
การเมืองไทยตอนนี้มีสองภาพคู่ขนานให้เฝ้ามองดู
ภาพแรก คือ ภาพของการเมืองในระดับปฏิบัติ นั่นคือภายใต้กติกาของรัฐธรรมนูญ ปี 2560 เรามีการเลือกตั้งในปี 2566 สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยหวังจะได้เห็นคือ พรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล, พรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล และพรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในแง่ของการเลือกตั้งเพื่อช่วงชิงคะแนนเสียง พรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกล เป็นคู่แข่ง และแชร์ “ตลาด” เดียวกัน ในช่วงหาเสียงจึงมีการต่อสู้ฟาดฟันกันอย่างหนักหน่วง
และปฏิเสธไม่ได้ว่า จุดขายที่พรรคก้าวไกลใช้เพื่อ “ปราบ” เพื่อไทยให้อยู่หมัด และซื้อใจประชาชนคือ ไม่เอาสาม ป., แก้ไขเชิงโครงสร้างปฏิรูปกองทัพ และแก้ไข 112 ที่บรรจุไปเป็นหนึ่งในสามร้อยนโยบาย
ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่า สังคมไทยเรียนรู้แล้วว่า การรัฐประหารไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาทางการเมือง
และฉันอยากบอกทุกคนที่บ่นสิ้นหวังกับประเทศ บ่นว่าสู้เท่าไหร่ก็ไม่ชนะสักที เบื่อ เศร้า ฉันอยากให้มองตรงนี้ว่า เอาเข้าจริงๆ ผลลัพธ์แห่งการต่อสู้ทางความคิดที่สู้กันมายาวนาน มันเริ่มผลิดอกออกผลแล้ว
มีฉันทามติร่วมกันไม่ว่าจะแดง หรือส้ม หรือสลิ่ม เฟสหนึ่งว่า การรัฐประหารไม่ใช่ทางออก
สำหรับฉัน อันนี้เรียกว่าชนะการเกินครึ่งทาง
แต่สิ่งที่ทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยอกหักไปตามๆ กันคือ เมื่อก้าวไกลไม่สามารถหาเสียงมาสนับสนุนให้พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกฯ ได้ครบ 376 เสียง สุดท้ายถ้ายังกอดคอกันอยู่ก็ต้องเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน
พรรคเพื่อไทยจึงเลือกข้ามขั้วไปตั้งรัฐบาลกับคู่ขัดแย้งเก่า นั่นคืออดีตพรรคร่วมรัฐบาลที่เคยเป็นนั่งร้านให้ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ถามว่า “เสียหมา” กันหมดไหม คำตอบก็คือเสียแน่ๆ ฉันเองก็เสีย
เพราะนี่คือสิ่งสุดท้ายที่อยากจะเห็นแม้จะสังหรณ์ใจตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งว่ามีโอกาสจะออกมาในรูปนี้สูงมาก
แต่ก็เป็นการเสียหมาที่ฉันคิดว่าถ้าเราจะยอมรับความรู้สึกจริงๆ ในใจของคนเชียร์เพื่อไทยจำนวนไม่น้อย มันเป็นความรู้สึกเสียหมาแต่โล่งอก
โล่งอกหนึ่งที่ได้เป็นรัฐบาล เพราะเชื่อว่าการมีอำนาจรัฐอยู่ในมือมีโอกาสสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า หรืออย่างน้อยที่สุดไปทำให้เศรษฐกิจขยับบ้าง
และเราเชื่อว่าเมื่อเป็นรัฐบาลที่ขึ้นมาเป็นรัฐบาลแบบแทบจะเทหมดหน้าตัก การจะได้รับความรักความไว้ใจจากประชาชนอีกครั้งมีทางเดียวเท่านั้นคือ ตั้งหน้าตั้งตาทำงาน
โล่งอกอีกหนึ่งคือโล่งอกที่ไม่ต้องไปร่วมกับพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะร่วมในฐานะฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล
เพราะดูแล้วเหมือนคลื่นเอฟเอ็มกับเอเอ็ม สองพรรคนี้แทบจะพูดกันคนละภาษา ที่ผ่านมามีจุดร่วมกันคือ เป็นพรรคการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหาร และถูกฝ่ายเผด็จการรังแกเหมือนกัน
ภาพการเมืองในระดับปฏิบัติ อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยได้พาตัวเองออกจาก regime ของคณะรัฐประหาร สู่รัฐบาลพลเรือนแล้ว
