วอชเชอร์ : จุดยืนไทยในการเมืองโลกอยู่ตรงไหน?

เป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกไปแล้ว สำหรับสงครามรัสเซีย-ยูเครนที่ปะทุในเช้ามืดของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา ทัพรัสเซียยาตราหลายทิศทางพร้อมเป้าหมายเพื่อบดขยี้ทัพยูเครนและเข้ายึดยูเครนทั้งประเทศให้ได้ในเวลารวดเร็วเพื่อรีบจบศึกไม่ให้ยืดเยื้อ
พอเกิดศึกใหญ่ ตอนแรกมีความกังวลจากหลายประเทศโดยเฉพาะยุโรปว่าหากยูเครนถูกยึดครองโดยรัสเซีย เป้าหมายต่อไปอาจเป็นยุโรปตะวันออกโดยเฉพาะประเทศที่เคยเป็นอดีตรัฐบริวารของรัสเซียในยุคสหภาพโซเวียต และสะเทือนระบบการเมืองระหว่างประเทศที่ดำรงมานานหลายทศวรรษ
แต่แล้วแผนการบุกแบบสายฟ้าแลบของรัสเซีย กลับมีช่องโหว่สำคัญโดยเฉพาะการเคลื่อนพลและการส่งกำลังบำรุง บวกกับการประเมินศักยภาพการต่อต้านของยูเครนต่ำเกินไป
การตัดสินใจปักหลักสู้ไม่หนีไปไหนของโวโลดีมีร์ เซเลนสกี้ ประธานาธิบดียูเครน ได้ปลุกขวัญกำลังใจคนในชาติให้กลับมาฮึกเหิมเข้าสู้ยันข้าศึกผู้รุกราน จนเข้าสู่การรบในวันที่ 6 รัสเซียก็ยังไม่สามารถยึดครองพื้นที่ทั้งหมดได้ตามแผน หนำซ้ำยังไม่ไปถึงใจกลางกรุงคียีฟได้แม้แต่น้อย
พอเห็นกระแสลมของสงครามเปลี่ยนทิศทาง ท่าทีของชาติตะวันตกก็กลับมารวมใจและส่งการสนับสนุนในรูปของอาวุธยุทโธปกรณ์เติมเข้ายูเครนแบบต่อเนื่อง เพื่อให้กองทัพและชาวยูเครนที่ยืนหยัดสู้ มีของใช้ไว้กำราบกำลังรบของรัสเซียโดยเฉพาะรถถังหลายแบบและอากาศยานที่ถูกใช้ในปฏิบัติการรุกรานยูเครนเป็นจำนวนมาก
การตอบโต้ของยูเครนมีทั้งถืออาวุธเข้าสู้ ไปจนถึงการปรากฎกายแบบตัวเปล่า ปราศจากอาวุธและส่งเสียงขับไล่ผู้รุกรานอย่างกล้าหาญ
สิ่งนี้ กลายเป็นภาพที่ถูกนำเสนอและทำให้โฉมหน้าของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ถูกมองในระดับระหว่างประเทศว่า
มาถึงจุดนี้แล้ว ประเทศไหนจะยืนอยู่ข้างผู้ปกป้องมาตุภูมิที่อยากเลือกในสิ่งที่ดีกว่า หรือผู้รุกรานที่มาด้วยข้ออ้างบนฐานของความกลัวและกังวลต่อความมั่นคงของตัวเอง
มีหลายชาติออกมาตัวชัดเจนว่าใครหนุนยูเครน ใครหนุนรัสเซีย บางประเทศที่แต่เดิมไม่ขอยุ่งเรื่องสงครามอย่างเยอรมนีหรือวางตัวเป็นกลางจากทุกความขัดแย้งอย่างสวิสเซอร์แลนด์ ยังต้องเลือกมีจุดยืนจนพลิกโฉมการเมืองโลก
เหลียวมองประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเรานั้น แม้มีคนออกตัวชัดเจนอย่างรัฐบาลเผด็จการทหารพม่าที่สนับสนุนการกระทำของรัสเซียนั้นถูกต้อง หรือสิงคโปร์และติมอร์-เลสเต้ ที่แถลงประณามการกระทำของรัสเซีย แต่ประเทศกลุ่มอาเซียนส่วนใหญ่รวมถึง “ประเทศไทย” ไปอยู่ตรงไหน?
