bg-single

ภาษาชาติ-ภาษาโลก | นิธิ เอียวศรีวงศ์

21.12.2022

ลีกวน ยิว (ใน One Man’s View of the World) เชื่อว่า มรดกสำคัญที่อังกฤษทิ้งไว้ให้แก่สิงคโปร์มีอยู่สองอย่าง หนึ่งคือระบบศาลที่เป็นอิสระ ทำให้ผู้ลงทุนทั้งในและต่างประเทศวางใจได้ว่า เงินของเขาจะไม่มีวันสูญไปเพราะถูกใครรังแก และสองคือภาษาอังกฤษ ซึ่งกลายเป็นภาษาที่หนึ่งของสิงคโปร์ในทุกวันนี้ ส่วนภาษาจีนถิ่นต่างๆ, ภาษาทมิฬ, ภาษามลายู ฯลฯ ที่ใช้กันในครอบครัว เป็นภาษาที่สอง

ภาษาอังกฤษในทัศนะของเขาคือภาษาของโลกในปัจจุบัน หมายความว่าโลกสื่อสารกันด้วยภาษานี้ และอย่างน้อยก็ต้องถือว่าโชคร้ายที่ตกเป็นอาณานิคมของมหาอำนาจที่ไม่พูดอังกฤษ เช่น เวียดนาม, กัมพูชา และลาวเป็นของฝรั่งเศส, ฟิลิปปินส์ (เคย) เป็นของสเปน และทิ้งภาษาของตนไว้กับชนชั้นนำกลุ่มหนึ่ง แต่ในปัจจุบัน ทั้งฝรั่งเศสและสเปน ไม่ได้เป็นเครื่องมือสื่อสารของโลกแล้ว แม้ยังใช้กว้างขวางในแอฟริกาและละตินอเมริกาด้วยก็ตาม

แม้ว่าลีไม่ได้พูดตรงๆ แต่เข้าใจว่าเขาคงเห็นด้วยว่าภาษาอังกฤษไม่ได้มีข้อดีวิเศษในตัวเอง ที่กลายเป็นภาษาที่โลกใช้สื่อสารข้ามวัฒนธรรมกันก็เพราะเหตุบังเอิญทางประวัติศาสตร์ แล้วก็เปลี่ยนไปจากนี้ได้ยากเสียด้วย

จีนพยายามปั๊มความสำคัญของภาษาของตนผ่านทั้งสถาบันขงจื่อและทุนการศึกษา คงหวังสร้างชนชั้นนำรุ่นใหม่ในโลกที่คุ้นเคยกับภาษาจีน แต่ภาษาจีนไม่มีทางเป็นภาษาของโลกอย่างอังกฤษ อย่างเก่งก็ใช้กว้างขวางในวงธุรกิจซึ่งจีนจะมีความสำคัญมากขึ้นจนจะเป็นที่หนึ่งของโลกอยู่รอมร่อแล้ว

แต่โลกทั้งในปัจจุบันและอนาคตมีความสัมพันธ์กันในหลากหลายมิติกว่าการค้าและการลงทุน ทั้งนับวันมิติเหล่านี้ก็จะเพิ่มความสำคัญยิ่งขึ้น จะหาภาษาอะไรมาสื่อสารข้ามวัฒนธรรมแทนภาษาอังกฤษได้ ในเมื่ออังกฤษเป็นภาษาที่คนรู้จักมากกว่าภาษาอื่นใดในโลก

ดังนั้น ลีจึงไม่ปฏิเสธว่า ความชำนาญภาษาอังกฤษของสิงคโปร์ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ทำให้นานาชาติมุ่งลงทุนในสิงคโปร์ หรือเปิดรับการลงทุนของสิงคโปร์ในประเทศอื่น สำนึกถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ (เป็นอย่างน้อย) ของภาษาอังกฤษแผ่ขยายไปในทุกประเทศแล้ว รวมทั้งไทยด้วย ที่จริงคุณค่าของภาษาอะไรก็ตาม ย่อมมีมากกว่านั้นแยะ

