
“ตอนนี้กฎหมายพยายามจะให้ธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นอิสระจากรัฐบาล ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหา แล้วก็เป็นอุปสรรคสำคัญมากๆ ในการแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ
เพราะว่านโยบายทางด้านการคลัง ถูกใช้งานเพียงด้านเดียวมาตลอด แล้วก็ทำให้ประเทศของเรามีหนี้ที่สูงมากขึ้น แล้วก็สูงเพิ่มขึ้นทุกปีจากการตั้งงบประมาณที่ขาดดุล
ถ้านโยบายการเงินที่บริหารโดยธนาคารแห่งประเทศไทย ไม่ยอมที่จะเข้าใจแล้วก็ไม่ยอมให้ความร่วมมือ ประเทศของเราจะไม่มีทางลดเพดานหนี้ได้เลย”
ส่วนหนึ่งของสปีชแพทองธาร ชินวัตร ในงาน “สิบเดือนที่ไม่รอ ทำต่อให้เต็มสิบ” สรุปผลงานรัฐบาลเพื่อไทย กลายเป็นประเด็นใหญ่โตจนฉันนึกว่าประเทศไทยได้ล่มสลายไปแล้วเพียงเพราะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยวิจารณ์การทำงานของธนาคารกลาง
และที่เดือดร้อนเป็นพิเศษดูเหมือนจะเป็น “ปัญญาชน” หัวก้าวหน้า และ “สื่ออาวุโส” เดือดเนื้อร้อนใจจนแทบจะดูเหมือนการกรีดร้องออกของคนกลุ่มนี้
เท่าที่ฉันสรุปออกมาคือ
หนึ่ง แพทองธาร ชินวัตร ถูกวางยา น่าสงสารจัง เธอรู้ตัวหรือเปล่าว่าเธออ่านอะไรออกไป ใครเขียนสปีชให้เธอ หวังดีกับเธอจริงหรือเปล่า แย่แล้วๆ พรรคเพื่อไทยทั้งพรรคไม่มีใครมีความรู้พอที่จะดูแลหัวหน้าพรรคเลยเหรอ
จากนั้นก็มีลูกเล็กเด็กแดงในทวิตเตอร์ หรือ x พากันรับลูกออกมากรีดร้องตามต้นเสียงกันเป็นทอดๆ ว่า โห นี่พ่อแม่เขารักลูกเขาหรือเปล่า บลา บลา
ก่อนจะพากันเล็กเชอร์ยาวเหยียดถึงหน้าที่ ที่มา ความเป็นอิสระของธนาคารกลางของประเทศต่างๆ บนโลกใบนี้ ด้วยน้ำเสียงที่ชาวเน็ตบอกว่า “คนไทยคนแรก” และ “ไม่มีใครเก่งเท่าแม่เธอละ” ทำราวกับว่า มีแต่ตัวเองและพรรคพวกและพรรคที่ตัวเองเชียร์เท่านั้นที่มีความรู้เรื่องธนาคารกลาง
พูดให้แรงกว่านั้นทำประหนึ่งมีแต่ตัวเองและพรรคพวกที่อ่านหนังสือออก เปิดกูเกิลเป็น
สอง เสียงกรีดร้องนั้นบอกว่า นี่มันสัญญาณอันตรายชัดๆ ธนาคารกลางของประเทศเรากำลังจะถูกแทรกแซงให้เสียความเป็นกลาง อีพวกนักการเมืองเลว มันอยากเอาพรรคพวกมันมานั่งแบงก์ชาติเหมือนสมัยก่อน เลวจริงๆ อีพวกกินบ้านโกงเมือง
สาม นักข่าวอาวุโสที่แปลว่าแก่ออกมาแถเฮือกสุดท้ายว่า “คนไม่ได้ด่าเรื่องแบงก์ชาติวิจารณ์ไม่ได้ แต่เขาออกมาด่าว่าแพทองธารมีความรู้พอที่จะวิจารณ์แบงก์ชาติหรือ”
ฉันอ่านแล้วก็คันปาก ทนนั่งทับมือตัวเองไม่ไหว ต้องไปเขียนตอบว่า แล้วที่นักข่าวอาวุโสนั่งวิจารณ์ทุกเรื่องทั่วโลกนี่ ไม่มีใครถามนะว่า มีความรู้หรือเปล่า เพราะอารยชนเขามองว่านี่เป็นเสรีภาพในการพูดและการวิจารณ์ คนดูคนเสพข่าวก็มีสมองกลั่นกรองได้ว่าฟังไปแล้วได้อะไร ไม่ได้อะไร จะโง่ จะฉลาด จะมีความรู้หรือไม่มีความรู้ ก็มีสิทธิพูด ไปจนถึงมีสิทธิสร้างเนื้อสร้างตัวในสังคมนี้ในฐานะ “สื่อมวลชน” ด้วยซ้ำไป
