bg-single

คำ ผกา : เป็นสี่ขารับใช้ง่ายกว่าเป็นคน

17.08.2021

รัฐบาลภายใต้การนำของประยุทธ์บริหารประเทศเหมือนไม่ใช่ประเทศ” โทนี่ หรือทักษิณ ชินวัตร พูดถึงการบริหารงานของประยุทธ์ จันทร์โอชา ไว้เช่นนั้น เออ…ถ้าบริหารประเทศเหมือนไม่ใช่ประเทศแล้วบริหารประเทศเหมือนอะไร?

ฉันเคยเขียนไว้ในมติชนสุดสัปดาห์นี้แหละว่า รัฐบาลประยุทธ์ไม่ได้เป็นเผด็จการในความหมายของ dictatorship

แต่บริหารประเทศในระบบ “กินเมือง” ในสมัยที่เรายังอยู่ในระบบ “นครรัฐ”

การเมืองของระบบนครรัฐคือเชื่อว่า ผู้ที่ได้เป็นเจ้าครองนครนั้นถูกกำหนด หรือบัญชามาแล้ว

เช่น ตำนาน “ลาวจง” ได้ไต่บันไดเงินบันไดทองลงมาบริเวณดอยตุง สถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์เรียกราชวงศ์ใหม่นี้ว่า ราชวงศ์ลาว-ลาวจังกราช ปกครองเมืองหิรัญนครเงินยาง (ปัจจุบันคืออำเภอแม่สาย เชียงราย) เป็นต้น

ทีนี้เจ้าครองนครบริหาร “เมือง” อย่างไร เจ้าครองนครบริหารเมืองผ่าน “ขุนนาง” ซึ่งเราใช้คำว่า “กินเมือง” หรือ “นั่งเมือง”

ขุนนางที่ไปนั่งเมืองนั้นก็จะเรียกว่า “เจ้าเมือง”

ทีนี้คนที่อยู่อาศัยในเมืองนั้นมีชีวิตอย่างไร ก็ต้องทำความเข้าใจกันก่อนว่าในระบบนครรัฐแบบนั้นไม่มีคอนเซ็ปต์พลเมืองหรือสิทธิพลเมืองใดๆ ทั้งสิ้น

เราที่ไม่ได้ไต่บันไดเงินลงมาจุติบนโลกใบนี้ก็ล้วนแต่เป็นเศษเสี้ยวฝุ่นของจักรวาลที่บังเอิญยังใช้เวรใช้กรรมของชาติที่แล้วไม่หมด การ “จุติ” มาบนโลกนี้ของเราจึงมาเพื่อ “ใช้กรรม”

ดังนั้น ชีวิตของเราจึงถูกกำหนดมาแล้วล่วงหน้า ว่าจะทุกข์ จะสูง จะร่ำรวย จะอายุสั้น อายุยืน จะขี้โรคอ่อนแอ หรือจะแข็งแรง ล้วนแต่เป็นผลมาจาก “กรรมเก่า” ทั้งสิ้น

ดังนั้น ในคอนเซ็ปต์ของการเป็นมนุษย์ในนครรัฐโบราณเช่นนี้ จึงไม่ต้องพูดเรื่อง “คุณภาพชีวิต” หรือสุขภาพของเราก็ไม่เกี่ยวกับการทำงานของกระทรวงสาธารณสุข ถ้าเราจะเป็นฝีดาษตาย หรือแม่เราเกิดจะเป็นโรคห่าตายไปตั้งแต่อายุยังไม่มากก็โปรดรู้ว่านั่นคือ “กรรม”

หน้าที่เราในฐานะที่เปิดมาเป็น “คน” จึงไม่ใช่การพยายามทำงานหนัก การต่อสู้เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี หรืออนาคตของลูก-หลาน

แต่มีชีวิตเพื่อชดใช้กรรม และสะสมผลบุญไว้ในมากที่สุด เพื่อชาติหน้าจะลำบากน้อยกว่านี้

หรืออาจจะใช้กรรมเก่าจนหมดแล้วไม่ต้องเกิดมาเป็น “คน” ให้ลำบากต่อไปอีก

หน้าที่เราคือ ทำบุญทำทาน น้อมนำคำสอนของพุทธศาสนา ไม่ดื้อรั้นต่อ “ผู้ปกครอง” ซึ่งมีบุญญาธิการเหนือเราอย่างไม่ต้องสงสัย