แต่การที่ภาษาอังกฤษกลายเป็น “ภาษาประจำชาติ” ของสิงคโปร์นั้นมาจากนโยบายของรัฐบาลสิงคโปร์ นับตั้งแต่สมัยที่ลี กวน ยิว ยังเป็นนายกรัฐมนตรี และที่ทำได้สำเร็จเช่นนี้ก็เพราะอังกฤษได้ปูพื้นไว้แล้วในระบบการศึกษาและระบบราชการ

น่าสังเกตด้วยนะครับว่า อาณานิคมอังกฤษเก่าหลายประเทศได้ยกเลิกการใช้ภาษาอังกฤษไปเสียเมื่อได้เอกราช ลียกตัวอย่างประเทศเดียวคือมาเลเซีย อันที่จริงยังมีพม่าอีกด้วย เพราะในสมัยอาณานิคม ทั้งสองประเทศก็เหมือนสิงคโปร์ ภาษาอังกฤษถูกใช้เป็นภาษาสำหรับการศึกษาชั้นสูง (กว่าประถม) ระบบราชการ และการศาล จะรักษาให้ภาษาอังกฤษมีสถานะพิเศษอย่างสิงคโปร์ก็ทำได้ไม่ยากเช่นกัน (เมื่อเปรียบเทียบกับไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, กัมพูชา และลาว)

ที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ ทั้งพม่า, มาเลเซีย, สิงคโปร์, หรือแม้แต่อินเดีย ล้วนประกอบด้วยประชากรที่มีความหลากหลายสูงมาก ทั้งชาติพันธุ์, ภาษา, ศาสนา และขนบประเพณี แค่คิดว่าจะเอาภาษาอะไรเป็นภาษาหลักเพื่อใช้สื่อสารกันท่ามกลางความหลากหลายดังกล่าวก็ล้วนเป็นปัญหาทั้งสิ้น การตัดสินใจเลือกภาษาอะไร เป็นกระบวนการทางการเมืองที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้นำคิดถึงอนาคตของประเทศไปได้ไกลแค่ไหน และมีความกล้าที่จะเผชิญกับการต่อต้านอย่างอดทนแต่มุ่งมั่นหรือไม่อย่างไร

ยกตัวอย่างจากสิงคโปร์เองนะครับ ประชากรส่วนใหญ่คือจีน แต่จีนที่มีความหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเช่นนี้เพิ่งเกิดขึ้นเพราะการรณรงค์ของซุนยัตเซนต่างหาก โดยเฉพาะจีนตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งใช้ภาษาถิ่นที่ต่างกันมากขนาดฟังกันไม่รู้เรื่อง (เพราะรากเดิมคือภาษา”เยว่”อันเป็นชนพื้นเมืองหลายเผ่าที่ไม่ใช่ฮั่น แต่ภาษาค่อยๆ กลายไปด้วยอิทธิพลของภาษาจีน เมื่อถูกจักรพรรดิจีนในลุ่มน้ำเหลืองปราบปรามและผนวกเข้าไปในจักรวรรดิ) จีนที่อพยพลงมายัง “หนันหยาง” หรือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สมัยก่อน คิดว่าตนเป็นฮกเกี้ยน, กวางตุ้ง, แคะ, ไหหลำ หรือแต้จิ๋วมากกว่าเป็นคนจีน แต่ละจีนถิ่นเหล่านี้แข่งดีกันและรวมพวกกันเฉพาะในกลุ่มภาษาถิ่นเดียวกันเท่านั้น ในเมืองไทยนั้น หลังกรุงแตก จีนสองพวกแข่งดีกันมาตลอดคือระหว่างฮกเกี้ยนกับแต้จิ๋ว

จีนที่มากที่สุดในสิงคโปร์คือฮกเกี้ยน แต่ก็มีจีนอื่นๆ อีกหลายถิ่นร่วมด้วย ดังนั้น ถ้าจะใช้ภาษาจีนเป็นภาษาหลัก จะใช้จีนถิ่นอะไรล่ะครับ เดี๋ยวพ่อก็เลียะพะกันจนเป็นจลาจลไปทั้งเกาะ ทั้งนี้ ยังไม่นับประชาชนมลายูและทมิฬ ซึ่งก็เป็นกลุ่มใหญ่ในหมู่ประชากรเช่นกัน ย่อมไม่พอใจที่จะให้ลูกหลานต้องเรียนภาษาจีน