แล้วการวิจารณ์แบงก์ชาติที่ต้องมีความรู้ขนาดไหน ต้องไปสอบขอใบอนุญาตก่อนจะวิจารณ์หรือเปล่า
ทุกวันนี้หลายสื่อเอานักวิชาการกำมะลอ นักประวัติศาสตร์ที่ไม่อัพเดตความรู้ตัวเองมาสามสิบปี แต่ยืนยงคงกระพันมาได้ด้วยการสร้างเครือข่ายระบบอุปถัมภ์กับลูกศิษย์ลูกหา มาสัมภาษณ์เป็นตุเป็นตะ เรายังไม่ด่าเลยว่า เลอะเทอะ ก็เพราะเราเห็นเป็นเสรีภาพในการพูดนั่นแหละ
กลับมาที่เราแบงก์ชาติ เบสิก 101 ความรู้แบบกูเกิล ไม่ต้องเป็นผู้ทรงภูมิอะไร นั่นคือ รัฐบาลรับผิดชอบนโยบายการคลัง ส่วนแบงก์ชาติดูนโยบายการเงิน สองส่วนนี้มีอิสระต่อกันเพื่อความสมดุลทางอำนาจ เทคโนแครตไม่ควรมีอำนาจครอบงำชี้นำรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชน ส่วนรัฐบาลที่เป็นนักการเมืองได้รับการเลือกตั้งมาก็ควรจะถูกถ่วงดุลด้วยหลักวิชาการระบบระเบียบของเทคโนแครต ถ้าสองส่วนนี้ถ่วงดุลกันได้ดี เคารพในผลประโยน์ของประชาชน ไม่ใช่เอาอีโก้ของตัวเองนำ ตามทฤษฎีแล้วมันจะเพอร์เฟ็กต์
แต่คำว่าความเป็นอิสระของทั้งรัฐบาลและแบงก์ชาติไม่ได้แปลว่าปราศจากซึ่ง “ความรับผิดรับชอบ” หรือ accountability
รัฐบาลมีความรับผิดรับชอบต่อประชาชนที่เลือกตัวเองเข้าไป
ส่วนแบงก์ชาติที่เป็นเทคโนแครตก็ต้องมีความรับผิดรับชอบต่อหน้าที่ ภารกิจที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ทำและกินเงินเดือนจากภาษีประชาชนอยู่
การวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของแบงก์ชาติ ไม่ได้อยู่ดีๆ ก็หิวแสงอยากจะวิจารณ์
แต่เป็นเรื่องที่พูดกันมาหลายเดือนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังการจัดตั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยและนายกรัฐมนตรีที่เป็นแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทย เพราะหนึ่งในภารกิจที่สำคัญมากของรัฐบาลนี้คือ ยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน และต้องการทำให้คนไทยมีเงินเต็มกระเป๋า มีความมั่นคง ปลอดภัยในชีวิต ลูกเต้าเปิดเทอม ไม่ต้องวิ่งไปโรงรับจำนำ
คำว่าเงินเต็มประเป๋า ไม่ได้แปลว่าร่ำรวย แต่แปลว่าทำมาค้าขึ้นมีเงินหมุนไปหมุนมาใช้จ่ายแบบไม่ต้องเอาตีนก่ายหน้าผากทำงานเพื่อใช้หนี้เก่าโปะหนี้ใหม่วนๆ ไปอยู่อย่างนั้น
โอ้ว พรรคเพื่อไทยเป็นคนดีจัง ทำเพื่อประชาชน – ไม่ใช่ พรรคเพื่อไทยอยากให้คนไทยกินอิ่มนอนอุ่น มีเงินเต็มประเป๋า เอนจอยไลฟ์ เศรษฐกิจดี เพราะพรรคเพื่อไทยอยากชนะการเลือกตั้งอีก ได้จัดตั้งรัฐบาลอีก
