bg-single

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : วัตรวิถีนอกรัฐ (1)

10.03.2017

ทําไมจึงต้องปราบธรรมกายจนสิ้นซาก และทำไมคนชั้นกลางในเมืองจำนวนหนึ่งจึงสะใจกับความพินาศของวัดพระธรรมกาย มีผู้พยายามตอบคำถามนี้หลายคนในโซเชียลมีเดีย ผมพยายามทำอย่างเดียวกันบ้าง แม้ไม่แน่ใจว่าคำตอบของผมจะดีกว่าของผู้อื่น

สรุปให้เหลือสั้นที่สุด คำตอบของผมก็คือธรรมกายหรือความเคลื่อนไหวทางศาสนาใดๆ ก็ตามที่ถูกวินิจฉัยว่าบ่อนทำลายอำนาจของชาติ ความเคลื่อนไหวนั้นจะต้องถูกระงับยับยั้ง หากใช้กระบวนการทางกฎหมายได้ก็ใช้ หากใช้ไม่ได้ก็ป้ายสีหรือสร้างพยานหลักฐานเท็จ เพื่อให้การทำลายล้างดูมีความชอบธรรม

คำตอบของผมดูเหมือนตรงไปตรงมา ชัดเจนเข้าใจง่ายดี แต่ที่จริงแล้วหาได้เป็นเช่นนั้น เพราะที่ว่า “อำนาจของชาติ” นั้น อยู่กับใครกันแน่ เป็นเรื่องที่ไม่คงที่ตายตัว ซ้ำยังหมายให้ตรงกันได้ยากอีกด้วย

ผมจะทิ้งประเด็นนี้ไว้ก่อน ค่อยนำกลับมาคุยกันใหม่ในตอนท้าย

 

วิธีหาคำตอบของผมคือย้อนกลับไปพิจารณาความเคลื่อนไหวทางศาสนาที่รัฐไม่ไว้วางใจในอดีต นับตั้งแต่รัฐไทยได้เปลี่ยนเข้าสู่ความเป็นรัฐสมัยใหม่ใน ร.5 เป็นต้นมา แต่ก่อนอื่นผมขอเตือนไว้ด้วยว่า รัฐสมัยใหม่ของไทยไม่ได้แยกศาสนาออกจากรัฐอย่างที่เกิดในรัฐสมัยใหม่ในโลกตะวันตก แต่สร้างความสัมพันธ์ใหม่กับศาสนาในลักษณะที่พุทธศาสนากลายเป็นส่วนหนึ่งของรัฐหรือ “ชาติ” อะไรที่เกิดกับพุทธศาสนาก็อาจกระทบถึง “ชาติ” และ “พระมหากษัตริย์” ได้ เพราะทั้งสามสถาบันนี้เป็นตรีมูรติ คือสามด้านของสิ่งเดียวกัน

Millenarian Movements หรือที่เรียกกันว่าความเคลื่อนไหวยุคพระศรีอาริย์, ผู้มีบุญ, ตนบุญ, หรือกบฏผีบุญ แม้ถูกรัฐเสนอเหมือนเป็นความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่ที่จริงแล้วมีมิติทางศาสนาอย่างมาก ในความเป็นจริง เราคงแยกการเมืองและศาสนาออกจากกันในสังคมสมัยนั้นได้ยาก

เกือบทั้งหมดของผู้นำความเคลื่อนไหวเหล่านี้มักเป็นผู้สึกหาลาเพศจากภิกษุ มีความรู้ทางพุทธศาสนาจนเป็นที่นับถือของชาวบ้าน เชี่ยวชาญเวทมนตร์คาถา (ซึ่งต้องนับเป็นส่วนหนึ่งของพุทธศาสนาไทย) และ “เรื่องเล่า” พื้นบ้านกว้างขวาง (เรื่องเล่าเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการสืบทอดวัฒนธรรมของชาวบ้าน)

นอกจากรวบรวมผู้ศรัทธาได้จำนวนหนึ่งแล้ว (บางครั้งก็มากทีเดียว) มักพยายามสร้างสังคมใหม่ของตนเอง ให้เป็นอิสระมากบ้างน้อยบ้างจากรัฐ

 

แนวปฏิบัติและหลักการของความเคลื่อนไหวทางการเมือง-ศาสนาของผู้มีบุญมักประกอบด้วยสิ่งต่อไปนี้ ซึ่งผมอยากให้รายละเอียด แม้ว่าความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจไม่ใช่ความเคลื่อนไหวทางศาสนาล้วนๆ เพราะจะช่วยให้ความเข้าใจเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวทางศาสนาที่รัฐไม่ไว้วางใจในเวลาต่อมาด้วย