ลีไม่ได้พูดถึง แต่ผมให้สงสัยว่ายังมีอีกเหตุหนึ่งที่ต้องไม่เลือกภาษาจีน สิงคโปร์ถูกขับออกจากมาเลเซียเพราะทำให้สัดส่วนของประชากรจีนในมาเลเซียสูงเกินไป ถ้าใช้ภาษาจีนถิ่นใดก็ตามเป็นภาษาหลัก ก็จะยิ่งเพิ่มความหมั่นไส้ให้ทั้งมาเลเซียและอินโดนีเซียโดยไม่จำเป็น

ทั้งนี้ ยังไม่พูดถึงว่า ภาษาจีนถิ่นนั้น มองไปข้างหน้าก็ไม่เห็นอนาคต แม้ว่าคงไม่ตาย เพราะยังใช้ในท้องถิ่นต่อไปด้วยความเคยชิน (เหมือนคำเมือง, คำลาว และภาษาใต้ในประเทศไทย) แม้ถูกบังคับให้เรียนรู้ภาษาจีนกลางมาตั้งแต่สมัยก๊กมินตั๋งแล้วก็ตาม ฉะนั้น ถ้าเลือกภาษาจีนถิ่นใดขึ้นมาเป็นภาษาหลัก สิงคโปร์ก็ไม่มีข้อได้เปรียบทางภาษาอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ในความสัมพันธ์กับไต้หวันหรือสาธารณรัฐประชาชนจีนก็ไม่สู้จะมีประโยชน์นัก

การเลือกเอาภาษาใดเป็นภาษาประจำชาติ มีด้านที่ต้องตัดสินใจอยู่สองด้าน คือเพื่อเป็นสื่อกลางที่มีประสิทธิภาพและสงบเรียบร้อยที่สุดของคนในชาติ และอีกด้านหนึ่งคือเพื่อเป็นสื่อกลางที่สามารถใช้ติดต่อกับคนในโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

 

ถ้าอ่านถึงตรงนี้ ก็จะเห็นได้ว่า ลี กวน ยิวไม่ได้ตัดสินใจเองคนเดียว แต่สถานการณ์ทั้งในประเทศและมรดกจากอาณานิคมอังกฤษบังคับให้ต้องตัดสินใจอย่างนั้นด้วย

ดูเหมือนเขาเองก็รู้ เพราะพูดถึงความหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในสิงคโปร์ และพูดถึงภาษาอังกฤษว่าเป็นมรดก ในขณะเดียวกันเขาก็ยกย่องซูการ์โน ประธานาธิบดีคนแรกของอินโดนีเซียอย่างมาก ที่เลือกภาษามลายูเป็นภาษาประจำชาติ แทนที่จะเป็นภาษาชวาซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ เพราะภาษามลายูใช้กันทั่วไปในการค้าอยู่แล้ว ระหว่างประชากรที่มีภาษาน้ำนมนับเป็นร้อยทั่วหมู่เกาะ ทั้งนักภาษารุ่นหลังยังยกย่องว่ามลายูเป็นภาษาแห่งความเสมอภาค ไม่เหมือนภาษาชวาที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำของสถานภาพเหมือนภาษาไทยกรุงเทพฯ (ที่จริงในการประชุมปี 1928 กลุ่มนักชาตินิยมหนุ่มได้ตัดสินใจเลือกภาษามลายูแล้ว ทว่า ซูการ์โนในฐานะชาวชวา เมื่อได้อำนาจแล้วก็ไม่ได้ยกเลิกมติข้อนี้ของนักชาตินิยม)

