คนของโลก : ทอม เพ็ตตี้ ตำนานร็อกอเมริกัน ผู้ถ่ายทอดเรื่องราวอันหม่นหมอง

ทอม เพ็ตตี้ ร็อกเกอร์ผู้มีสำเนียงแบบชาวอเมริกันตอนใต้ที่ท่วงทำนองในแบบคลาสสิคและเนื้อร้อง ซึ่งเล่าเรื่องที่มืดหม่นของเขา สร้างสรรค์เพลงฮิตมาเป็นเวลายาวนานกว่า 40 ปี เสียชีวิตลงแล้วด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นขณะมีอายุได้ 66 ปี เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ตามเวลาท้องถิ่น
เพ็ตตี้ที่จำหน่ายผลงานไปได้มากถึง 80 ล้านชุด เสียชีวิตลงเมื่อเย็นวันดังกล่าวที่บ้านพักในเมืองมาลิบู รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยห้อมล้อมไปด้วยบุคคลอันเป็นที่รัก ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้ช่วงเวลาอันสับสนที่มีสื่อบางสำนักรายงานข่าวการเสียชีวิตของเพ็ตตี้ออกมาก่อนที่จะออกมาแก้ไข
อย่างไรก็ตาม ครอบครัวของเพ็ตตี้ออกแถลงการณ์หลังจากนั้นไม่นานนักระบุว่า “ในนามของครอบครัว ทอม เพ็ตตี้ เรารู้สึกเศร้าโศกอย่างที่สุดในการประกาศถึงการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นก่อนเวลาอันควรของพ่อ สามี พี่ชาย ผู้นำ และเพื่อนของพวกเรา”

ก่อนหน้านั้น 1 สัปดาห์ เพ็ตตี้เพิ่งจะเล่นคอนเสิร์ตที่เรียกได้ว่าเป็นการปิดฉากอาชีพการเป็นนักดนตรีผู้ประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่
เพ็ตตี้ปิดฉากการทัวร์เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองการอยู่บนเส้นทางสายดนตรี 40 ปีกับวงของเขา “เดอะ ฮาร์ตเบรกเกอร์ส” ด้วยการแสดง 3 รอบที่ฮอลลีวู้ดโบว์ลซึ่งบัตรขายหมดเกลี้ยง
เพ็ตตี้ปิดฉากช่วงอองกอร์ของการแสดงรอบสุดท้ายด้วยหนึ่งในเพลงยุคแรกๆ ของเขาซึ่งเป็นที่รู้จักดี นั่นคือ “อเมริกันเกิร์ล” ที่เนื้อร้องว่าด้วย เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ “ถูกเลี้ยงดูให้เติบโตขึ้นมาอย่างมีความหวังต่ออนาคตอันสดใส” ก่อนที่จะฆ่าตัวตายในท้ายที่สุด ขณะที่ภาคดนตรีเป็นท่วงทำนองของกีตาร์ไฟฟ้าในแบบยุคทองของร็อกแอนด์โรล
เนื้อร้องเพลงนี้เป็นหนึ่งในหลายๆ เพลงที่เพ็ตตี้มักจะพูดถึงความพยายามดิ้นรนที่จะเอาชนะความยากลำบากที่ต้องเผชิญมาอย่างยาวนาน
อีกหนึ่งเพลงที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันกับเพลงนี้คือ “ไอ โวนต์ แบ๊ก ดาวน์” ที่อาจเป็นเพลงที่ดีที่สุดของเขา ซึ่งโด่งดังขึ้นมาอีกครั้งในฐานะเพลงปลุกใจกระตุ้นความรักชาติ หลังเหตุการณ์ก่อวินาศกรรม 11 กันยายน 2011
เพ็ตตี้ ซึ่งเป็นที่จดจำได้ดีจากผมสีบลอนด์ทองยาวประบ่า ร้องเพลงนี้ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่แฝงไว้ด้วยความขมขื่นอยู่ในที โดยเฉพาะท่อนที่ว่า “คุณไม่รู้หรอกว่ามันเป็นอย่างไร”
หรือความรู้สึกเต็มไปด้วยความโหยหาเหมือนในเพลง “ฟรีฟอลลิ่ง” ที่พูดถึงเรื่องราวการแตกร้าวของความสัมพันธ์ที่จบลงด้วยความโดดเดี่ยวของทุกฝ่าย

