bg-single

จับตา ครม.เศรษฐกิจ ‘คนนอก’ เอกนิติ-ศุภจี-อรรถพล-วรภัค ความหวังกอบกู้เศรษฐกิจไทย

15.09.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

จับตา ครม.เศรษฐกิจ ‘คนนอก’

เอกนิติ-ศุภจี-อรรถพล-วรภัค

ความหวังกอบกู้เศรษฐกิจไทย

แม้ว่ารัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จะเป็นที่ทราบกันว่าจะเป็นรัฐบาลช่วงรอยต่ออายุ 4 เดือน ก่อนประกาศยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ตามที่มีการทำข้อตกลงกับพรรคประชาชน

แต่จากการฟอร์มทีมคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทิน 1 ถือว่าเป็นการจุดประกายความหวังให้กับคนทั้งประเทศ

และได้รับเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากที่นายอนุทินทยอยเปิดตัวรัฐมนตรีคนนอก หรือรัฐมนตรีโควต้ากลาง

ตั้งแต่ 1. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และคาดว่าจะนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ

2. นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เป็นว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

3. นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว อดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงลอนดอน และอดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เป็นว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ

4. นายวรภัค ธันยาวงษ์ อดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงไทย และล่าสุดก็เป็นประธานคณะที่ปรึกษาของนายพิชัย ชุณหวชิร เป็นว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง (แต่ท่านนี้ยังมีประเด็นที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง กรณีเป็น 1 ใน 32 คน ที่ถูกคณะกรรมการไต่สวน ป.ป.ช. แจ้งข้อกล่าวหากรณีบริษัท เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด (มหาชน) ใช้เอกสารเท็จเบิกเงินสินเชื่อจากธนาคารกรุงไทย เพื่อชำระค่าถ่านหินที่นำเข้าจากประเทศอินโดนีเซีย)

5. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ที่ได้รับการยืนยันว่ามีการทาบทามและปิดดีลเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

6. ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ว่าที่รองนายกฯ ช่วยงานด้านกฎหมาย

ต้องยอมรับว่าการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีคนนอกของรัฐบาลอนุทิน 1 อย่างน้อยก็ 6 คน ได้รับเสียงตอบรับที่ดีมากทั้งจากคนในแวดวงนักธุรกิจ นักวิชาการ

โดยที่ทุกคนรู้ว่ารัฐบาลมีข้อจำกัดเรื่องเวลาเพียง 4-5 เดือน แต่ก็พร้อมเสียสละเพื่อที่จะเข้ามาช่วยงานประเทศ

กรณีนายเอกนิติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวประชาชาติธุรกิจสั้นๆ ว่า “ยินดีที่ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ ก็ไม่เป็นไร”

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง โพสต์เฟซบุ๊กชื่นชมนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ โดยระบุว่า คนนี้เป็นตัวเลือกที่ดี มือสะอาด รู้งาน เพราะเป็นลูกหม้อกระทรวงการคลัง ผมเคยได้ร่วมทำงานกับท่าน เป็นคนที่ทุกคนรัก เหมาะต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

“แน่นอนด้วยเวลาที่จำกัด ไม่มีใครที่จะแก้ได้ทุกปัญหา แต่เชื่อว่าท่านเอกนิติตระหนักเป็นอย่างดีว่าปัญหาเฉพาะหน้าคืออะไร แม้ว่ารัฐบาลนี้มีเวลาน้อยมาก แต่รัฐบาลยังกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศได้ และแถลงว่าใน 4 เดือนนี้ จะมีก้าวแรกอย่างไรสู่เป้าหมายนั้น”

เช่นเดียวกับนายนณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า ปกติพรรคภูมิใจไทยไม่มีทีมเศรษฐกิจเป็นของตัวเองมาตั้งแต่ต้น หากพิจารณาจากอดีตจะเห็นได้ว่าพรรคนี้ถนัดงานด้านสาธารณสุขและโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมเป็นหลัก ด้วยเหตุนี้พรรคภูมิใจไทยจึงจำเป็นต้องพึ่งพาคนนอก ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจแทน

โดยการเลือกนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมธนารักษ์ ที่มีประสบการณ์ในกระทรวงการคลังมาในหลากหลายบทบาท เข้ามาดูแลงานด้านเศรษฐกิจการคลัง ถือเป็นการใช้คนนอกที่มีคุณสมบัติเหมาะสม

เพราะนายเอกนิติมีทั้งพื้นฐานทางวิชาการระดับปริญญาเอกด้านเศรษฐศาสตร์ และประสบการณ์ทำงานจริงในกระทรวงการคลัง มีความเข้าใจทั้งเชิงทฤษฎีและการบริหารระบบราชการ จุดแข็งดังกล่าวทำให้สามารถทำงานกับข้าราชการประจำได้อย่างราบรื่น แตกต่างจากผู้เชี่ยวชาญบางรายที่อาจเก่งด้านวิชาการ แต่ไม่สามารถประสานงานกับระบบราชการได้