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บีบบังคับให้รัฐประชาชาติอันเป็นรัฐแบบใหม่ เลือกใช้ภาษาอะไรเป็นภาษาประจำชาตินั้น ผมคิดว่าสถานการณ์ทางการเมืองภายในมีความสำคัญยิ่งกว่าการตัดสินใจของบุคคล อย่างกรณีอินโดนีเซีย ต้องไม่ลืมด้วยว่ารัฐที่รวมทุกเกาะเข้าอยู่ภายใต้การปกครองอันเดียวกันนั้น ไม่เคยมีมาก่อน จะรวมกันเป็น “ชาติ” จึงไม่ใช่เรื่องง่าย การเลือกภาษาใดขึ้นเป็นภาษาหลัก จึงต้องเลือกภาษาที่เป็นไปได้ที่สุด และไม่ส่อให้เห็น “อำนาจ” ที่อยู่เบื้องหลังการเลือก เพราะเท่ากับ “ชาติ” ที่จะเกิดขึ้นก็มาจากการถูกบังคับ ไม่ใช่ความสมัครใจของทุกฝ่าย ไม่ต่างจากอาณานิคมนอกจากสีผิวของนาย

โอกาสที่จะเกิด “ชาติ” แบบอินโดนีเซียไม่ได้เกิดแก่ทุก “ชาติ” ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชของมาเลเซียนั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานสนับสนุนของชาวมลายู ไม่ได้รับการสนับสนุนจากทุกชนชาติในอาณานิคมอังกฤษบนแหลมมลายู เช่น ชาตินิยมของชาวจีนกลายเป็นกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์มลายา นักชาตินิยมมลายูก็ไม่อยากร่วมด้วย อย่างน้อยก็เพราะรู้อยู่แล้วว่าเป็นที่รังเกียจของอังกฤษ (ซ้ำมีกองกำลังของตนเองที่แข็งแกร่ง ก็จะกลายเป็นผู้นำของการเคลื่อนไหวชาตินิยมไปโดยปริยาย) ชาวมลายูโดยเฉพาะที่อยู่ในวงราชการอาณานิคมให้การสนับสนุนกลุ่มชาตินิยมก็เพราะอังกฤษเปิดโอกาสให้ทุกชาติพันธุ์เข้ารับราชการได้ตาม “คุณสมบัติ” หรือ merit ซึ่งเงินในกระเป๋าของจีนย่อมหาซื้อให้แก่บุตรหลานได้ (เช่น การศึกษาในแบบ) นานวันเข้าอำนาจทางการเมืองภายใต้อังกฤษจะกลับเป็นของชาวจีน ส่วนชาวมลายูก็จะยังเป็นคนมักน้อยที่นอนใต้ต้นมะพร้าวตลอดไป

ผู้นำชาตินิยมมาเลเซียจะเลือกภาษาอะไรเป็นภาษาหลักได้ นอกจากภาษามลายู และยิ่งมาถึงสมัยมหาธีร์ การเมืองเรื่องการเลือกตั้ง บังคับให้เขาต้อง “มลายูนิยม” จนเลิกใช้ภาษาอังกฤษในการสอนระดับสูง แต่ต้องใช้ภาษามลายูแทน

ทั้งหมดนี้ไม่เกี่ยวกับสายตาสั้นหรือยาวเท่ากับสถานการณ์ทางการเมือง

 

พม่าก็ไม่ต่างจากกันนักนะครับ จินตกรรม “ชาติ” ของพม่า ทั้งในหมู่ผู้นำการเคลื่อนไหวชาตินิยม และประชาชนพม่าทั่วไป คือการฟื้นคืนกลับมาของราชอาณาจักรกองบอง (ที่ไม่มีกองบอง แต่มีนักการเมืองหรือทหารเข้ามาแทน) จินตกรรมทางการเมืองเช่นนี้กำหนดสถานะของประชาชนชาวฉาน, กะฉิ่น, กะเหรี่ยง, ว้า, อาข่า, ลาหู่ ฯลฯ ไว้หมดว่าต้องเป็นรองชาวพม่า

นายพลออง ซาน และอูนุ อาจไม่ได้คิดอย่างนี้ แต่นอกจากเขาจะถูกสังหารตั้งแต่ก่อนได้เอกราชแล้ว ทั้งสองคนยังร่วมกู้เอกราชของพม่าได้ด้วยความร่วมมือของคนอื่นอีกมาก เช่น นายพันเอกเนวิน ผู้บังคับการหน่วยทหารปืนยาว เป็นต้น