แคแร็กเตอร์ของเพ็ตตี้นั้น เป็นชาวอเมริกันจากเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แต่กลับพุ่งเข้าชนอุปสรรคที่ทำให้ต้องล้มลง ทว่า สามารถลุกขึ้นมาได้ในภายหลัง
ปู่ของเขาเป็นคนตัดไม้จากรัฐจอร์เจียที่ลือกันว่าหลบหนีมาอาศัยอยู่ในรัฐฟลอริด้าทางตอนใต้หลังทะเลาะกับชายคนหนึ่งและใช้ขวานฟันเขาจนเสียชีวิต
เพ็ตตี้เกิดที่เมืองเกนส์วิลล์ทางตอนเหนือของรัฐฟลอริด้า โดยพ่อของเขามีอาชีพขายส่งบุหรี่และลูกอม ที่ติดเหล้าแบบเมาหัวราน้ำ
เพ็ตตี้เคยเล่าไว้ว่า พ่อของเขาที่อยู่ในอาการเมามายและไม่ประทับใจกับความหลงใหลในดนตรีของลูกตัวเอง ได้ลงมือทำลายคอลเล็กชั่นแผ่นเสียงของเขาจนไม่มีชิ้นดี
ในตอนนั้นเพ็ตตี้พูดกับพ่อของเขาว่า “พ่อ ถ้าพ่อไม่มายุ่งกับผม ผมจะเป็นเศรษฐีก่อนอายุ 35 ปี”
และคำพูดของเขาได้รับการยืนยันแล้วว่าถูกต้อง
เพ็ตตี้เปิดเผยกับนิตยสารเมนส์เจอร์นัลเมื่อปี 2015 ว่า ต้องขอบคุณแม่ของเขา คิตตี้ ที่อ่านหนังสือให้เขาฟัง และสอนให้เขารู้จักกับดนตรีป๊อปมาตรฐาน
ในการกล่าวสุนทรพจน์ขณะรับรางวัลผู้ประสบความสำเร็จในอาชีพอย่างโดดเด่น หรือ “ไลฟ์ไทม์อาชีฟเมนต์อวอร์ด” บนเวทีแกรมมี่เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เขาเป็นหนี้ต่อศิลปินชาวแอฟริกันอเมริกันอย่าง ชัค เบอร์รี่ ที่เป็นผู้สร้างสรรค์ดนตรีแนวร็อกแอนด์โรลขึ้นมา
เช่นเดียวกับศิลปินชาวอังกฤษอย่างวง เดอะบีตเทิ่ลส์ ที่ทำให้เขาตระหนักว่าดนตรีแนวนี้ยอดเยี่ยมเพียงใดหลังได้ชมการแสดงของพวกเขาในรายการ “เอ็ด ซุลลิแวนโชว์” เมื่อปี 1964
ร็อกเกอร์ผู้ได้รับรางวัลแกรมมี่ 3 ครั้งรายนี้ยังเคยเข้าร่วมใน “ซูเปอร์กรุ๊ป” ปลายยุคทศวรรษที่ 1980 “ทราเวลลิ่ง วิลเบอรีส์” ที่มีสมาชิกอย่าง จอร์จ แฮร์ริสัน และ บ๊อบ ดีแลน อยู่ด้วย แต่วงมีอายุสั้นมากหลังการเสียชีวิตของ รอย ออร์บิสัน สมาชิกอีกราย