อย่างไรก็ตาม นักวิชาการทีดีอาร์ไอระบุว่า ความท้าทายสำคัญอยู่ที่ “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ของเศรษฐกิจไทยที่สะสมมานาน โดยเฉพาะหลังโควิด-19 ที่สะท้อนให้เห็นว่าพื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอมากขึ้น ทั้งด้านคุณภาพการศึกษา การเข้าถึงการเรียนรู้ที่ไม่ทั่วถึง ระบบตลาดแรงงานที่ไม่สามารถผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ได้ รวมถึงขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยที่ยังจำกัด

และด้วยข้อจำกัดของรัฐบาลนี้อยู่ที่ระยะเวลา เนื่องจากมีอายุทางการเมืองเหลือเพียงไม่กี่เดือนก่อนเข้าสู่โหมดเลือกตั้งใหม่ จึงแทบไม่มีโอกาสผลักดันนโยบายเชิงโครงสร้างที่ใช้เวลานานได้

นอกจากนี้ ความไม่เข้มแข็งทางการเมืองยังเป็นอีกปัจจัยที่กดดัน เพราะแม้พรรคภูมิใจไทยจะได้เสียงโหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องเผชิญฝ่ายค้านขนาดใหญ่ และการผลักดันนโยบายจำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบทั้งจากพรรคภูมิใจไทยและพรรคพันธมิตร หากมีความเห็นไม่ตรงกัน นโยบายก็อาจสะดุดตั้งแต่ต้นทาง

อีกหนึ่งว่าที่รัฐมนตรีที่เรียกเสียงฮือฮาอย่างมากก็คือ “นางศุภจี สุธรรมพันธุ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นอกจากมีประสบการณ์ในวงการธุรกิจโรงแรมท่องเที่ยวมาเกือบ 10 ปี ถือเป็นมืออาชีพเข้ามาบริหารกลุ่มดุสิตธานี และบุกเบิกโปรเจ็กต์ Dusit Central Park โครงการมิกซ์ยูสมูลค่า 46,000 ล้านบาท ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้

ทั้งยังมีประสบการณ์ในการบริหารบริษัทข้ามชาติอย่าง “ไอบีเอ็ม” จากที่เป็นผู้หญิงคนแรกที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการใหญ่ ไอบีเอ็มประเทศไทย กระทั่งได้ขึ้นเป็นผู้จัดการทั่วไป IBM ASEAN และผู้บริหารระดับสูงที่ไอบีเอ็มสำนักงานใหญ่ รวมถึงเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน)

ถือเป็นผู้บริหารหญิงที่ได้รับการยอมรับในวงการธุรกิจเป็นอย่างมาก

แต่การเข้าสู่สนามการเมืองก็ถือเป็นอีกความท้าทาย แต่ก็ถือเป็นความหวังของประเทศและคนไทย

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ยอมรับว่า หน้าตา ครม.ที่ออกมาล่าสุด ช่วยสร้างความเชื่อมั่น เพราะดึงคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาช่วยบริหาร อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามคือ ความต่อเนื่องของการเบิกจ่ายงบประมาณ เนื่องจากรัฐบาลมีระยะเวลาเพียง 4-7 เดือน จึงต้องรอดูนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่จะออกมา

อย่างไรก็ดี จะเห็นว่ามาตรการ Quick Win มาตรการเร่งด่วน และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น มาตรการคนละครึ่ง ซึ่งยังไม่เห็นรายละเอียดของวงเงิน เบื้องต้น 2.5 หมื่นล้านบาท หรือเงื่อนไขว่าจะเป็นการใช้จ่ายคนละ 50% หรือจะให้ 20-30% แต่มาตรการดังกล่าวจะช่วยหมุนเศรษฐกิจได้ 1 รอบ รวมถึงมาตรการปรับโครงสร้างในระยะยาว

ซึ่งต้องติดตามการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อไป

ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกระแสตอบรับที่ดี จากที่รัฐบาลใหม่จะดำเนินการโครงการคนละครึ่งว่า เพราะเราฟังประชาชน ไม่ใช่พรรคการเมืองที่คิดว่าจะทำแบบนี้ว่าจะก๊อบปี้พรรคไหน เพราะทำเพื่อประชาชน ถ้าประชาชนได้ประโยชน์เราก็จะทำ

นอกจากนี้ นายอนุทินยอมรับว่าจากที่ได้พูดคุยกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ว่าที่ รมว.คลัง ได้มีข้อเสนอโครงการ “คนละครึ่ง” โมเดล 60 : 40 (รัฐบาลจ่าย 60% ประชาชนจ่าย 40%) เพื่อจูงใจกลุ่มคนที่เสียภาษี ซึ่งส่วนใหญ่ก็เสียภาษีอยู่แล้ว แต่หากเป็นประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เสียภาษีก็โมเดล 50 : 50 (รัฐบาลจ่าย 50% ประชาชนจ่าย 50%)

“เป็นข้อเสนอของนายเอกนิติ ซึ่งก็เห็นด้วย และสั่งให้ไปพิจารณาเพิ่มเติม แต่ต้องไม่ผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย งบประมาณ และไม่เสียวินัยการเงินการคลัง” นายอนุทินกล่าวถึงว่าที่รัฐมนตรีคลังและน่าจะเป็นรองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย

นี่คือภาพลักษณ์ใหม่ของการเมืองไทยในยุคของรัฐบาลอนุทิน ที่เป็นความหวังของคนไทยและประเทศไทย



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง