bg-single

ไทย- ‘สนตาย’ หรือ ‘สนลู่ลม’? ปัญหาการต่างประเทศไทย 2566

03.02.2023

“สงครามเย็นไม่เคยจบ… [และ] เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่จีนและสหรัฐเป็นรัฐมหาอำนาจใหญ่พร้อมกัน”

Stephen Kotkin (2022)

 

หลังจากการเกิดของสงครามยูเครนจากการบุกของรัสเซียในเดือนกุมภาพันธ์ และการปิดล้อมไต้หวันจากความไม่พอใจของจีนต่อการเดินทางเยือนของประธานรัฐสภาในเดือนสิงหาคม ในปี 2565

จึงเป็นที่ชัดเจนว่า สงครามเย็นได้หวนคืนอีกครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็น “สงครามเย็นใหม่”

ซึ่งศาสตราจารย์ Kotkin กล่าวถึงสถานการณ์โลกปัจจุบันว่า “สงครามเย็นไม่เคยจบ”

ข้อสังเกตเช่นนี้คงไม่ผิดนัก เพราะสถานการณ์การแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่ทวีความเข้มข้นอย่างต่อเนื่อง และปะทุเป็น “สงครามร้อน” ครั้งแรกของยุโรปนับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเย็นจากสนามรบที่ยูเครน

สงครามเย็นครั้งนี้อาจจะเปลี่ยนคู่แข่งขันหลัก เป็นความขัดแย้งระหว่างจีนกับสหรัฐ แต่ก็ยังคงมีรัสเซียเป็นคู่แข่งขันอีกส่วน

จนเราอาจกล่าวเป็นข้อสังเกตได้ว่า การ “เผชิญหน้าอย่างเปิดเผย” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่ในสองฝ่ายจะเป็นปรากฏการณ์ที่เห็นชัดมากขึ้น ดังที่เห็นแล้วในปี 2565

ภาวะเช่นนี้จึงเป็นความท้าทายอย่างมากต่องานด้านการต่างประเทศของทุกประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะสำหรับรัฐเล็กอย่างรัฐไทยแล้ว สงครามเย็นใหม่เป็นประเด็นความท้าทายที่ละเลยไม่ได้เลย

และจะเป็นโจทย์ทางการเมืองที่สำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศด้วย

 

ผลพวงจากรัฐประหาร

ในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลกนั้น เราจะพบว่างานด้านการต่างประเทศของไทยนับตั้งแต่รัฐประหาร 2557 สืบเนื่องจนถึงหลังการเลือกตั้ง 2562 เป็นต้นมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากในเรื่องของทิศทางนโยบายที่ดูจะมีลักษณะของการพึ่งพิงการสนับสนุนของรัฐบาลจากค่ายตะวันออกอย่างมาก

โดยเฉพาะการเริ่มต้นด้วยการแสวงหาการสนับสนุนทางการเมือง สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ

เนื่องจากท่าทีของโลกตะวันตกในขณะนั้น ไม่ตอบรับกับการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ แต่อย่างใด ภาวะเช่นนี้กลายเป็น “พันธะผูกพัน” ที่ทำให้รัฐบาลไทยต้องหันไปหาความสนับสนุนจากรัฐบาลจีน และรัสเซีย

เพราะหากปราศจาก “การรับรองทางการเมือง” จากรัฐมหาอำนาจต่อสถานะของการรัฐประหารที่กรุงเทพฯ รัฐบาลทหารอาจจะล้มพังทลายไปตั้งแต่ต้น

การสนับสนุนด้วยท่าทีแบบ “ไม่วิจารณ์” จากปักกิ่งและมอสโก จึงมีความสำคัญต่อความอยู่รอดของรัฐบาลทหารเป็นอย่างยิ่ง

ในทางกลับกัน ท่าทีของรัฐบาลตะวันตกที่ไม่สนับสนุนการรัฐประหารของผู้นำทหารไทย ได้กลายเป็นช่องว่างทางการเมืองอย่างดี ที่เปิดโอกาสให้รัฐบาลปักกิ่งและมอสโกแทรกตัวเข้ามาในช่องว่างดังกล่าว

นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ที่เกิดระหว่างรัฐบาลทหารไทยกับรัฐบาลของรัฐมหาอำนาจใหญ่ฝ่ายตะวันออกก็มีพัฒนาการเพิ่มมากขึ้นอีกหลังจากการเลือกตั้งในต้นปี 2562

อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายการต่างประเทศในลักษณะเช่นนี้ มักจะถูกอธิบายจากมุมมองของฝ่ายรัฐบาลไทยว่า การเอียงเข้าหารัฐมหาอำนาจตะวันออกก็เพื่อการ “ปรับสมดุล” ในงานด้านต่างประเทศของไทย

ซึ่งรัฐบาลทหารและกลุ่มผู้สนับสนุนมีความเชื่อว่า ไทยในช่วงที่ผ่านมามีความใกล้ชิดกับฝ่ายตะวันตกมากเกินไป จึงมีความจำเป็นต้อง “สร้างสมดุลใหม่” ด้วยการเข้าไปใกล้ชิดกับปักกิ่งและมอสโกแทน

จนเกิดข้อสังเกตว่า จากรัฐบาลทหาร 2557 จนถึงรัฐบาลสืบทอดอำนาจ 2562 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้นำรัฐประหารได้พาประเทศไทยออกจากความสัมพันธ์ที่เคยมีในหลายส่วนกับตะวันตก และแสดงออกถึงทิศทางที่ต้องการสร้างความใกล้ชิดกับรัฐบาลตะวันออก

สภาวะเช่นนี้สอดคล้องกับความรู้สึกของชนชั้นนำ กลุ่มผู้นำทหารสายขวาจัด และบรรดากลุ่มปีกขวา ที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า พวกเขาไม่ชอบโลกตะวันตกที่ไม่สนับสนุนรัฐประหารที่กรุงเทพฯ

และไม่ชอบมากขึ้นที่ตะวันตกจะมาเรียกร้องให้ผู้นำรัฐประหารรีบคืนประชาธิปไตยให้กับสังคมไทย

แน่นอนว่า พวกเขา “รังเกียจประชาธิปไตย” ซึ่งมีนัยถึงอาการ “เกลียดตะวันตก”

และในขณะเดียวกันพวกเขามีท่าทีตอบรับอย่างมากที่จีนและรัสเซียไม่ออกเสียงวิจารณ์การเมืองไทย

ฉะนั้น จึงไม่แปลกเลยที่บรรดาปีกขวาจัดเหล่านี้ จะเรียกร้องให้ไทยเข้าไปใกล้ชิดกับรัฐมหาอำนาจตะวันออกมากขึ้น

จนกล่าวได้ว่ากลุ่มขวาจัดไทยมีทัศนะ “ชื่นชมตะวันออก”

 

หนี้ที่มีราคาทางการเมือง

แต่สังคมอาจจะต้องตระหนักว่า แนวคิดของ “การสร้างสมดุลใหม่” ของการต่างประเทศไทยที่บรรดาปีกขวาไทยให้การสนับสนุนอย่างแข่งขันนั้น เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขการรัฐประหาร อันส่งผลให้รัฐบาลไทยต้องพาตัวเองไปอยู่กับการสนับสนุนทางการเมืองของจีนและรัสเซีย

และกลายเป็น “หนี้ทางใจ” ที่กรุงเทพต้องคอยจ่ายตอบแทนแก่รัฐผู้สนับสนุน

ถ้าคิดในอีกมุมหนึ่ง เราอาจตั้งข้อสังเกตได้ว่า ถ้าการปรับนี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขของระบอบรัฐสภาแล้ว รัฐไทยน่าจะมี “ความยืดหยุ่น” ในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างกรุงเทพฯ-ปักกิ่ง-มอสโก มากกว่านี้ ไม่ใช่การเป็น “รัฐลูกไล่” เช่นในปัจจุบัน (ในบางกรณี อาจต้องใช้คำว่า “รัฐลูกน้อง” ได้ด้วย)

เพราะผู้นำไทยดูจะมีท่าทีแบบ “พินอบพิเทา” กับบรรดาผู้นำจีนและรัสเซีย ดังจะเห็นได้จาก “ภาษากาย” ของผู้นำไทย ที่ดูจะมีความ “นอบน้อม” ต่อผู้นำจีน ราวกับไทยเป็น “รัฐอารักขา” ของจีน (เปรียบเทียบกับท่าทีผู้นำอินโดนีเซียในเอเปค จะเห็นถึงความแตกต่างเช่นนี้)