การดื้อรั้นต่อผู้ปกครองจึงเป็นทั้งบาปและเวรกรรมด้วยตัวของมันเอง และเรามีหน้าที่ตอบสนองต่อการส่งส่วย การถูกเกณฑ์แรงงานไปทำงาน ไปรบ ไปทำสงคราม ไปทำนา ไปสร้างวัด สร้างวัง ไปอุทิศแรงงานของเราไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะตาย

ส่วนขุนนาง คหบดีผู้มั่งคั่ง พ่อค้าที่ทำการค้ากับเหล่าขุนนางจนร่ำรวย มีชีวิตที่น่าอิจฉานั้น เราอธิบายได้ง่ายๆ ว่า เพราะชาติที่แล้วพวกเขาสะสมเนื้อนาบุญไว้มาก ชาตินี้เขาจึงเป็น “นาย” ของเรา และมีชีวิตที่สุขสบาย

หากชาติหน้าเราอยากสบายเหมือนเขาก็ก้มหน้าทำบุญต่อไป

“เศรษฐศาสตร์” ของการกินเมืองและนั่งเมืองนั้น เจ้าเมืองไม่ได้รับเงินเดือนจากเจ้าผู้ครองนคร และได้รับค่าตอบแทนเป็น “ไพร่พล”

ซึ่งไพร่พลเหล่านี้นำมาใช้เป็นแรงงานฟรี และหากไม่นำแรงงานมารับใช้ก็หาทรัพย์สินสิ่งของมาให้เจ้าเมือง สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า “ส่วย”

ส่วยอาจจะเป็นของป่า ไม้กฤษณา รัก ครั่ง เขากวาง ฯลฯ ที่สามารถนำไปค้าขายได้เงินได้ทอง

ดังนั้น เจ้าเมืองจึงมีรายได้จาก “อำนาจ” ไม่ใช่ “เงินเดือน” ตามตำแหน่งหรือความรับผิดชอบ

ดังนั้น เจ้าผู้ครองนครกับเจ้าเมืองจึงบริหารทรัพย์สินเหล่านี้ในฐานะพาร์ตเนอร์ แชร์ความมั่งคั่งไปด้วยกัน

ในหลายกรณีที่เจ้าเมืองสะสมอำนาจได้มากขึ้นก็อาจนำมาซึ่งการล้มอำนาจของเจ้าครองนคร ก็จะเป็นเหตุให้มีการเขียนตำนานเมือง และสร้างนิทานเรื่องการเดินทางมาจากสวรรค์กันใหม่

พร้อมกับการสถาปนาความชอบธรรมใหม่

 

ฉันคิดว่าประยุทธ์บริหารประเทศด้วยจินตนาการทางการเมืองเช่นนี้ นั่นคือ เข้าใจว่าตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ “เจ้าเมือง” และภาษีของประชาชนคือ “ส่วย” ทหารเกณฑ์คือไพร่สม

ส่วนประชาชนนั้นคือสิ่งมีชีวิตที่ชาติที่แล้วสะสมบุญมาไม่มากพอ ชาตินี้จึงต้องประสบความทุกข์ยากลำบากไปในรูปแบบต่างๆ กัน

และในฐานะเจ้าเมืองที่มีบุญมากกว่า จึงมีหน้าที่ “บรรเทาทุกข์” ให้สัตว์ผู้ยากเหล่านี้ในฐานะที่เป็นการสะสม “บุญ” ของคนในชนชั้นปกครองอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อชาติหน้า บุญญาฯ จะมากขึ้นไปอีก

ประยุทธ์จึงไม่คิดว่าตนเองมีหน้าที่ “บริหาร” แต่มีหน้าที่ “สั่ง” ลูกน้องหรือข้าราชการให้ไปทำ “ทุกอย่าง” ให้เรียบร้อย เช่น สั่งว่า “อย่าให้เห็นอีกนะว่ามี (คนตายข้างถนนจากโควิด)”

เพราะสำหรับเจ้าเมือง ปัญหาไม่ได้อยู่ที่มีคนตายเพราะโควิดหรือโรคห่า แต่ปัญหาเกิดจากมีคนมาตายให้ “เห็น”

เพราะการที่มีคนตายให้เห็นแปลว่า ลูกน้องหรือข้าราชการด้อยความสามารถในการธำรงไว้ซึ่งภาพลักษณ์ของเจ้าเมือง

และภาพลักษณ์นั้นเกี่ยวพันโดยตรงกับ “บารมี” ของเจ้าเมือง และความมั่นคงทางอำนาจของเจ้าเมือง สัมพันธ์กับ “ทาน-บารมี” ไม่ได้สัมพันธ์กับ “ความสุข ความมั่งคั่งของประชาชนในปกครอง”