คงเคยเห็นอนุสาวรีย์วีรบุรุษประจำชาติพม่าซึ่งต่างเดินออกมาจากหน้าพงศาวดารเล่มเดียวกัน ประกอบด้วยกษัตริย์สามพระองค์ คือ กษัตริย์อโนรธา, กษัตริย์บุเรงนอง และกษัตริย์อลองพญา ทั้งหมดเป็นพม่า ทั้งหมดเป็นกษัตริย์ ทั้งหมดได้ปราบปรามประชาชนที่ปัจจุบันเรียก “ชนกลุ่มน้อย” ในพม่าไว้ในอำนาจโดยสิ้นเชิง

 

ผมยังยืนยันว่าผมพูดเรื่องพม่าอยู่ ไม่ได้พูดเรื่องไทย แม้อาจเปลี่ยนคำว่าพม่าเป็นไทยเมื่อไรก็ได้ ไม่ทำให้ต่างอะไรจากกัน

ผมจำได้ว่า เมื่อแรกรู้จักคุณคำสิงห์ ศรีนอก ได้ไม่นาน คุณคำสิงห์เคยถามผมว่า ในเมื่อคนอีสานเป็นประชากรถึงสองในสามของไทย เหตุใดจึงไม่ใช้ภาษาอีสานเป็นภาษาแห่งชาติ

เพราะความเยาว์ในตอนนั้น ด้วยสติปัญญานะครับ ไม่ใช่ด้วยอายุ ผมก็ได้แต่ตอบว่า เออจริงสิ แต่ผมไม่รู้เหมือนกัน

หากคุณ’สิงห์ถามตอนนี้ ผมคงตอบในลักษณะเดียวกับข้างบน คือในสถานการณ์ที่ต้องเลือกภาษาหลักของรัฐนั้น “อำนาจ” ในรัฐนั้นประกอบกันขึ้นอย่างไร

ผมคิดว่าจินตกรรมของชนชั้นนำไทยในช่วงนั้น ก็ไม่ต่างจากชนชั้นนำพม่า นั่นคือต้องการฟื้นฟูราชอาณาจักรขึ้นให้แข็งแกร่งพอจะต้านทานการคุกคามจากมหาอำนาจได้ และที่สำคัญก็คือในกระบวนการฟื้นฟูนี้ ต้องไม่ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างอำนาจ หมายความว่าไม่กระทบต่อสถานะ, อภิสิทธิ์ และอำนาจของชนชั้นนำ (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร)

ราชอาณาจักรสยามในสมัยรุ่งเรืองสุดยอด เคยมีอำนาจเหนือล้านนาประเทศ, เหนือลาวประเทศทั้งสองฝั่งโขง, รวมถึงหัวเมืองมลายูในภาคใต้ อำนาจนี้ตั้งอยู่บนความไม่เท่าเทียม ถึงแม้ตัวอำนาจจริงอาจไม่มากในความเป็นจริง แต่โดยสัญลักษณ์แล้วเป็นอำนาจสูงสุดที่ทุกฝ่ายต้องแสดงการยอมรับ เช่น ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองมาถวายตามกำหนด

จินตกรรมทางการเมืองเช่นนี้ จะเปิดโอกาสให้เลือกภาษาอะไรได้นอกจากภาษาของราชอาณาจักร คือภาษาไทยกลาง (หรือพูดให้ชัดกว่านี้คือภาษาไทยของราชสำนัก เพราะคนภาคกลางก็ยังพูด “เหน่อ” อยู่นั่นเอง) ถ้าราชอาณาจักรจะกลายเป็น “ชาติ” ได้ คนอีสานซึ่งเป็นประชากรฝ่ายข้างมาก ต้องสามารถอ่านวรรณคดีในภาษาไทยราชสำนักได้คล่อง แม้แต่จะพิมพ์ “ท้าวผาแดงนางไอ่” ขึ้นใหม่ ก็ต้องใช้ตัวอักษรของภาษาไทยราชสำนัก