แม้พรรคร่วมรัฐบาลยังประกอบไปด้วยพรรคการเมืองเดิมที่เคยหนุนส่งให้หัวหน้าคณะรัฐประหารเป็นนายกฯ แต่ ณ วันนี้ คนเหล่านั้นทำงานภายใต้นายกฯ ที่มาจากแคนดิเดตของพรรคที่มีเสียง ส.ส.มากที่สุดในหมู่พรรคร่วม
และสิ่งที่เราควรยินดีคือ แกนนำพรรคฝ่ายค้านมีเสียงมากถึง 151 เสียง จึงเป็นฝ่ายค้านที่เอกภาพที่สุด
แต่ฉันก็งงว่าทำไมเราคนไทยไม่ดีใจที่
หนึ่ง เรามีรัฐบาลผสมหลายพรรคที่ทำให้เรามั่นใจได้ว่ารัฐบาลจะไม่เข้มแข็งนัก
สอง เรามีฝ่ายค้านที่เข้มแข็ง มีเอกภาพ หัวก้าวหน้า งานสภายอดเยี่ยม
นี่คือองค์ประกอบของรัฐบาลในอดมคติ ถ้ามองแบบเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง
เพราะมันสะท้อนความเข้มแข็งของประชาชนมากกว่าความเข้มแข็งของอำนาจรัฐที่จะอยู่เหนือประชาชน
และสิ่งนี้แทบจะเกิดขึ้นโดยละม่อม นี่คือสารตั้งต้นของการสร้างสังคมประชาธิปไตยที่เข้มแข็งต่อไป
หากเราจะไม่ใจแคบมองโลกแคบๆ แค่เรื่องพรรคที่ฉันเชียร์ได้ที่หนึ่งทำไมไม่ได้เป็นรัฐบาล ฉันรักพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ จังเลย ทำไมพิธาไม่ได้เป็นนายกฯ
และฉันอยากจะบอกทุกคนว่า ช่วยกันรักษาประชาธิปไตยในระบบเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาให้เข้มแข็งเข้าไว้ พิธาได้เป็นนายกฯ แน่นอน ขอให้ถนอมเนื้อถนอมตัว ไม่เปิดช่องให้ถูกสอยโดยเทคนิคของกฎหมาย
เพราะฉะนั้น การเมืองในระดับปฏิบัตินี้ ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนนอกจากเฝ้าติดตามการทำงานของรัฐบาล อันไหนดีก็ชม อันไหนบ้งก็ด่า
ส่วน “นางแบก” อย่างฉันนอกจากชมกับด่า แล้วยังเห็นว่า รัฐบาลพลเรือนหลังระบอบประยุทธ์ ช่างน่าเห็นใจ นั่นคือ ไหนจะต้องประสานกับพรรคร่วมให้ดี ไหนจะเผชิญขวากหนามจากเทคโนแครต แบงก์ชาติเอย ทีดีอาร์ไอเอย สภาพัฒน์เอย
คนเหล่านี้ไม่เคยใจดีกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่มักอ่อนน้อมเวลาเจอรัฐบาลที่ขึ้นสู่อำนาจด้วยวิธีพิเศษ
ไม่เพียงแต่เทคโนแครต รัฐบาลพลเรือนพรรคเพื่อไทยยังต้องเจออิทธิฤิทธิ์ ปาฏิหาริย์ จากองค์กรอิสระ ไหนจะระบบราชการที่ regime เก่า ลงหลักปักฐานไว้ในเวลาหนึ่งทศวรรษที่อยู่ในอำนาจ
อย่างที่เขียนไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
สำหรับฉันการประคองรัฐบาลพลเรือนให้รอดยังเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญลำดับต้นๆ
เมื่อมองบริบทการเมืองไทยในช่วงเปลี่ยนผ่าน และความปรารถนาสูงสุดของคนอย่างฉัน ไม่ใช่การเปลี่ยนประเทศแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน
ฉันเชื่อในกระบวนการเรียนรู้ทางการเมืองผ่านการเลือกตั้ง
และหากเราจะไม่ inward looking (มองเข้ามาข้างในอย่างเดียว ไม่มองออกไปข้างนอก) เราจะเห็นว่า กระบวนการนี้อาจใช้เวลายาวนานมาก ไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย จนป่านนี้ก็ยังไม่ได้ลิ้มรสอันหวานหอมของประชาธิปไตย ในความหมายของการมีรัฐบาลเก่ง ที่ดี ที่ไม่โกงกิน แต่ก็เป็นประเทศประชาธิปไตย
เคสที่พัฒนาก้าวกระโดดหลังการกลายเป็นประชาธิปไตยคือเกาหลีใต้
แต่ไม่มีอะไรการันตีว่าไทยจะเป็นประชาธิปไตยแบบฟิลิปปินส์หรือเกาหลีใต้
นี่คือสิ่งที่ฉันเพียรพยายามจะสื่อสารกับ “ส้ม” ที่ยังคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงประเทศแบบอยากจะล้มนู่นล้มนี่ทุนผูกขาด ชาติปรสิต รัฐสวัสดิการมากี่โมง ฯลฯ ว่า ขอให้จำแนกความรู้สึกของตัวเองให้ดีว่าเฟียงเพราะอยากให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยหรือเฟียงเพราะที่จริงแล้วไม่ได้คิดเชิงอุดมการณ์อะไร แค่โกรธที่อะไรๆ มันไม่ได้อย่างใจเท่านั้นเอง