จึงไม่ต้องแปลกใจที่งานหลักของกระทรวงดีอีเอสจะเป็นเรื่องการจัดการกับสิ่งที่รัฐบาลเรียกว่า fake news ซึ่งความหมายในบริบทแบบไทย fake news หมายถึง ข่าวที่ทำให้รัฐบาลดูแย่ แม้จะเป็นข้อเท็จจริง

ด้วยมโนทัศน์ที่ไม่ได้เป็นประชาชนเป็นเจ้าของประเทศ แต่เป็นไพร่ในสังกัดที่มีหน้าที่ส่งส่วย เมื่อประชาชนออกมาก่อม็อบ เรียกร้องประชาธิปไตย ไล่รัฐบาล “เจ้าเมือง” จึงเห็นคนเหล่านี้เป็น “กบฏ” หรือเป็นภัยต่อความมั่นคง สิ่งเดียวที่เขาจะทำกับคนที่ลุกขึ้นมาประท้วงคือ “กำจัด” พวกนี้ให้สิ้นซาก

ไม่มีสักครั้งที่รัฐบาลจะเรียกประชาชนที่ออกไปประท้วงว่า ประชาชนผู้เรียกร้องความเป็นธรรม แต่จะเรียกว่า ประชาชนที่หลงเชื่อ fake news, ผู้ไม่ประสงค์ดีต่อรัฐบาล, ฝ่ายการเมืองที่ต้องการดิสเครดิตรัฐบาลล้างสมองคนรุ่นใหม่ ฯลฯ

สำหรับฉันนี่เป็นภาวะถดถอยทางการเมืองของไทยที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่หลังปี 2475

ไม่มีครั้งไหนที่ประเทศไทยจะถอยไปสู่การเป็นนครรัฐโบราณเหมือนยังอยู่ในอาณาจักรหิรัญนครเงินยางเมื่อพันปีที่แล้ว และคนที่ออกมาสนับสนุนอำนาจของประยุทธ์ ยังใช้วาทกรรมประเภทสองเท้าที่เหยียบลงบนผืนแผ่นดินไทยคือแผ่นดินที่บรรพบุรุษต่อสู้ปกป้องมาด้วยเลือดด้วยชีวิต บลา บลา

และมันไม่ใช่เรื่องน่าประหลาดใจอะไรเลยที่รัฐบาลนี้ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรกับการที่ตนเองไม่มีผลงาน เพราะเขาคิดว่าผลงานของเขาคือการ “โปรดสัตว์”

การโปรดสัตว์ คือการส่งความช่วยเหลือไปตามที่เห็นเหมาะเป็นชอบ แต่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับการจัดการบริหารประเทศอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อรับใช้ประชาชนที่เป็นเจ้าของภาษี เจ้าของประเทศ

และที่สำคัญที่สุดคือบริหารประเทศด้วยการตระหนักว่า ตนคือ “ตัวแทน” ของประชาชน รับมอบอำนาจจากมือประชาชนมานั่งอยู่ในอำนาจนี้ชั่วคราวและต้องพิสูจน์ตนเองให้จงได้ว่า ได้ทำหน้าที่ตัวแทนของประชาชนอย่างดีที่สุด

“ประยุทธ์ยิ่งอยู่นานประเทศยิ่งเสื่อม”

ไม่มีอะไรจะจริงเท่าประโยคนี้อีกแล้ว ไม่ใช่เพราะประยุทธ์ไม่เก่ง ไม่ฉลาด แต่ประยุทธ์ไม่เข้าใจว่าเขาไม่ได้เป็นเจ้าเมือง

ประชาชนไม่ได้จ่ายเงินเดือนประยุทธ์ให้มานั่ง “กินเมือง” และทรีตประชาชนเป็นไพร่สมไพร่ส่วย

คนแบบประยุทธ์ต้องให้ลูก-หลานเก็บไว้ในบ้านให้ดีๆ เพราะปล่อยออกมาข้างนอกรังแต่จะสร้างความอับอายให้ลูกให้เมียไปจนถึงลูก-หลานที่กำลังจะเกิดมาในอนาคต

ส่วนข้าราชการสันดานขี้ข้า ก็ต้องเปลี่ยนประเทศให้เป็นประชาธิปไตย

เพื่อข้าราชการเหล่านี้จะเปลี่ยนจากสี่ขารับใช้มาเป็นผู้เป็นคน เป็นมนุษย์

ให้สมกับที่ออกจากท้องพ่อท้องแม่ที่เป็น “คน”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง