bg-single

ปั่นกระแส-ตามกระแส-เกาะกระแส ! | สุรชาติ บำรุงสุข

13.10.2025

     เห็นได้ชัดว่า ในสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ที่เกิดและดำเนินสืบเนื่องจากปลายเดือนกรกฎาคมจนถึงปัจจุบันนั้น การสร้างกระแสการเมืองที่ด้านหนึ่งอิงอยู่กับ “ลัทธิชาตินิยม” และอีกด้านอิงกับ “ลัทธิเสนานิยม” ขยับขึ้นสูงตลอดเวลา

     แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลแล้ว กระแสดังกล่าวก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นเพราะปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ยังไม่มีทิศทางที่จะคลายตัวออกแต่อย่างใด

     แต่ในท่ามกลางปัญหาความขัดแย้งนี้ มีการดำเนินการของภาคเอกชนไทยที่นำเอารถติดเครื่องขยายเสียงและกระจายเสียง เช่น เสียงเครื่องบินเอฟ-16 เสียงเฮลิคอปเตอร์ รวมถึงทำ “เสียงผี” เพื่อให้เกิดความหวาดกลัวแก่ประชาชนในฝั่งกัมพูชา ทางด้านบ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว

     การกระทำของเอกชนไทยผู้นี้ ทำให้ฝ่ายกัมพูชาได้ฟ้องร้องต่อ “สำนักงานข้าหลวงใหญ่แห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชน” (OHCHR) และกลายเป็นข้อถกเถียงอย่างมากจากการกระทำดังกล่าว

      ดังนั้น บทความนี้ จะขอนำเสนอใน 3 ส่วน ดังต่อไปนี้ คือ

ข้อพิจารณาเบื้องต้น

1) อาจจะต้องยอมรับว่า การกระจายเสียงข้ามแดนเป็นตัวอย่างที่รัฐบาลเกาหลีใต้กระทำในการโฆษณาข้อมูลข้ามไปถึงชาวเกาหลีเหนือ ซึ่งเป็นการโฆษณาชวนเชื่อด้วยประเด็นที่เป็นสาระ และดำเนินการในเวลากลางวัน โดยมีเป้าหมายในการ “โฆษณาข้อมูลข่าวสาร” ไม่ใช่การสร้างความรำคาญ

2) การส่งกระจายเสียงในกรณีของไทย เป็นการกระทำที่มุ่งต่อเป้าหมายที่เป็นประชาชนที่อยู่อีกด้านของเส้นเขตแดน และกระทำในยามวิกาล ซึ่งอาจกลายเป็นข้อร้องเรียนทางกฎหมายระหว่างประเทศได้

3) การกระทำกับเป้าหมายพลเรือนในลักษณะเช่นนี้ อาจมีผลกระทบตามมา เพราะพลเรือนในสถานการณ์ความขัดแย้งมีกฎหมายระหว่างประเทศคุ้มครองในตัวเอง เพราะไทยไม่ใช่รัสเซียที่จะสามารถโจมตีพลเรือนในยูเครน หรือไม่ใช่อิสราเอลที่จะสังหารพลเรือนในกาซ่า ได้โดยไม่ต้องสนใจกฎและกติกาใดๆ

4) การเข้าไปในพื้นที่ควบคุมของฝ่ายทหาร และเข้าไปในยามวิกาลนั้น อาจทำให้ฝ่ายทหารถูกมองว่า เป็นผู้สนับสนุนการกระทำดังกล่าว

5) กองทัพบกอาจต้องทำความเข้าใจในเรื่องเช่นนี้ โดยเฉพาะคำกล่าวของผู้นำทหารในระดับพื้นที่ที่เชื่อว่า ฝ่ายไทยทำอะไรก็ได้ในการจัดการกับปัญหานี้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงปัจจัยระหว่างประเทศ ซึ่งตอบได้ว่า ไทยไม่อยู่ในสถานะเช่นนั้น รัฐบาลไทยยังต้องเคารพกติการะหว่างประเทศ

6) รัฐบาลอาจต้องพิจารณาด้วยความใส่ใจ แม้จะเป็นการดำเนินการเล็กๆ ของเอกชน แต่รัฐบาลอาจปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ จากการเข้าพื้นที่ควบคุมในยามวิกาลดังที่กล่าวแล้ว และอาจเป็นการกระทำแบบ“ได้ไม่คุ้มเสีย” ในทางการเมืองระหว่างประเทศ แต่อาจจะได้ “ความสะใจ”