 

นี่คือ “รัฐประชาชาติ” ที่พัฒนาไปได้ไม่ถึงจุดสมบูรณ์ของความเป็นชาติ ทั้งพม่าและไทยไม่ต่างจากกัน ในประเทศไทยมีเวลาเพียง 15 ปี หลัง 24 มิถุนายน ที่พัฒนาการทางการเมืองกำลังขยายตัวไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างเสมอภาคของประชาชนทุกคน แต่ถูกขัดขวางให้ยุติลงด้วยการยึดอำนาจของพันธมิตรระหว่างกองทัพและชนชั้นนำตามประเพณี ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมารัฐประชาชาติในประเทศไทยก็หยุดชะงัก ในขณะที่ “ราชาชาติ” งอกงามขึ้นมาแทนที่

พม่ามีเวลาพัฒนารัฐประชาชาติเพียง 13 ปี กองทัพและราชอาณาจักรจำแลงก็ทำลายพัฒนาการของ “รัฐประชาชาติ” ลงไปอย่างสิ้นเชิง กลายเป็น “รัฐเสนาชาติ” จนถึงทุกวันนี้

ยังมีเงื่อนไข “อำนาจ” อีกด้านที่เข้าใจได้ง่ายกว่าข้างต้น นั่นก็คือภาษาที่ถูกเลือกให้เป็นภาษาหลักนั้นต้องเป็นภาษาที่ชนชั้นนำใช้ได้คล่องด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าภาษาลาวอีสานเป็นภาษาหลักใน “ราชาชาติ” ชนชั้นนำสยามเวลานั้นแทบจะสื่อสารกับประชาชนไม่ได้เลย ต้องมีคนอีกกลุ่มหนึ่งสื่อสารแทน ซึ่งอันตรายมาก เพราะอาจเป็นโอกาสให้พวกนักสื่อสารเหล่านี้เข้ามาแทนที่อำนาจได้

ด้วยปัจจัยหลายประการ รัฐสมัยใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ในระบอบอาณานิคม, สมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือประชาธิปไตย ต่างก็มีความจำเป็นที่ผู้ปกครองต้องสื่อสารกับประชาชนมากขึ้น จะผ่านการพูดก็ได้ถ้ามีเครื่องมือที่ทำให้พูดดังพอจะได้ยินทั้งประเทศ (เช่น วิทยุ) หรือจะผ่านการเขียนในกิจจานุเบกษา หรือนิพนธ์อื่นๆ ที่พิมพ์เผยแพร่ได้กว้างขวาง หรือแบบเรียนในโรงเรียน ฯลฯ จะมานั่งเฉยๆ ปล่อยให้จารีตประเพณีพูดแทนอย่างสมัยโบราณไม่ได้ ด้วยเหตุดังนั้น ภาษาหลักหรือภาษาประจำชาติจึงต้องเป็นภาษาที่ชนชั้นนำใช้ได้คล่อง ระบบอาณานิคมอังกฤษในมาเลเซีย, สิงคโปร์ และพม่าใช้ภาษาอังกฤษ ดัตช์ใช้ภาษาดัตช์ในระดับสูง แต่ใช้ภาษามลายูในระดับกลางและล่าง เพราะข้าราชการผิวขาวมักพูดมลายูได้ เนื่องจากต้องใช้พูดกับคนใช้ของตนอยู่แล้ว

และแน่นอน ชนชั้นนำไทยจะคล่องภาษาอะไรมากไปกว่าภาษาไทยของราชสำนักเล่าครับ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน
‘สุชาติ’ ค้านขึ้น VAT-กู้ 4 แสนล้านแจกเงิน จี้ปฏิรูปราชการอุดรูรั่วทุจริต ดีกว่ารีดภาษีประชาชน
ยศชนัน-ประเสริฐ ชูหลักสูตรฐานสมรรถนะ ยกระดับวิชา “ประวัติศาสตร์-หน้าที่พลเมือง-ภาษาไทย” ปั้นเด็กไทยสู่พลเมืองโลกที่สมบูรณ์