีประชาชนจำนวนมากติดค้างอยู่ตามบ้าน และบางพื้นที่เรือกู้ภัยปกติไม่สามารถเข้าไปช่วยเหลือได้
นายทรงพล จังศิริวัฒนธำรง ประธานหอการค้าจังหวัดสงขลา กล่าวกับว่า ในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ปริมาณน้ำยังขึ้นสูงต่อเนื่อง เนื่องจากยังมีฝนตกๆ หยุดๆ ทำให้ปริมาณน้ำไม่ลดลง ประกอบกับยังมีมวลน้ำจาก อ.สะเดาไหลมาสมทบ ส่งผลให้ชุมชนที่อยู่ในบริเวณพื้นที่ลุ่มต่ำ น้ำสูงเกินกว่า 3 เมตร บางบ้านน้ำท่วมถึงชั้น 2 แล้ว ไม่มีทางออก ขณะที่กระแสน้ำลึก เชี่ยว และรุนแรงมาก รวมถึงบริเวณริมคลอง ร.1 และคลองอู่ตะเภา ระดับน้ำสูงมาก ทำให้เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายรัฐศาสตร์ ชิดชู ผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา จึงได้มีคำสั่งด่วนที่สุดให้เร่งอพยพประชาชนในเมืองหาดใหญ่ออกไปยังศูนย์อพยพที่จัดเตรียมไว้
หากประเมินความเสียหายเบื้องต้นตามที่เคยประเมินปี 2553 ขณะนี้พื้นที่เฉพาะ อ.หาดใหญ่แบ่งความเสียหายออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. ธุรกิจต้องปิดกิจการไม่สามารถดำเนินการได้ 5-6 วันแล้ว เมืองหาดใหญ่ทั้งเมืองไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ความเสียหายตรงนี้ประมาณ 500-600 ล้านบาท 2. สินทรัพย์ อาคาร บ้านเรือน รถจมน้ำหมด มีต้นทุนในการบูรณะให้กลับมา มูลค่าความเสียหายตรงนี้หนัก ประเมินเบื้องต้นคาดว่าไม่ต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทแน่นอน
“เท่าที่คุยกับผู้ประกอบการหอการค้าในเครือข่ายด้วยกันแต่ละคนเสียหายหนัก เพราะไม่มีใครเตรียมตัวเลย ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างได้รับความเสียหาย บางคนคิดว่าอาศัยอยู่บริเวณที่สูงน้ำไม่เคยถูกน้ำท่วม ปีนี้ก็ท่วม ตอนนี้เจอสถานการณ์ที่เหนือความคาดหมาย วิกฤตน้ำครั้งนี้มาหนักมาก น้ำขึ้นไม่หยุด ฝนตกๆ หยุดๆ ตั้งแต่เมื่อคืนถึงเช้า ทำให้ปริมาณน้ำยังไม่ลดลง ประกอบกับยังมีมวลน้ำจาก อ.สะเดาไหลมาสมทบ” นายทรงพลกล่าว
บทเรียนหาดใหญ่ น้ำท่วมมหาวิปโยคครั้งนี้
คงถึงเวลาที่ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต้องปฏิวัติการทำงานอย่างสิ้นเชิง เพื่อเตรียมรับมือกับผลกระทบจาก “ภาวะโลกร้อน” และ Rain Bomb ที่จะหนักขึ้นเรื่อยๆ
การมุ่งทำ Net Zero เพื่อเชิงการค้าเพียงอย่างเดียว มีการซื้อขายคาร์บอนเครดิตกันในกระดาษ คงไม่ใช่ทางออกในการลดภาวะโลกร้อน และแก้ปัญหาความเดือดร้อนให้ประชาชนทั่วประเทศอย่างแท้จริง
