บทความนี้ขอใช้ชื่อเพลง “อย่าลืมปักษ์ใต้” เป็นการเริ่มเปิดประเด็น แต่อาจจะไม่ได้มีโอกาสชวนท่านผู้อ่านมาฟังเพลง หากอยากขอใช้ชื่อเพลงนี้ ส่งสัญญาณไปถึงรัฐบาลในยามที่ต้องอยู่กับ “กระแสกัมพูชา” ที่พัดแรงอย่างต่อเนื่อง จนดูเหมือนรัฐบาลอาจจะ “ลืมปักษ์ใต้” ไปแล้ว ทั้งที่ปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีความรุนแรงมาโดยตลอด


อย่างไรก็ตามในวันนี้ ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ก้าวเข้าสู่ปีที่ 22 แล้วอย่างไม่เชื่อ และมีระยะเวลายาวกว่าสงครามคอมมิวนิสต์ในช่วงยุคสงครามเย็น ว่าที่จริงแล้ว ความรุนแรงในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปัญหาความมั่นคงที่ท้าทายรัฐบาลอนุทิน ไม่แตกต่างจากปัญหากัมพูชา
หากแต่เพียงในภาวะปัจจุบัน กระแสสงครามกัมพูชากลบกระแสความรุนแรงใน 3 จังหวัดภาคใต้ไปโดยปริยาย จนสังคมและอาจรวมสื่อแทบจะไม่ได้หันไปสนใจปัญหาภาคใต้เท่าใดนัก ทั้งที่ยังมีปัญหาเกิดขึ้น และนายกฯ เพิ่งลงไปสั่งการเรื่องภาคใต้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้เอง แต่ก็ดูจะไม่เป็นข่าวเท่าใดนัก