1.สะสมผู้คน ในทางปฏิบัติก็คือทำให้ผู้คนออกจาก “สังกัด” เดิมมาอยู่ร่วมกับกลุ่มใหม่ อย่าลืมว่าคนไทยสมัยก่อนล้วนมีสังกัด ซึ่งทำให้มีพันธะผูกพันกับนายทั้งในกฎหมายและนอกกฎหมาย การดึงคนออกมาจากสังกัดเดิมจึงสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนแก่ระบบที่ดำรงอยู่ในท้องถิ่นพอสมควร

ผู้คนที่สะสมขึ้นใหม่นี้จะยังใช้ชีวิตในชุมชนเดิม หรือพากันยกไปตั้งชุมชนใหม่ของตนเองก็ตาม (ตามหลักฐานมีทั้งสองอย่าง) ย่อมท้าทายรัฐอย่างปฏิเสธไม่ได้ และทำให้รัฐไม่ปล่อยเอาไว้แน่นอน

(ผมอยากให้นึกถึงพื้นที่อันกว้างใหญ่ของ “เมือง” ธรรมกายที่คลองหลวง และจำนวนของผู้คนทั้งที่เป็นนักบวช และฆราวาส ภายใต้การกำกับดูแลอย่างทั่วถึงของ “หัวหน้า” ด้วยกฎระเบียบและกลไกการปกครองที่มีประสิทธิภาพ – กว่าที่รัฐไทยมี – น่ากลัวไหมครับ)

 

2.มักประกาศศีลธรรมที่กลับตาลปัตรกับที่ชาวพุทธไทยทั่วไปเชื่อถือ อันที่จริงจุดที่กลับตาลปัตรนั้นไม่ใช่บาปบุญคุณโทษที่เชื่อถือกันโดยตรง แต่สืบเนื่องกับการพลิกกลับความเหลื่อมล้ำต่ำสูงให้กลายเป็นความเสมอภาคสุดโต่ง ความเหลื่อมล้ำที่ชาวบ้านรู้สึกมากคือความเหลื่อมล้ำทางอำนาจและทางเศรษฐกิจ จึงมักจัดความสัมพันธ์ทางสังคมใหม่ (เช่น ทุกคนเป็นคนในครอบครัวเดียวกันหรือพี่น้องกัน) และทำลายสิทธิเหนือทรัพย์สมบัติส่วนบุคคลลงทั้งหมด (บางครั้งก็รวมการทำลายตัวทรัพย์สมบัตินั้นด้วย)

คงไม่ต้องอธิบายก็เห็นได้ว่า แบบปฏิบัติและหลักการข้อนี้ย่อมขัดแย้งกับรัฐไทยที่ยึดถือลำดับสถานะเป็นแกนกลางที่สำคัญที่สุดของรัฐ

(ขอให้นึกถึงความสัมพันธ์ของญาติธรรมของธรรมกาย แม้ว่าธรรมกายยังเน้นลำดับสถานะของบุคคล ทั้งชาตินี้และชาติหน้าอยู่ก็ตาม แต่ทำลาย “สัญลักษณ์” ของลำดับนี้ลง เช่น เจ้าสัวก็ถูพื้นเหมือนคนอื่น)

3.ส่วนที่มีพลังอย่างมากในพุทธศาสนาไทยก็คืออภินิหารของผู้ “สำเร็จ” เพราะนอกจากทำให้เกิดความเลื่อมใสต่อบุคคลแล้ว ยังทำให้เลื่อมใสการปฏิบัติในแนวนั้นๆ ด้วย จึงไม่ประหลาดที่ความเคลื่อนไหวของผู้มีบุญมักประกอบด้วยอภินิหารต่างๆ ของหัวหน้าด้วย

อันที่จริงอภินิหารคืออำนาจ แต่เป็นอำนาจที่รัฐไทยไม่ค่อยชอบใจนัก เพราะคนอาจได้อำนาจนี้มาเองโดยไม่ผ่านการอนุมัติของรัฐ มีคำสอนและคำสั่งปรามการอวดอภินิหารทางศาสนามาแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นอภินิหารของพุทธศาสนาหรือของศาสนาผี ล้วนน่าระแวงสงสัยแก่รัฐทั้งสิ้น

(การปฏิบัติแบบธรรมกายมีอภินิหารมาก โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเจ้าสำนัก แต่ที่สำคัญกว่าก็คือการที่ธรรมกายสามารถทำให้สานุศิษย์ได้ประสบการณ์เชิงอภินิหารโดยตัวเอง เช่น การได้เห็นดวงแก้วหรือธรรมกายในกายตน หรือพิธีกรรมถวายข้าวพระพุทธเจ้า เป็นต้น)

 