7) ความสะใจในการกระทำที่เกิดในลักษณะเช่นนี้ อาจต้องใคร่ครวญด้วยความเข้าใจกับผลที่จะเกิดกับการต่อสู้กับปัญหากัมพูชาในเวทีสากล เพราะภาพลักษณ์ที่ไทยยังสลัดตัวออกไม่ได้คือ “รัฐใหญ่รังแกรัฐเล็ก” 

8) ต้องคิดเสมอว่า ความสะใจในแบบกระแสชาตินิยมไม่ช่วยในการกำหนดยุทธศาสตร์ที่จะเอาชนะกัมพูชาในวิกฤตครั้งนี้

ข้อเตือนใจ

9) ปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนในตัวเองเสมอ การคิดแก้ปัญหาในแบบ“สะใจ” อาจไม่ใช่สิ่งที่ตอบสนองผลประโยชน์ต่อไทยในเชิงนโยบาย

10) ความสะใจที่เกิดอาจช่วยสนองตอบกับ “อารมณ์ระยะสั้น” และอาจช่วยสร้างสีสันในแบบ “สนุก-เอามัน” แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะช่วยให้ไทยชนะในการต่อสู้กับกัมพูชาได้จริง

11) ความสะใจจะทำให้ “นโยบายคือ อารมณ์” และ “ยุทธศาสตร์คือ กระแส” ที่ไม่เอื้อให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในการต่อสู้ เช่น เสียงเรียกร้องให้ “ปิดด่านถาวร” ซึ่งเท่ากับเป็นการ “ปิดพรมแดนถาวร” และเป็นไปได้เลยที่ไทยจะปิดพรมแดนกับกัมพูชาแบบ “ตลอดกาล”

12) นโยบายในแบบ “กระแสนำการเมือง” หรือ “ชาตินิยมนำการเมือง-การทหาร” อาจนำไปสู่ความเพลี่ยงพล้ำในเวทีระหว่างประเทศได้ง่าย เช่น การถูกฟ้องในเวทีระหว่างประเทศ หรือตกเป็นจำเลยในเวทีระหว่างประเทศในเชิงภาพลักษณ์

13) ตัวบุคคลในความเป็น “จตุรัสความมั่นคงไทย” คือ นายกฯ รมว.ต่างประเทศ รมว. กลาโหม และเลขาธิการสมช. ควรจะต้องคิดถึง “ทางออก” ในระดับทางยุทธศาสตร์ หรือต้องคิดเรื่อง “exit strategy” ที่จะนำผลตอบแทนในระยะยาวมาสู่ประเทศไทย ไม่ใช่ “เกาะติด” อยู่กับกระแส จนไม่มีนโยบายที่แท้จริง และยุทธศาสตร์กลายเป็นเพียงกระแส ที่ขับเคลื่อนนโยบายไม่ได้จริง

14) ต้องไม่คิด “เอาเรื่องเล็ก ไปชนะเรื่องใหญ่” และต้องตระหนักเสมอว่า เรื่องเล็กอาจกระทบเรื่องใหญ่ได้ เช่นผลกับสถานะที่สำคัญของไทยในเวทีสากล กล่าวคือ อย่าให้การกระทำเช่นนี้ไปลดทอนผลบวกของถ้อยแถลงของ รมว. ต่างประเทศใน UNGA เพียงเพราะการกระทำแบบ “สะใจและเอามัน”

15) ปัญหาเริ่มมีสภาวะเป็น “ความขัดแย้งยืดเยื้อ” และลดสภาวะความเป็นทวิภาคีลงเรื่อยๆ ซึ่งจะมีผลกระทบกับอนาคตของประเทศ และการกระทำแบบสะใจอาจกลายเป็น “ปมปัญหา” ที่ทำให้เกิดปัจจัยพหุภาคีในตัวเอง เพราะการฟ้องร้องของกัมพูชา

16) ความขัดแย้งในหลายกรณี จะเห็นบทบาทของภาคเอกชนเชิงบวก ในการทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อม” ให้คน 2 ฝั่งของเขตแดนไม่ทะเลาะกันมากขึ้น หรือเป็น “ตัวเชื่อม” ในการคลี่คลายปัญหา ในกรณีไทย-กัมพูชาไม่มีสภาวะเช่นนี้ เช่น ไม่มีบทบาทของสมาคมมิตรภาพไทย-กัมพูชาที่ช่วย “ดุล” กับกระแสสุดโต่ง