ดังนั้น บทความนี้จะขอทดลองนำเสนอข้อสังเกตถึงรัฐบาลนายกฯ อนุทินในสถานการณ์ปัจจุบัน ดังต่อไปนี้
- คงต้องยอมรับว่า ปัญหาความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จชต.) เป็นทั้งโอกาสและความท้าทายกับทุกนายกรัฐมนตรี และกับทุกรัฐบาลไม่แตกต่างกัน เนื่องจากทุกนายกฯและทุกรัฐบาลนับตั้งแต่มกราคม 2547 จนถึงปัจจุบัน ยังคงต้องอยู่กับปัญหานี้
- การจะแก้ปัญหาภาคใต้ จำเป็นต้องมี “ยุทธศาสตร์” และนายกฯจะต้องเป็นผู้กำหนดยุทธศาสตร์ ไม่ใช่การออกยุทธศาสตร์โดยหน่วยราชการ (ดังจะเห็นได้ว่า จนบัดนี้เรายังรอ “ยุทธศาสตร์ สมช.” ที่มีการพูดถึงในรัฐบาลที่แล้ว ซึ่งก็น่ายังไม่ออกมาจนปัจจุบัน)
- ความคาดหวังในรอบ 22 ปีคือ ยุทธศาสตร์จะต้องถูกออกแบบเพื่อให้เกิดเอกภาพและการบูรณาการในการทำงาน เพราะงานภาคใต้เป็นงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยราชการ และนายกฯ จะต้องแสดงบทบาทนำในการผลักดันยุทธศาสตร์นี้
- ยุทธศาสตร์นี้จะต้องช่วยตอบปัญหาพื้นฐานของการแก้ปัญหาบางประการ เช่น ข้อเสนอ สมช. จะยกเลิกกฎหมายพิเศษหรือไม่ จะยกเลิกตั้งด่านและจุดตรวจหรือไม่ หรือจะรับหรือไม่รับเอกสาร JCPP
- ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน จชต. มีผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของรัฐบาล นายกฯ ควรหาเวลาและโอกาสในการทำความเข้าใจในเรื่องภาคใต้ ไม่ต่างจากปัญหากัมพูชา ที่ต้องการการทำความเข้าใจ และดังที่กล่าวแล้ว ปัญหาภาคใต้มีความยุ่งยากและซับซ้อนอย่างมาก
- ปัญหาภาคใต้เป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของดินแดน และอธิปไตยแห่งดินแดนโดยตรง เพราะ BRN เรียกร้องการแบ่งแยกดินแดน มีนัยมากกว่าดินแดนที่เป็นข้อถกเถียงในบริบทของปัญหากัมพูชา (น่าสนใจว่า ฝ่ายขวาจัดไทยไม่ได้มีการเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ต่างจากปัญหากัมพูชาที่ฝ่ายขวาจัด มักหยิบมาเป็นประเด็นเคลื่อนไหวตั้งแต่ปี 2551)
- นายกฯ ควรต้องคุยกับผู้นำมาเลเซีย เพื่อหาทางยุติปัญหา แต่ต้องคุยด้วยการมีความเข้าใจในเงื่อนไขและสถานการณ์ที่เป็นปัญหา เพราะรัฐบาลมาเลเซียก็เองมีปัญหาการเมืองในพื้นที่ภาคเหนือที่ติดกับไทยด้วย
- รัฐบาลอาจจำเป็นต้องตั้งคณะผู้เจรจาฯ ด้วยเงื่อนไขการเมืองบางประการ แต่ต้องไม่คาดหวังว่า การเจรจาจะนำไปสู่การยุติปัญหาอย่างรวดเร็ว เพราะ BRN ในปัจจุบันยังมีศักยภาพในการก่อเหตุร้าย โดยเฉพาะการขยายการแสวงหาสมาชิกไปในหมู่เยาวชน
- การตั้งคณะผู้เจรจาฯ จะต้องไม่ใช่เงื่อนไขที่รัฐบาลไทยจะต้องยอมรับเอกสาร JCPP ที่ทำขึ้นโดยการผลักดันของ NGO ตะวันตกที่เยอรมนีและสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อสนับสนุนการดำเนินการของ BRN และนายกฯ ควรประกาศท่าทีที่ชัดเจนที่จะไม่รับเอกสารนี้
- สถานการณ์ความรุนแรงใน จชต. ในปี 2568 มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจากการก่อเหตุของ BRN ทั้งที่ในผ่านมาสถิติความรุนแรงมีแนวโน้มลดลง และรัฐบาลจะต้องคิดเตรียมการในเรื่อง “การสับเปลี่ยนกำลัง” ที่ อส. จากกระทรวงมหาดไทยจะเข้ารับหน้าที่แทนทหารในปี 2570 ซึ่งเป็นข้อบังคับใน “ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จากยุค คสช. เรื่องนี้จะเป็นประเด็นสำคัญในอนาคตของการดูแลความปลอดภัยของพื้นที่
- จากลักษณะการก่อเหตุ เห็นได้ชัดว่ามุ่งกระทำกับพื้นที่ของเมือง ที่เป็นทั้งพื้นที่ทางเศรษฐกิจ และแหล่งชุมชน หรืออาจเรียกการกระทำนี้ว่าเป็น “การก่อการร้ายในเมือง” (Urban Terrorism) จึงต้องสร้างระบบ “ป้องกัน” เพื่อให้เกิดความปลอดภัยแก่พื้นที่ที่มีความเปราะบางในชุมชนเมือง
- BRN ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือบีบรัฐบาลไทย เพื่อให้เกิดการเจรจา เพราะเชื่อว่า ฝ่ายตนมีความได้เปรียบทางการเมือง อันเป็นผลจากปัจจัย 4 ประการ คือ การเคลื่อนไหวทางการเมือง การมีเสรีของปฏิบัติการทางทหาร การสร้างแนวร่วมในเวทีสังคมภายใน และการสนับสนุนจาก NGO และองค์กรภายนอก
- ความได้เปรียบทางทหารของ BRN ที่สำคัญคือ การมีพื้นที่หลบซ่อนนอกเขตชายแดนไทย ดังนั้น เรื่องของ “การควบคุมชายแดน” (Border Control) จึงเป็นประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะทางด้านนราธิวาส
- การหาสมาชิกของ BRN ผ่าน “การบ่มเพาะความรุนแรง” เป็นประเด็นสำคัญที่จะต้องแก้ไข เพราะกระบวนการนี้คือ การนำเอาเยาวชนเข้าสู่ “วงจรความรุนแรง” และช่วยในการขยายสมาชิกของกลุ่ม ซึ่งทำให้การก่อเหตุรุนแรงกลายเป็น “วงจร” ที่หยุดไม่ได้
- รัฐบาลอาจจะต้องกล้าแสดงออกในการใช้กฎหมายเพื่อควบคุมการสนับสนุนของชาวต่างชาติ หรือควบคุมบทบาทแนวร่วมบางส่วนที่แสดงออกอย่างชัดเจนในการสนับสนุนต่อองค์กรก่อการร้าย BRN หรือนักการเมืองบางส่วนต้องทำความเข้าใจว่า BRN ไม่ใช่ขบวนการเสรีนิยมที่เรียกร้องหาเสรีภาพ แต่เป็นองค์กรก่อการร้ายที่มีวัตถุประสงค์ในการแบ่งแยกดินแดน

ท้ายบท
ดังได้กล่าวแล้วว่า ปัญหาความรุนแรงในภาคใต้มีความ “ยุ่งยากและซับซ้อน” กว่าปัญหากัมพูชามาก และท้าทายมากกว่าด้วย ดังนั้น การกำหนด “ยุทธศาสตร์เพื่อเอาชนะ BRN” จึงเป็นวาระที่สำคัญเสมอของคนที่เป็นนายกฯ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต
อีกทั้ง ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ปีนี้ย่างเข้าสู่ปีที่ 22 แล้ว และยังมีแนวโน้มของการเป็น “สงครามยืดเยื้อ” ที่รัฐบาลในอนาคตยังต้องแบกรับภารกิจในการแก้ปัญหาต่อไป แน่นอนว่าสุดท้ายนี้ เรายังไม่เห็นแสงสว่างของสันติภาพที่ปลายอุโมงค์แต่อย่างใด !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