4.ต้องทำอะไรที่ส่อไปทางผิดกฎหมายร้ายแรง โดยเฉพาะการสะสมอาวุธ อันนี้เป็นข้อกล่าวหาค่อนข้างประจำของรัฐ เพื่อทำให้คนอื่นรู้สึกว่าความเคลื่อนไหวทางศาสนานั้นมีอันตรายทั้งต่อรัฐและสังคมโดยรวม ในความจริงจะมีการกระทำเช่นนี้จริงหรือไม่ก็ไม่ทราบได้

ในสมัยที่ปราบความเคลื่อนไหวของตนบุญ รัฐไทยก็ต้องระวังมิให้มหาอำนาจต่างชาติมองว่าเป็นการละเมิดต่อเสรีภาพในการนับถือศาสนา ซึ่งรัฐไทยเคยให้สัญญากับฝรั่งไว้ ในสมัยต่อมาก็อาจขัดกับเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ แม้ถูกฉีกทิ้งอยู่บ่อยๆ แต่เป็นข้อกำหนดที่ “ลงตัว” ดีอยู่แล้วในสังคมไทย ศาสนาส่วนน้อยก็อยู่ได้ ศาสนาของส่วนใหญ่ก็อยู่อย่างเหนือกว่าได้

(ข้อหาอย่างเป็นทางการแก่เจ้าสำนักธรรมกายนั้น สมมติว่าผิดจริง ก็เป็นเรื่องเล็กในสังคม คือเป็นหนึ่งในหมู่ผู้รับของโจรจำนวนหลายสิบหลายร้อย สมควรถูกลงโทษตามกฎหมาย แต่สังคมไม่รู้สึกว่าธรรมกายเป็นอันตรายมากไปกว่าปรกติ ดังนั้น ยิ่งวัดพระธรรมกายถูกล้อมปราบมากเท่าไร ก็ยิ่งพบอะไรที่ส่อไปทางผิดกฎหมายร้ายแรงมากขึ้นตามลำดับ)

 

ถัดจากความเคลื่อนไหวของผู้มีบุญ ผมอยากให้กลับมาพิจารณาความเคลื่อนไหว “สวนโมกขพลาราม” ในระยะแรก ซึ่งถูกรัฐระแวงสงสัยอยู่ระยะหนึ่งเช่นกัน

วัตรปฏิบัติและแนวทางคำสอนของท่านพุทธทาสในระยะแรก (2475-ประมาณ 2506) ชวนให้เป็นที่ระแวงสงสัยของรัฐหลายอย่าง นับตั้งแต่ออกไปตั้งวัดในเขตบ้านป่าเมืองดอย

ป่าและพระป่าไม่เป็นที่ไว้วางใจของรัฐไทยอยู่แล้ว อย่างมากที่ทำได้คือการธุดงค์ช่วงระยะเวลาหนึ่งนอกพรรษา แต่ยังมีที่อยู่ประจำในเขตเมืองคือกลับวัดมาจำพรรษา วัดในสายอรัญวาสีตั้งแต่โบราณ ก็ไม่ได้อยู่ป่า แต่อยู่ชานเมือง (เขตอรัญญิกของเมืองใหญ่ต่างๆ)

การไปตั้งวัดในเขตที่ห่างไกลอำนาจรัฐต่างจากการธุดงค์ เพราะวัดมีคนอยู่ประจำ (เท่ากับระดมคนได้) ทั้งยังอาจมีความสัมพันธ์ที่จิรังยั่งยืนกับชาวบ้านในบริเวณนั้น หรือไกลจากนั้น

ร้ายไปกว่านั้น ท่านพุทธทาสยังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสื่อใหม่คือการพิมพ์นับตั้งแต่ปีแรกของสวนโมกขพลารามเลยทีเดียว คือออกหนังสือพิมพ์ “พุทธศาสนา” (เริ่มพิมพ์ใน 2476) ทำให้คำสอนแพร่กระจายออกไปจากวัดกว้างไกล

 

มาดูคำสอนของท่านในระยะแรก คืองานชุด “จากพระโอษฐ์” เริ่มชุด “ธรรมโฆษณ์” งานแปลจากมหายาน เช่น เว่ยหล่าง, ฮวงโป รวบรวมคำบรรยายของท่านพิมพ์เป็นเล่ม ผลงานที่สร้างความตระหนกแก่วงการพุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทย คงจะเป็น “ภูเขาแห่งวิถีพุทธธรรม” ซึ่งชี้ว่าแม้แต่พระพุทธ, พระธรรม, พระสงฆ์เอง หากไปยึดติดกับส่วนที่เป็นวัตถุธรรม ก็กลับเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงพุทธธรรม “ปฏิจจสมุปบาท” และ “สุญญตา” ทำให้คำสอนทางศาสนาที่ทำกันมาในเมืองไทย แม้แต่หลังการปฏิรูปแล้ว กลายเป็นเปลือกเป็นกระพี้ไปหมด (แม้แต่ “นวโกวาท”)

นักวิชาการต่างประเทศท่านหนึ่ง ยังตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อนำคำสอนของท่านพุทธทาสไปถึงที่สุดในทางตรรกะแล้ว ย่อมหมายความว่าพระภิกษุสงฆ์ไม่สู้จะมีประโยชน์แก่บุคคลในการบรรลุความหลุดพ้น เพราะเมื่อเดินถูกทางแล้ว บุคคลย่อมบรรลุได้ด้วยตนเองทั้งนั้น จะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ท่านพุทธทาสจึงท้าทายคุณค่าของคณะสงฆ์โดยปริยาย จะให้องค์กรคณะสงฆ์ไทยไว้วางใจท่านก็ย่อมยากอยู่ (แต่การที่ท่านไม่ได้สึก ก็มีความหมายย้อนแย้งไปในตัวว่า ภิกษุภาวะเป็นที่น่าพอใจ)

แม้ในเวลาต่อมา เมื่อคำสอนเหล่านี้เริ่มเป็นที่ไว้วางใจของรัฐมากขึ้น เพราะมีชนชั้นนำจำนวนหนึ่งเข้าไปสมาทานคำสอนเหล่านี้อย่างเปิดเผย ก็ยังมีบางส่วนที่ชนชั้นนำของรัฐไทยไม่ค่อยวางใจนักอยู่นั่นเอง เพราะยังมีบางประเด็นที่อาจกระทบต่อชาติ, ศาสน์, กษัตริย์ได้ ดังจะเห็นได้จากความเห็นของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ใน “วิวาทะ”

ความระแวงสงสัยนี้มลายหายสูญไปในภายหลัง เมื่อท่านพุทธทาสได้เขียนงานที่เกี่ยวข้องกับการเมืองและสังคมมากขึ้น (เช่น “ธัมมิกสังคมนิยมแบบเผด็จการ”, 2517) อันเป็นเครื่องแสดงว่า แม้ท่านจะมีความเห็นทางศาสนาแตกต่างอย่างไรก็ตาม แต่ท่านยังมีจุดยืนทางการเมืองและสังคมไม่ต่างจากชนชั้นนำไทย และผู้มีอำนาจในรัฐไทยแต่อย่างใด

 

อันที่จริงก่อนหน้าท่านพุทธทาส พระป่าสายธรรมยุติก็เป็นที่ระแวงไม่ไว้วางใจของรัฐไทยและองค์กรคณะสงฆ์มาแล้ว นอกจากไม่อยู่ประจำที่แล้ว พระภิกษุสายนี้ในระยะแรกยังเที่ยวพเนจรไปในพื้นที่ซึ่งรัฐไม่มีอำนาจ หรือมีอย่างเบาบางเต็มทีด้วย คำสอนของท่านก็เน้นด้านการปฏิบัติ และการฝึกจิต อันเป็นสองด้านที่พุทธศาสนาที่เป็นทางการของไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญ

ที่น่ากลัวกว่าท่านพุทธทาสเสียอีกก็คือ ในระยะแรกพระป่ามักมีความสัมพันธ์และมีอิทธิพลต่อประชาชนระดับล่างสุด ไม่ใช่ชนชั้นกลางในราชการ ตุลาการ นายแพทย์ ปัญญาชน หรือเจ้านาย อย่างท่านพุทธทาส ทั้งยังมีการอ้างถึงอิทธิปาฏิหาริย์ของอาจารย์พระป่าอยู่บ่อยๆ จนดูเหมือนไม่ต่างจากหัวหน้าของความเคลื่อนไหวตนบุญทั้งหลาย

ฝ่ายปกครองขององค์กรคณะสงฆ์ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองพยายามกีดกันและกลั่นแกล้งพระป่าสายธรรมยุตในระยะแรกอย่างไร ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง เพราะแพร่หลายอยู่ในประวัติของพระอาจารย์มั่นและลูกศิษย์รุ่นแรกๆ อยู่แล้ว

โดยสรุปก็คือ คำสอนทางศาสนาใดๆ ที่ไม่ลงรอยกับความเชื่อของชนชั้นนำในสมัยนั้นๆ ก็จะถูกวินิจฉัยว่าไม่ใช่ “พุทธแท้” และอาจเป็นภัยแก่ “ศาสนา” ในสถาบันหลักคือชาติ, ศาสน์, กษัตริย์ได้ ย่อมน่าระแวง เพราะอาจมีผลกระทบ (ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ) ต่อสถาบันหลักอื่นๆ ด้วย จำเป็นต้องขจัดออกไป หรือดึงให้เข้ามาอยู่ในการกำกับควบคุมของชนชั้นนำ (ดังเช่นคำสอนของพระป่าและท่านพุทธทาส เป็นต้น)

(ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง