bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (2) ค่ายฟูเย็น

29.10.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (2)

ค่ายฟูเย็น

พ.ศ.2516 ค่ายฮัวลอ “ฮานอย ฮิลตัน”ในกรุงฮานอยปิดตัวลงเนื่องจากเชลยศึกทหารอเมริกันทุกคนได้กลับบ้าน เหลือเพียงสิบเอกชัยชาญ หาญนาวี เชลยศึกคนไทยที่ถูกจับเป็นเชลยจากลาวตอนเหนือตั้งแต่ พ.ศ.2508 และถูกคุมขังร่วมกับทหารอเมริกันจึงถูกส่งตัวไปยังค่ายเชลยแห่งใหม่ที่เวียดนามตอนเหนือสุดใกล้ชายแดนจีน

สิบเอกชัยชาญ หาญนาวี บันทึกไว้ใน “เชลยศึกทรหด” ว่า…

“การเดินทางจากฮานอยไปอําเภอฟูเย็น จังหวัดเหงียโหละ ภาคเหนือของญวนแดงในวันนั้นดูช่างทุลักทุเลพอประมาณเนื่องจากเป็นระยะทางที่ไกลกว่าการเดินทางครั้งใดๆ ที่ผ่านมา ทั้งเชลยและทหารผู้ควบคุมอีก 6 คน ต่างก็เมื่อยล้าพอๆ กัน การเดินทางออกจะเป็นพิเศษมากที่ไม่ต้องมีการถูกมัดถูกปิดตาหรือพันธนาการ ภาพที่มีให้เห็นสองข้างถนนของตัวเมืองฮานอยนั้น ช่วงเวลา 9 โมงกว่าไม่ค่อยมีคนเดินมากนักประชาชนคงทํางานกัน ไม่เหมือนกับในตอนเย็นๆ เวลาประมาณ 6 โมงเย็นถึงใกล้ๆ 1 ทุ่ม จะมีทั้งคนเดินและรถจักรยานสองล้อเต็มถนนไปหมด และจะได้ยินเสียงโฆษกดังออกมาจากลําโพงตัวใหญ่ที่ติดไว้กับต้นไม้ซึ่งห่างกันเป็นระยะๆ แต่ในตอนนี้เงียบไม่มีเสียง รถราก็มีวิ่งกันน้อย

เมื่อพ้นจากตัวเมืองฮานอยมาแล้วจะเป็นภาพของท้องไร่ท้องนาซึ่งมีสภาพคล้ายๆ กับภาคเหนือของเมืองลาว ถ้าหากไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในเวียดนามเหนือก็จะคิดว่าตัวเองอยู่ในภาคเหนือของลาวทีเดียว เมื่อรถวิ่งออกห่างจากฮานอยมากขึ้นก็ดูว่าจะห่างจากความเจริญออกไปทุกที รถยนต์ที่วิ่งสวนทางมานั้นนานๆ ประมาณชั่วโมงจะมีสักคันหนึ่ง ส่วนมากรถที่วิ่งสวนทางมานั้นจะเป็นรถของทหารเสียมากกว่า

เหงียโหละเป็นเมืองที่อยู่ไกลสุดกู่ เป็นเมืองชายแดนที่แร้นแค้นแห่งหนึ่งของเวียดนามเหนือตามลักษณะของเมืองชายแดนทั่วไป และยังเป็นเมืองที่อยู่ใกล้ชิดติดกับเขตที่มีการทําสงครามด้วยแล้วบรรยากาศของมันจึงดูเหมือนว่าจะทารุณกว่าฮานอยหลายร้อยเท่า

ดีร้ายอย่างไรฮานอยแม้ว่าจะเป็นนรกแต่มันก็ยังเป็นนรกที่อยู่ในเมืองหลวง

การเดินทางจากค่ายฮานอยไปยังค่ายฟูเย็นครั้งนี้นับว่าเป็นการเดินทางที่ไกลมาก ใช้เวลาเดินทางตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น คิดเป็นระยะทางก็ประมาณไม่ต่ำกว่า 300 ก.ม. ระหว่างการเดินทางต้องข้ามแม่น้ำหลายครั้ง การข้ามแม่น้ำต้องใช้แพขนาดใหญ่สําหรับบรรทุกรถข้ามแม่น้ำ การเดินทางครั้งนี้ใช้รถแบบจีเอ็มซี ในรถนอกจากจะมีเชลยคนหนึ่งและทหารควบคุมอีก 6 คนแล้ว ยังมีถังน้ำมันอีก 3 ถัง ข้าวสารอีก 5 กระสอบบรรทุกไปด้วย คงจะนําไปให้ที่ค่ายนั้น