ถามว่าทำไมอยากชนะ เอ๊า ทำพรรคการเมืองแล้วไม่อยากชนะการเลือกตั้งก็ไปนอนเขี่ยปอยผมเล่นที่บ้าน
โจทย์ที่ยากมากของรัฐบาลที่นำโดยเพื่อไทยในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ หลังจากเจอทั้งโควิด และเจอทั้งฝีมือการทำงานเก้าปีเต็มแบบ “ประยุทธ์สไตล์” สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนที่มีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงกันไม่ว่าจะเป็นเวียดนามหรือฟิลิปปินส์
หากมีโจทย์ที่ต้องเพิ่มจีดีพีเพื่อนำไปสู่ “ความคึกคักของเศรษฐกิจ” สิ่งที่รัฐบาลต้องทำนอกเหนือจากการลงทุนภาครัฐคือเพิ่มปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจของประเทศ
เงินที่จะเติมเข้ามาคือเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ เงินที่มาจากรายได้อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และรายได้จากการส่งออกสินค้าทั้งเกษตรและอุตสาหกรรม
เมื่อมีปริมาณเงินเพิ่มขึ้นแล้ว โจทย์ต่อไปคือจะ “กระจาย” เงินอย่างไรไม่ให้เป็นภาวะ “รวยกระจุกจนกระจาย”
และในดีเอ็นเอแบบพรรคเพื่อไทย เชื่อในแนวทางของการเหวี่ยงเม็ดเงินไปที่ “รากหญ้า” เพิ่มความคึกคักในความสามารถของการบริโภคภายใน เพราะคนที่มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจแบบซื้อๆ ขายๆ กันทั้งวัน คือคนรากหญ้าที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เพราะฉะนั้น นโยบายกองทุนหมู่บ้าน นาโนไฟแนนซ์ ดิจิทัลวอลเล็ตจึงมาตอบโจทย์เรื่องความสามารถในการบริโภคภายใน และการหมุนเงินมากรอบที่สุดในหมู่ประชาชนคนไทยด้วยกันเอง
เพื่อให้เงินนั้นผ่านไปเยี่ยมกระเป๋าเงินของคนให้มากรอบที่สุด
ในฝั่งของรัฐบาลที่จะใช้นโยบายทางการคลัง ด่านแรกที่เจอคืองบฯ ปี 2567 ที่ล่าช้า อันเนื่องมาจากการความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล (แล้วยังมีคนบอกให้รอสิบเดือน)
ด่านที่สอง รัฐบาลพบว่า แม้จะทุ่มเทแรงกายแรงใจเวลา มันสมอง ความสามารถในการเจรจาขนาดไหนเพื่อดึงดูดนักลงทุนมาในประเทศ อุปสรรคที่รัฐบาลเจอและมันลดทอนศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยคือ อัตราดอกเบี้ย และอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา
พูดง่ายๆ คือ ดอกเบี้ยที่สูง และเงินบาทที่แข็ง ทำให้ประเทศไทยแข่งขันกับประเทศอื่นไม่ได้เลย
ถ้าเราเป็นนักลงทุนต่างชาติ มีให้เลือกสองประเทศที่ศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ประเทศเอ หนึ่งดอลลาร์ซื้อไก่ได้สองตัว กับประเทศบี หนึ่งดอลลาร์ซื้อไก่ได้หนึ่งตัว เราก็ต้องเลือกไปลงทุนในประเทศเอ ใช่หรือไม่?