ภาพที่สองของการเมืองไทยคือภาพในระดับโครงสร้าง ซึ่งตอนนี้มีสามเรื่องใหญ่ คือ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ, เรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม และเรื่องการยื่นร้องยุบพรรคก้าวไกล และการตัดสิทธิทางการเมือง ส.ส. 40 ของพรรค
อ้างอิงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ลำพังการมีนโยบายแก้ไขกฎหมายมาตรา 112 เพื่อแก้ในสภา ไม่ผิด แต่การณรงค์นอกสภา ในแบบที่พรรคก้าวไกลทำ เข้าข่าย “ผิด” จึงสั่งให้ยุติการกระทำ ทั้งนี้ ไม่มีคำสั่งยุบพรรค แต่ก็มีนักร้องรอรับลูกตรงนี้ไปยื่นยุบพรรค รวมทั้งไปร้องเรื่องจริยธรรมนักการเมือง
สำหรับฉัน สังคมไทยต้องยืนยันว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้พรรคก้าวไกลยุติการกระทำ เรื่องควรจบเท่านี้ การยุบพรรคและการตัดสิทธินักการเมืองกระทบกระเทือนต่อ “โครงสร้าง” ของสังคมประชาธิปไตย และหากเราหวังร่วมกันที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาธิปไตย เราต้องไม่สนับสนุนการยุบพรรคและการติดสิทธินักการมือง
การที่เราคัดค้านการยุบพรรคก้าวไกล หรือคัดค้านการจัดสิทธินักการเมืองพรรคก้าวไกล จะไม่เกี่ยวกับความชอบหรือไม่ชอบ และเราพึงใช้หลักการนี้กับทุกพรรคและกับนักการเมืองทุกคน
เราคัดค้าน ไม่ได้เกิดจากความชอบความชื่นชมในพรรคนี้ แต่เราค้านเพราะเราต้องการสร้างสุขภาวะที่ดีให้กับประชาธิปไตยในสังคมของเรา
ส่วนเรื่อง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม นี่เป็นประเด็นเชิงโครงกสร้างทางการเมืองอีกเช่นกัน
สำหรับฉัน เป้าหมายของการนิรโทษกรรม ไม่ใช่แค่ช่วยนักโทษทางความคิด
เพราะหากเราอยากช่วยนักโทษทางความคิด เราจะเคลื่อนไหวให้ปล่อยตัวนักโทษทางความคิดทั้งหมด และล้างคดีนักโทษทางความคิด
แต่การนิรโทษกรรมทางการเมืองย่อมหวังผลที่ใหญ่กว่านั้นคือ หวังผลแห่งการก้าวข้ามความขัดแย้ง เลิกแล้วต่อกัน และเริ่มนับหนึ่งกันใหม่
คำถามคือสังคมไทยพร้อมที่จะเลิกแล้วต่อกันหรือไม่
ความคิดเห็นส่วนตัวของฉันหากจะมีการนิรโทษกรรม มันต้องเกิดการตกผลึกทางอารมณ์และเห็นพ้องต้องกันว่าเราจะเดินหน้าต่อ เพราะนิรโทษกรรมย่อมเป็นคนละประเด็นกับการสะสางความยุติธรรม แสวงหาความยุติธรรม จับตัวคนผิดมาลงโทษ
แต่ประเด็นนิรโทษกรรมในสังคมไทยยังวนเวียนอยู่ในเรื่อง ฝ่ายหนึ่งก็บอกว่า อีกฝ่ายต้องการกฎหมายนิรโทษมาช่วยพวกเดียวกันเอง และพัวพันไปกับประเด็น 112 มีกลุ่มคนที่ไม่ต้องการให้รวมคดี 112 อย่างแน่วแน่มั่นคง
เพราะฉะนั้น หากไม่มีการสร้างบทสนทนาที่จะประสานอารมณ์และจิตใจของคนสองกลุ่มนี้ได้ ก็ยากที่การนิรโทษจะสำเร็จ และนำไปสู่การสลายความขัดแย้ง
แถมยังจะกลายเป็นชนวนความขัดแย้งใหม่ได้ด้วย
ส่วนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ น่าจะเป็นเรื่องที่หาฉันทามติร่วมในหลักการกว้างๆ ได้ และจะเป็นกุญจสำคัญในการเปลี่ยนประเทศไทยเชิงโครงสร้างได้จริงๆ
แต่เรื่องที่น่าเป็นห่วงคือ “จริตสลิ่ม” แบบที่มีในรัฐธรรมนุญปี 2540 นั่นคือคิดแต่การเขียนรัฐธรรมนูญมาเพื่อปราบโกง กำราบนักการเมือง
สุดท้ายวนไปที่การบ้าคลั่งเรื่องการซื้อเสียง การเมืองสะอาด จริยธรรมสูง ฉันดีกว่าใคร เป็นการเมืองใหม่ การเมืองเพื่อประชาชนกว่าใคร
อันนำมาสู่การออกแบบกติกาที่ทำให้พรรคการเมืองและนักการเมืองมีอำนาจน้อยกว่าองคาพยพอื่นในโครงสร้างการเมืองประชาธิปไตย
สองภาพคู่ขนานนี้จะเป็นเหตุและเป็นผลต่อกัน และคีย์เวิร์ดของฉันคือ “จริตสลิ่ม”
วันนี้อาจจะไม่เข้าใจ และด่าทอฉัน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