ค่ายฟูเย็นที่พรหมลิขิตขีดเส้นให้ผมต้องเดินเข้ามาหานี้เป็นค่ายขนาดใหญ่พอสมควรทีเดียว ความใหญ่ของมันอยู่ที่สถานที่ตั้งเพราะมีพื้นที่กว้างขวางพอสําหรับการตั้งค่ายใหญ่ๆ ไม่คับแคบเหมือนค่ายฮัวลอหรือค่ายซู

ค่ายฟูเย็นแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ค่ายส่วนภายใน และส่วนภายนอก

ตัวค่ายภายในซึ่งเป็นบริเวณตัวเรือนโรงสําหรับทหารเชลยนั้นมีเนื้อที่ประมาณไม่ต่ำกว่า 100 ไร่ ล้อมรอบไว้ด้วยลวดหนามหลายชั้น มีโรงขนาดใหญ่และเก่าคร่ำครึอยู่ 3 โรง แต่ละโรงกว้าง 6 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร สูงประมาณ 8 เมตร

ส่วนตัวค่ายภายนอกนั้นมีความกว้างมากคงจะเป็นพันไร่เสียละมัง เพราะรถผ่านเข้าประตูแรกซึ่งมีทหารเฝ้าอยู่สองคนนั้นได้ผ่านเลยมาเป็นระยะทางประมาณ 300 เมตร จึงได้ถึงประตูเข้าชั้นที่ 2 สําหรับตัวค่ายภายนอกนั้นใช้เป็นสถานที่สําหรับเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นเสบียงสําหรับเชลยศึกและไม่ต้องการให้เชลยศึกมีเวลาว่างด้วย

การเดินทางจากนรกฮานอยเพื่อย้ายชีวิตไปสู่นรกขุมใหม่ที่ค่ายฟูเย็นในครั้งนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ เพราะได้รับการปฏิบัติเป็นอย่างดีโดยที่คาดไม่ถึงทีเดียว

เมื่อรถผ่านเข้าไปถึงประตูค่ายชั้นที่สอง ทหารจะจอดรถแอบเข้าข้างทาง มีทหารลาวแดงคนหนึ่งมาเรียกตัวผมไปสอบประวัติและถามรายละเอียดต่างๆ คําถามที่ถามมานั้นก็เหมือนๆ กับที่เคยโดนสอบถามมาแล้วจากค่ายเดียนเบียนฟู ค่ายฮัวลอ และค่ายซู ผิดกันแต่ว่าการซักถามของทหารลาวแดงคนนี้ค่อนข้างจะเป็นที่เข้าใจกันได้แจ่มแจ้งมากกว่า เนื่องจากเป็นภาษาที่ใกล้เคียงกันและเข้าใจง่ายไม่เหมือนการซักถามจากทหารเวียดนามเหนือ เมื่อถามมาเป็นภาษาลาว และตอบเป็นภาษาไทยออกไปคนซักถามก็รู้เรื่องและเข้าใจดี คนซักถามก้มหน้าก้มตาจดยิกๆ เป็นภาษาลาวใส่ลงในกระดาษซึ่งไม่น่าจะมองว่าเป็นกระดาษบันทึกเลย เพราะมันเป็นกระดาษที่ฉีกออกมาจากสมุดนักเรียนนั่นเอง

ทหารลาวแดงผู้ซักถามคงไม่ได้สนใจต่อคําถามของผมมากนัก เมื่อผมตอบเขาไปอย่างไรเขาก็จดลงไปอย่างนั้น ไม่ได้แสดงความข้องใจ สงสัยหรือขู่ตะคอกว่า เฮ้ย โกหก! หรือไอ้โกหก! เหมือนทหารเวียดนามเหนือที่เคยสอบปากคําสมัยตอนถูกจับใหม่ๆ เจ้าหมอคนนี้ก็คงเป็นคนทํางานแบบซังกะตาย คือทําไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น ถามจดๆ ให้หมดเรื่องไป ไม่ได้หวังที่จะหาคําตอบหรือรายละเอียดที่จริงจังอะไรนัก