ตอนที่เกิดการรุกรานใหม่ๆ จนกลายเป็นข่าวประโคม กลับยังไม่เห็นท่าทีของรัฐบาลไทยในตอนนั้น แต่รัฐบาลไทยและกระทรวงการต่างประเทศของไทยมาแสดงความคิดเห็น ก็เอาตอนที่การสู้รบยืดเยื้อผ่านไปหลายวันแล้ว
และแน่นอนว่าท่าทีของไทย ก็ไม่เป็นที่แปลกใจจากบรรดาผู้ติดตามการเมืองไทยว่า ไทยเลือกไม่แสดงจุดยืนอะไรใดๆ (ระดับใกล้เคียงกับจีนตอนที่ไม่ขอแสดงท่าทีในเวทีคณะมนตรีความมั่นคงครั้งล่าสุดที่ให้ลงมติประณามการกระทำของรัสเซีย)
แม้จะมองว่ารัฐบาลไทยทำตัวเหมือนไร้จุดยืน ไม่มีกระดูกสันหลัง จนมีเสียงวิจารณ์เรื่องรูปแบบการทูตของไทยที่ถูกเย้ยหยันว่าเป็นแบบตีสองหน้า นกสองหัวหรือเหยียบเรือสองแคมมากกว่าไผ่ลู่ลม หรือเลือกข้างตอนเห็นแววว่าใครจะชนะในตอนสุดท้าย
แต่ฉากหลังของประเด็นระหว่างประเทศ เอาแค่สงครามรัสเซีย-ยูเครน ก็เห็นความเคลื่อนไหวของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลไทยออกตัวหนุนรัสเซียในการสงครามและแสดงความรังเกียจชาติตะวันตก พร้อมโจมตีการตัดสินใจของยูเครนที่เลือกเข้าร่วมนาโต้ว่าเป็นการชักศึกเข้าบ้าน และไปตีกับฝ่ายประชาธิปไตยที่สนับสนุนร่วมเคียงข้างยูเครน
แม้แต่คนที่ทำงานในหน่วยงานรัฐบาลก็แสดงความเห็นบนโลกโซเชียล ถากถาง สมน้ำหน้ายูเครนที่ทำตัวเป็นลูกไล่อเมริกา บางส่วนหนักถึงขั้นเชียร์ให้รัสเซียรุกรานยูเครน ทั้งๆที่เราถูกพร่ำสอนว่าไทยเป็นรักสงบและไม่เคยตกเมืองขึ้นของใคร หรือออกตัวต่อต้านสหรัฐฯแต่ก็ตัวเองก็ส่งหน่วยทหารของไทยไปร่วมซ้อมรบกับกองทัพสหรัฐฯ ก็ดูเป็นอะไรที่ย้อนแย้ง
หรือที่เป็นวิจารณ์กันมากคือ การชุมนุมประท้วงของชาวยูเครนในไทยที่ต่อต้านสงคราม ตำรวจไทยก็ไปขัดขวาง โดยเฉพาะกรณีเดินขบวนไปยังสวนเบญจกิตติ มีการแจ้งกับผู้เดินขบวนว่าเข้าไปในสวนได้แต่ต้องไม่แสดงสัญลักษณ์หรือธงยูเครนออกมา
การไปห้ามแบบนี้ ก็ชวนตั้งคำถามได้ไหมว่า แบบนี้เท่ากับบอกเป็นนัยว่ารัฐบาลไทยหนุนรัสเซีย?
ล่าสุด ดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีต่างประเทศของไทยเอง ก็ยังพูดที่ย้ำถึงสไตล์การทูตแบบไทยๆ และกล่าวว่า การไม่เลือกข้างได้เป็นเรื่องดีที่สุด
นั้นทำให้มีการวิพากษ์วิจารณ์พร้อมเสนอแนะว่า แม้จะพูดเช่นนั้น อย่างน้อย ควรมีจุดยืนในเรื่องการเคารพกฎหมายและกติการะหว่างประเทศอันเป็นบรรทัดฐานที่ทุกประเทศต้องเคารพ และการที่ประเทศหนึ่งไปรุกรานอีกประเทศหนึ่งโดยไม่มีการประกาศสงคราม ก็ถือเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้แล้ว
ท่าทีของไทยที่ชวนเหมือนลอยตัวหนีจากเรื่องที่ตัวเองไม่อยากเข้าไปยุ่ง นั้นทำให้ปรากฎภาพ ทูตกว่า 24 ประเทศรวมถึงอียู เดินทางเยือนกระทรวงการต่างประเทศของไทย เรียกร้องให้ไทยแสดงจุดยืนในการประชุมฉุกเฉินของสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ กรณีรัสเซียรุกรานยูเครนในวันนี้ว่า ไทยต้องตอบตัวเองให้ชัดได้แล้วว่าจะยืนอยู่ตรงไหนในเรื่องนี้
หรือเอาเข้าจริง ไทยมีจุดยืนมาตลอดอยู่แล้ว นั้นคือขยับไปทุกที่……ที่ตัวเองได้ตักตวงผลประโยชน์ และสิ่งที่เป็นนามธรรม มีแค่ไว้ใช้เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์เท่านั้น
ท่าทีของไทยต่อประเด็นการเมืองระหว่างประเทศตั้งแต่ไกลจนถึงใกล้บ้านอย่างพม่า ก็ออกมาแนวคล้ายๆกัน คือไม่มีท่าทีอะไรออกมา นั้นอาจเป็นเพราะไทยมีผลประโยชน์ทางธุรกิจที่ร่วมทำกันกับรัฐบาลพม่า ในขณะที่หลายชาติพากันถอนตัวเพื่อประท้วงการใช้กำลังปราบปรามชาวพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ กลับไม่เห็นท่าทีของบริษัทของไทยที่ไปลงทุนในพม่า
เรียกว่า ระดับสามัญสำนึกในเรื่องการทำธุรกิจกับหลักสิทธิมนุษยชน ก็ดูเหมือนเป็นปากพูดแบบขอไปทีแต่กลับไม่เห็นจริงจังในทางปฏิบัติ
ท่าทีของรัฐบาลไทย กับพลเมือง ต่อสถานการณ์สงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ปรากฎอยู่ตลอดหลายวัน สะท้อนอะไรหลายอย่าง และบ่งชี้ได้ในเรื่องระดับสำนึกหรือวิธีคิดของหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการต่างประเทศจนถึงรัฐบาลไทยว่า มีกรอบทัศน์ต่อการเมืองระหว่างประเทศที่ ยังไง คงห่างไกลกับการเป็นชุมชนระหว่างประเทศ
เพราะถ้าสำนึกในความเป็นชุมชนระหว่างประเทศได้ ไทยจะแสดงท่าทีโดยไม่พะวงผลกระทบต่อผลประโยชน์ในระยะสั้นและไม่เห็นถึงความล่าช้าแบบนี้ออกมา
นั้นหมายถึงไทยได้ยกระดับความสำคัญและฐานะตัวเองบนเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้มากขึ้นด้วย