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การมี “พันธะทางใจ” ทำให้มุมมองไทยต่อปัญหาในเวทีระหว่างประเทศอยู่ในกรอบคิดเดียวกับจีนและรัสเซีย ที่ละเลยต่อบรรทัดฐานของระเบียบระหว่างประเทศ

ตัวอย่างเช่น ในกรณีของสงครามยูเครนนั้น ไม่ว่ารัฐมนตรีต่างประเทศไทยจะกล่าวอ้างหลักการอะไรก็ตาม

แต่สุดท้ายนักสังเกตการณ์ระหว่างประเทศทุกคนรู้ดีว่า รัฐบาลไทยโดยกระทรวงต่างประเทศไทย เกิดภาวะ “ไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม” และ “ไม่กล้าแสดงออกทางด้านมนุษยธรรม” ที่จะ “กล้าลงเสียงประณาม” การทำสงครามของประธานาธิบดีปูติน ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของชาวยูเครนอย่างใหญ่หลวง

นอกจากนี้ การลงเสียงของไทยในปัญหายูเครนสะท้อนว่า รัฐบาลไทยไม่ให้ความสนใจต่อการละเมิดเอกราชและอธิปไตยโดยการใช้กำลังของรัฐมหาอำนาจใหญ่ และไม่แสดงออกในเวทีสากลต่อการปกป้องสิทธิในการดำรงอยู่ของรัฐเล็กในฐานะ “รัฐอธิปไตย”

อันสะท้อนถึงการที่ไทยไม่สนใจต่อหลักการและบรรทัดฐานของ “ระเบียบระหว่างที่มีกฎเกณฑ์” (rule-based international order)

และไทยได้สนับสนุนระเบียบโลกแบบที่ยึดถือ การใช้กำลังเป็นใหญ่ หรือระเบียบแบบ “อำนาจคือธรรม” เช่นที่รัสเซียดำเนินการในยูเครน

ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะของรัฐไทยในเวทีสากลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และทั้งยังสะท้อนในอีกด้านว่า ไทยไม่ใส่ใจในประเด็นทางด้านมนุษยธรรมที่ชาวยูเครนเป็นจำนวนมากได้รับผลร้ายจากสงคราม

ในอีกด้านผู้นำไทยคาดหวังว่าการงดออกเสียงต่อปัญหาสงครามยูเครน ในด้านหนึ่งจะเป็นการชักชวนให้ผู้นำรัสเซียเข้าร่วมการประชุมเอเปคในเดือนพฤศจิกายนที่กรุงเทพฯ

และยังมีนัยถึงการ “ตอบแทน” ต่อความสนับสนุนที่มอสโกเคยให้แก่รัฐบาลทหารกรุงเทพฯ

ในอีกด้านหนึ่งผู้นำไทยมีอาการ “เกรงใจจีน” จนใช้การลงเสียงในปัญหาสงครามยูเครน เพื่อส่งสัญญาณว่า ไทยมี “จุดยืน” เดียวกับจีน และจะไม่เดินตามกระแสสากล

แม้รัฐบาลไทยพยายามสร้างภาพในบ้านว่า เป็นการลงเสียงในแบบที่ “เป็นกลาง” แต่ความเป็นกลางเช่นนี้ กลับถูกมองจากเวทีโลกว่า “ไทยเดินตามจีน” โดยเชื่อว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติของไทย” อยู่กับค่ายตะวันออก มากกว่าอยู่กับค่ายตะวันตก

คำสัมภาษณ์ของรัฐมนตรีต่างประเทศไทยในปัญสงครามยูเครนว่า “เราโหวตโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศไทยและของโลกเป็นสำคัญ” จึงฟังไม่ขึ้น

และกลายเป็นภาพสะท้อนว่า รัฐบาลสืบทอดอำนาจของไทยพร้อมสนับสนุนรัฐบาลแบบอำนาจนิยมทั้งจีนและรัสเซียแบบไม่มีข้อต่อรอง

และการสนับสนุนเช่นนี้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่า “ผลประโยชน์แห่งชาติของไทย” อยู่ตรงไหน

อีกทั้งยังอาจมองได้ว่า วาทกรรมเรื่อง “การปรับสมดุล” ของงานด้านต่างประเทศของรัฐไทย เป็นเพียงข้ออ้างของนักรัฐประหาร ที่ใช้ในการแสวงหาความสนับสนุนจากค่ายตะวันออก

ตลอดรวมถึงผลประโยชน์ในเรื่องของ “เสนาพาณิชยนิยม” ที่มักมีเรื่อง “อื้อฉาว” ของการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ (arms scandals) จากจีนเข้ามาเป็นส่วนประกอบของนโยบายต่างประเทศไทย

 

สายใยอำนาจนิยม

ในอีกส่วนก็เห็นถึง การแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลอำนาจนิยมของผู้นำทหารในประเทศเพื่อนบ้านอย่างชัดเจน ดังจะเห็นได้ว่ารัฐบาลกรุงเทพมีท่าทีในแบบ “ประนีประนอม” และไม่แสดงออกในลักษณะของการกดดันเพื่อที่จะเป็นปัจจัยในการช่วยลดทอนความรุนแรงที่เกิดจากใช้กำลังปราบปรามผู้เห็นต่างและฝ่ายประชาธิปไตยในเมียนมาอย่างต่อเนื่อง

จนเป็นดังการส่งสัญญาณทางการทูตว่า รัฐบาลไทย “ไม่ทอดทิ้ง” รัฐบาลทหารเมียนมาเด็ดขาด

ขณะเดียวกันก็จะ “ไม่สนับสนุน” ฝ่ายประชาธิปไตยและรัฐพลัดถิ่นของเมียนมา

ซึ่งในอีกด้านหนึ่ง อาจสอดรับกับท่าทีของจีนและรัสเซียในการสนับสนุนรัฐบาลทหารเมียนมาด้วย

และสะท้อนปัญหาที่ไทยเองไม่ใส่ใจต่อปัญหาทางด้านสิทธิมนุษยชนและมนุษยธรรมในเมียนมาเท่าที่ควร

จนท่าทีกระทรวงการต่างประเทศไทยกลายเป็น “ความน่าผิดหวัง” ในการแก้ปัญหาความรุนแรงในเมียนมา

แต่หากพิจารณาในภาพรวม เราอาจอธิบายได้ว่า รัฐบาลไทยลงเสียงในเวทีสากลเพื่อเรียกร้องให้จีนและรัสเซียดำรงความสนับสนุนต่อรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ต่อไป

เพราะในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2566 นั้น มองไม่เห็นถึงชัยชนะของผู้นำรัฐบาลปัจจุบันแต่อย่างใด

จึงมีนัยว่าหากปักกิ่งและมอสโกต้องการเห็นทิศทางการต่างประเทศไทยในแบบที่เป็นอยู่ ก็จะต้องสนับสนุนให้ผู้นำชุดนี้ รวมทั้งกลุ่มของรัฐมนตรีต่างประเทศปัจจุบันได้มีอำนาจในการควบคุมทิศทางการต่างประเทศของไทยต่อไป

สภาวะเช่นนี้ทำให้ใครที่เคยเชื่อว่า นโยบายต่างประเทศไทยเป็นเสมือน “สนลู่ลม” ที่พร้อมจะยืนต้นอยู่ได้เสมอในท่ามกลางของ “พายุการแข่งขัน” ของรัฐมหาอำนาจใหญ่นั้น อาจต้องคิดทบทวนใหม่

เพราะการกำหนดทิศทางแบบ “ไม่แคร์กระแสโลก” และเชื่อว่า รัฐไทยอยู่ได้ด้วยกระแส “ลมตะวันออก” ที่พัดมาจากปักกิ่งและมอสโกเท่านั้น

แต่เราต้องไม่ลืมว่า “ลมตะวันตก” ก็พัดแรงเช่นกัน… ลมพายุแห่งการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจใหญ่พัดแรงเสมอในยุคสงครามเย็น (ไม่ว่าจะใหม่หรือเก่าก็ตาม)

แต่วันนี้ดูเหมือน “สนไทย” ไม่ลู่ลมแล้ว เพราะยืนต้นตายไปตั้งแต่รัฐประหาร

ถ้าเช่นนั้น เราจะปลูก “สนต้นใหม่” หลังเลือกตั้งใหม่ได้หรือไม่

หรือไทยจะต้องดำเนินนโยบาย “สนตาย” ด้วยอาการพินอบพิเทาต่อผู้นำรัฐมหาอำนาจตะวันออกต่อไปไม่หยุด

จนเป็นเหมือนเอา “หลิวจีน” หรือ “สนรัสเซีย” มาปลูกแทน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport
Sexercise การออกกำลังกายชั้นยอด
วิวัฒนาการที่กำกับได้ (2) : การกำกับวิวัฒนาการในหลอดทดลอง