ข้อคิดเพิ่มเติม

17) ไม่อยากเห็นนายกฯ “เทใจ” ไปกับกระแสชาตินิยม-เสนานิยม เพียงเพราะจะเป็นฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งในอนาคต อาจต้องคิดในมุมกลับว่า ถ้านายกฯและพรรคภูมิใจไทย ยุติความขัดแย้งนี้ได้จริง พรรคจะเป็นคะแนนเสียงที่มากกว่า และนายกฯ จะมีฐานะสูงเด่น

18) นายกฯ กลับจากศึกเลือกตั้งที่กาญจนบุรีแล้ว อยากเห็นนายกฯใคร่ครวญกับการแก้ปัญหานี้ ด้วยความมีสติมากขึ้น เพราะจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในกรณีคลิปเสียง พรรคเพื่อไทยแทบไม่สามารถหาเสียงในอีสานใต้ และในหลายพื้นที่ก็ไม่แตกต่างกัน นายกฯ ไม่จำเป็นต้องตักตวงเสียงจากกระแสชาตินิยมให้เกินความจำเป็น  

19) ไม่ว่าอะไรจะเกิด หรือจะถึงขั้นรบกันขนาดไหนก็ตาม ไทยกับกัมพูชายังต้องอยู่ด้วยกัน ไม่มีใครหนีจากใครได้ในทางภูมิรัฐศาสตร์

20) ต้องกล่าวด้วยความเป็นจริงในทางการเมืองระหว่างประเทศว่า ถ้าฝ่าย “ชาตินิยม-เสนานิยม” เชื่อว่า การใช้กำลังของกองทัพไทย จะเป็นจุดชี้ขาดข้อพิพาทแล้ว ไทยจะถูกพาไป “ศาลโลก” แน่นอน บทเรียนสงครามประสาทพระวิหาร 2554 สุดท้ายกลับไปจบที่ศาลโลก 2556 

21) เราจะยอมรับความจริงไหมว่า คำตัดสินศาลโลก 2556 ก่อให้เกิดผลกระทบกับเส้นเขตแดนไทย หรือมีนัยว่า เกิดการ “เสียดินแดน” ไปแล้วจากเส้นที่เคยกำหนดไว้จากรัฐบาลจอมพลสฤษฏ์ในปี 2505 

22) ถ้าเช่นนั้นแล้ว เราควรจะโกรธใครในปี 2556 … โกรธศาลโลกที่ไม่ช่วยเรา โกรธกัมพูชาที่ฟ้องและชนะเราหรือโกรธคนในบ้านที่ “ปั่นกระแส” ในปี 2551 จนพาเราไปศาลโลก หรือว่าฝ่ายขวาจัดไทย “ไม่เคยผิด” ไม่ว่าการกระทำเช่นนั้น จะสร้างผลเสียกับประเทศไทยในเวทีสากลอย่างไรก็ตาม หรือทำให้เกิดการเสียดินแดนหรือไม่ก็ตาม

23) กระแสชาตินิยมไม่ใช่เรื่องเสียหายทั้งหมด และเป็นสิ่งที่ต้องมีในบางเวลา และในบางสถานการณ์ แต่ในบางเวลา และในบางสถานการณ์กระแสชาตินิยมที่สูงเกินไป อาจกลายเป็นปัญหาของการดำเนินนโยบายต่างประเทศได้

24) การเกิดของกระแสชาตินิยม ที่ผสมผสานเข้ากับกระแสเสนานิยม กลายเป็นเรื่องปกติทุกครั้งที่ไทยมีปัญหากับประเทศเพื่อนบ้าน กระแสนี้ควรถูก “ควบคุม” ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อไม่ให้เกิดภาวะ “กระแสนำนโยบาย” ในการแก้วิกฤตระหว่างประเทศ

คำขอท้ายบท

     ไม่อยากให้นายกฯ ไปเที่ยวทะเลบ่อย เพราะนายกฯ ไปทะเลแล้ว นายกฯ มักชอบไปเที่ยวเกาะ และเกาะนี้เผอิญชื่อ “เกาะกระแส” … อยากชวนนายกฯ ออกจาก “เกาะกระแส” ขึ้นชายฝั่งแห่งความจริงดีกว่าครับ !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’