E-DUANG : จาก “การเมือง” นำ “การทหาร” มายัง “ป้องกัน” เหนือ“ควบคุม”

การปรากฏขึ้นของ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดสภาวะ หงุดหงิดและงุ่นง่านปรากฏมาจากภายในทำเนียบรัฐบาลและมาจากพรรคพลังประชารัฐเท่านั้น
หากแต่น่าจะทำให้ภูมิทัศน์ในการถกเถียงอภิปรายในประเด็นอันเกี่ยวกับปัญหาแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 มีความคึกคัก
โดยเฉพาะแนวทาง”ป้องกัน”นำการ”ควบคุม”
ทั้งๆที่แท้จริงแล้ว แนวทางนี้เป็นหลักคิดและความเชื่อของบรร ดาแพทย์รุ่นใหม่ตั้งแต่ก่อนยุค”30 บาท รักษาทุกโรค”จะกลายเป็นธงนำตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทยหลังเดือนมกราคม 2544
แนวทางอัน นายทักษิณ ชินวัตร นำมาเน้นย้ำและขยายรูปธรรมออกมาได้อย่างมีชีวิตชีวามีแต่”ป้องกัน”เท่านั้นจึงจะได้ผลขณะที่”การควบคุม”ทำได้ระดับหนึ่งแต่ไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
เพราะไวรัสสามารถทะลุทะลวงไปได้ในทุกพื้นที่ไม่ว่าจะเป็นการข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นการรุกเข้าไปในบ่อน
ยิ่งความคิดเอาปืนไปยิงไวรัส ยิ่งเป็นเรื่องน่าไยไพ
แท้จริงแล้ว แนวทาง”ป้องกัน”นำ”ควบคุม” มีพื้นฐานอย่างเดียวกันกับแนวทาง “การต่อสู้”นำ”การปราบปราม”อันได้รับการพัฒนาเป็น แนวทาง”การเมือง”นำ”การทหาร”นั่นเอง
เนื่องจากแต่เดิมรัฐไทยมีความคิดในการปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ละเลยในเรื่องการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์
รูปธรรมจึงสะท้อนผ่านความคิดแบบ”เหยี่ยว”เหนือ”พิราบ”
ผลก็คือ เพราะแนวทาง”ปราบปราม”นับแต่เสียงปืนแตกเมื่อเดือนสิงหาคม 2507 นั่นเอง แทนที่จะทำให้คอมมิวนิสต์เล็กลงกลับ ทำให้คอมมิวนิสต์ยิ่งเติบใหญ่
ต่อเมื่อมีการนำเอาแนวคิด”ต่อสู้”เข้ามานำเหนือ”การปราบปราม” และค่อยๆเติบใหญ่พัฒนากลายเป็นแนวทาง”การเมือง” นำ”การทหาร”นั่นเอง
“คอมมิวนิสต์”จึงค่อยบทบาทลงไปเป็นลำดับตราบเท่า ณ วันนี้
หากไม่เข้าใจหลักคิด”ต่อสู้”เหนือ”ปราบปราม” หากไม่เข้าใจหลักคิด”การเมือง”นำ”การทหาร”ก็จะไม่เข้าใจป้องกันเหนือควบคุม
ถามว่าเมื่อนำเสนอแนวทาง”ป้องกัน”นำ”ควบคุม”เข้ามา นายทักษิณ ชินวัตร ตั้งความหวังไว้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มากน้อยเพียงใด
คำตอบเห็นอย่างเด่นชัดว่า นายทักษิณ ชินวัตร มิได้หวังเลย หากแต่ฝากความเชื่อมั่นอยู่กับคนรุ่นใหม่ที่จะมีบทบาทต่อไป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