ไม่เพียงเท่านั้น แบงก์ชาติไม่สามารถแก้ตัวได้เลยว่าต้องคงอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อป้องกันเงินเฟ้อ เพราะอัตราเงินเฟ้อของไทยติดลบไปเจ็ดเดือนติดต่อกันแล้ว
เรียกว่าถ้าเป็นพนักงานบริษัทก็คือทำงานแบบหลุดเคพีไอหนักมาก
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นคือทางฝ่ายรัฐบาลพยายามส่งสัญญาณไปที่แบงก์ชาตินับครั้งไม่ถ้วนว่า ต้องลดอัตราดอกเบี้ย เพราะประจักษ์พยานแห่งการคงอัตราดอกเบี้ยไว้คือ ความล้มเหลวของแบงก์ชาติที่ปล่อยให้ประเทศอยู่ในภาวะเงินฝืดมาเจ็ดเดือนเต็ม สภาวะเงินฝืดขนาดนี้ สะท้อนผ่านความ “เงียบเชียบ” ของกิจกรรมทางเศรษฐกิจของเหล่าเราชาวบ้านร้านช่องนี่แหละ เพราะคนห้าร้อยคนพันคนที่รวยที่สุดของประเทศนี้หรือกลุ่มคนที่เป็นเสือนอนกิน มีเงินฝาก เงินลงทุนแบบ passive income นอนทับเงินไปเรื่อยๆ รอกินเงินปันผลไปวันๆ ไม่เดือดร้อน
แต่ปรสิตตัวใหญ่ที่สุดที่เป็นอุปสรรคของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไม่ใช่ “นายทุน” ที่มีธุรกิจอยู่ในมือ เพราะนายทุนเหล่านี้อย่างน้อยยังมีการจ้างงาน มีผลิตภาพทางเศรษฐกิจ
แต่ปรสิตของระบบเศรษฐกิจไทยคือพวกเสื้อนอนกินกอดดอกเบี้ย นอนทับเงิน ไม่มีสร้างผลิตภาพใดๆ และไม่ก่อให้เกิดการจ้างงานแม้แต่ตำแหน่งเดียว
คําถามที่เราต้องถามหนักๆ คือ แบงก์ชาติคงอัตราดอกเบี้ยสูงเพื่อผลประโยชน์ของใคร
และการทำให้ประเทศต้องอยู่ในภาวะเงินฝืดหรือเงินเฟ้อติดลบมาเจ็ดเดือนติดต่อกัน แบงก์ชาติมีความรับผิดรับชอบ หรือ accountability อะไรต่อประชาชนหรือยัง?
คำตอบคือไม่ว่าทางรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของประชาชนจะส่งเสียงไปที่แบงก์ชาติกี่ครั้งแต่สิ่งที่ได้มาคือ “ไม่มีสัญญาณตอบรับจากหมายเลขที่ท่านเรียก”
ตีมึน เบลอ เพิกเฉย
เสร็จแล้วก็ไปสัมภาษณ์สื่อต่างประเทศว่า การยกระดับเศรษฐกิจต้องไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำ เงินเฟ้อติดลบเพราะรัฐบาลอุดหนุนราคาพลังงาน อ่านแล้วก็อยากถุยน้ำลายลงบนถนนแรงๆ สักสอง-สามถุย
แล้วถามแบบชาวบ้านๆ ว่า แค่ปัจจัยการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลเพียงปัจจัยเดียวมันตอบคำถามเรื่องเงินฝืดของประเทศทั้งประเทศได้เลยหรือ?
ทั้งนี้ แบงก์ชาติก็ไม่ตอบคำถามเรื่องเงินบาทแข็งค่าที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกสินค้า และความสามารถในการแข่งขันทั้งในเรื่องเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศและการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
ส่วนปัญหาเชิงโครงสร้างและความเหลื่อมล้ำ แบงก์ชาติควรเดินไปส่องกระจกแล้วทักทายตัวเองว่า ฮัลโหลมิสเตอร์ความเหลื่อมล้ำแอนด์มิสเตอร์โครงสร้าง
เดินไปส่องกระจกแล้วบอกว่า “อ้อ ไอ้สองอย่างนั้นคือผมเองครับ”
ท่องคาถาเรื่องความเป็นอิสระ แต่เมื่อรัฐบาลมีนโยบายมาตรการการคลังออกมาแบงก์ชาติวิจารณ์ ทักท้วง ออกเปเปอร์ เอกสารอะไรต่อมิอะไรมาขัดขวาง
ตรงกันข้าม รัฐบาลกลับมีมารยาทพอที่จะรับฟัง กลั่นกรอง แล้วนำไปปรับ ไม่เห็นเขามากรีดร้องอะไรว่า เราเป็นอิสระต่อกันห้ามเจือก ทั้งๆ ที่โดยศักดิ์ศรีแล้ว รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะดันทุรังได้มากกว่าแบงก์ชาติ เพราะเป็นอำนาตทางการเมืองที่มาจากประชาชน มี accountability ต่อประชาชนโดยตรง
และจนถึงวันนี้แบงก์ชาติก็ยังคงตีมึน ทำขรึม เก๊กหล่อ หนีความรับผิดชอบ ปกปิดความล้มเหลวของตนเองภายใต้เสื้อสูทของเทคโนแครตผู้ทรงภูมิ
และที่น่าขันขื่นคือ พรรคการเมืองอย่างพรรคก้าวไกลที่อยากทลายโครงสร้างลดความเหลื่อมล้ำ ทลายทุนผูกขาด อยากปราบปรสิตดันไปกระโดดปกป้องแบงก์ชาติ อย่างที่ฉันก็ไม่อาจจะวิเคราะห์เหตุผลของพวกเขาได้
กลับมาที่หัวหน้าพรรคเพื่อไทยที่ชื่อแพทองธาร ฉันคิดว่าในฐานะหัวหน้าพรรคการเมือง สามารถวิจารณ์แบงก์ชาติได้แรงกว่านี้อีก เพราะไม่มีตำแหน่งในรัฐบาล
หัวหน้าพรรคการเมืองมีสิทธิแสดงจุดยืนทางการเมือง เศรษฐกิจตามแนวทาง จุดยืน และอุดมการณ์ของพรรค เพื่อให้ประชาชนรับฟัง และเลือกว่าชอบหรือไม่ชอบอย่างเปิดเผย
ย้ำหัวหน้าพรรคการเมืองมีสิทธินำเสนอ แนวคิด อุดมการณ์ สำหนักคิดทางเศรษฐกิจ การเมืองใดๆ ต่อประชาชนได้ตราบเท่าที่ไม่ได้เป็นการก่อาชญากรรม
พวกปัญญาชนหัวก้าวหน้าเองไม่ใช่หรือที่เชิดชูบูชาเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองแล้วเหตุใดจึงกรีดร้องกันหนักมากเพียงเพราะหัวหน้าพรรคเพื่อไทยพูดถึงแบงก์ชาติ
ขนาดพวกคุณนำเสนอนโยบายกฎหมายปฏิรูปทุกอย่างบนโลกใบนี้รวมถึงการแก้ไขกฎหมาย 112 เรายังบอกว่าเป็นสิทธิของนักการเมืองและพรรคการเมืองที่พึงทำได้เลย
แต่นี่แค่เขาตั้งคำถามกับแบงก์ชาติ พวกคุณดิ้นราวกับประเทศไทยจะแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ฉันคิดว่าปัญญาชนก้าวไทยค่อนข้างย้อนแย้งในตัวเอง
ทบทวนตัวเองให้ดีๆ เพราะการเป็นสลิ่มแล้วต้องมาชุบตัวเป็นคนหัวก้าวหน้าบ่อยๆ ท้ายที่สุดมันจะหาตัวตนที่แท้จริงของตัวเองไม่เจอ ยิ่งชุบยิ่ง lost
และไอ้ที่คิดว่า ตัวเองฉลาดกว่าใคร รู้ดีกว่าใคร หวังดีต่อประชาชนมากกว่าใคร เพลาได้เพลานะ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