อาจจะเป็นเพราะว่าถึงแม้จะถามมากจดมาก ก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาในเมื่อเชลยศึกก็อยู่ในฐานะของเชลยวันยังค่ำ ความลับหรือสิ่งที่ปกปิดของเชลยคงไม่ทําให้โฉมหน้าของสงครามต้องเปลี่ยนไปมากนักจึงไม่ได้ซักถามในลักษณะของการ “รีดความลับ” เหมือนกับญวนที่เคยสอบสวนกันอย่างเอาจริงเอาจังและถือเป็นเรื่องใหญ่ ผมสังเกตดูเห็นว่า เจ้าคนสอบสวนผู้นี้ออกจะเข้าใจภาษาไทยมากเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะว่าเจ้าหมอนี่เคยสอบปากคําเชลยศึกไทยในลักษณะนี้มาแล้วหลายร้อยคนจนกลายเป็นผู้ช่ำชองในคําตอบภาษาไทยไปแล้ว

ผมมองลอดหน้าต่างของตัวอาคารที่เป็นที่ทําการของค่ายออกไปในระหว่างถูกสอบสวน เห็นชายฉกรรจ์หลายคนกําลังทํางานกันอยู่กลางแดด แน่นอนละพวกเขาต้องเป็นคนไทย เพราะในค่ายนี้ไม่มีเชลยชาติอื่นปะปนอยู่เลย

ใช่แล้ว คนที่เห็นเดินเป็นกลุ่มๆ อยู่ภายนอกนั้นคือคนไทย เพื่อนร่วมสายเลือดผู้มาจากดินแดนแห่งอิสระเสรีทางทิศตะวันตกไกลโพ้น!

ผมไม่เคยเห็นคนไทยจํานวนมากเกินกว่า 3 คน มาเป็นเวลาเกือบ 9 ปีแล้ว เมื่อมาได้เห็นก็อดที่จะตื่นเต้นกับภาพดังกล่าวไม่ได้ ผมต้องชําเลืองตาดูคนไทยที่ทํางานอยู่ข้างนอกบ่อยๆ ประกอบกับความตื่นเต้นและความกังวลต่างๆ นานาเลยเป็นสาเหตุที่ทําให้ผมต้องตอบคําซักถามและฟังภาษาลาวไม่ค่อยชัดหูของเจ้าคนที่ซักถามผิดพลาดไปหลายครั้งจนทําให้ทหารลาวแดงผู้สอบปากคําลงในกระดาษประวัติแผ่นนั้นถึงกับเอ็ดตะโรขึ้นมาว่า “เจ้าสิฟังข้อยคักๆ ก่อนซิตอบ บ่ ได้ บ่ หรือเจ้าเว้าภาษาไทย บ่ เป็นแล้ว บักห่า…”

คนไทยที่ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ได้พบเห็นแต่ยังไม่ได้พูดคุยกันเหล่านั้นคือส่วนหนึ่งของเชลยศึกทหารไทยที่ถูกทหารเวียดนามเหนือจับกุมมาจากสนามรบที่ทุ่งไหหินแห่งราชอาณาจักรลาว

ทุ่งไหหิน

ย้อนกลับไปยังทุ่งไหหิน ดินแดนแห่งวีรกรรมของตำรวจพลร่มค่ายนเรศวร ทหารประจำการและทหารเสือพรานไทย

กำลังตำรวจพลร่มแห่งค่ายนเรศวร “พารู” จากไทยเดินทางข้ามโขงสู่สมรภูมิลับลาวเป็นหน่วยแรกเมื่อปลาย พ.ศ.2503 ตามคำขอจากรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาว ต่อมากองร้อยทหารปืนใหญ่จากไทยตามโครงการเอสอาร์ก็เดินทางมาเพื่อเสริมอำนาจการยิงที่เมืองสุยเมื่อ พ.ศ.2507 จนกระทั่งถึง พ.ศ.2512 จึงต้องถอนกำลังกลับเนื่องจากถูกกดดันด้วยกำลังที่เหนือกว่าจากเวียดนามเหนือ สถานการณ์สู้รบในลาวเข้าสู่ขั้นวิกฤต พ.ศ.2513 รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรลาวจึงร้องขอความช่วยเหลือมายังรัฐบาลไทยให้ส่งกำลังทหารประจำการไปกอบกู้สถานการณ์โดยด่วน

“Vietnamization”

การรุกใหญ่ของทหารเวียดนามเหนือในลาวเมื่อ พ.ศ.2512 เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ครั้งใหญ่ของสหรัฐต่อสถานการณ์ในเวียดนามหลังจากประธานาธิบดีนิกสันเข้ารับหน้าที่เมื่อ 20 มกราคม พ.ศ.2512 พร้อมกับการปฏิบัติตามนโยบายถอนทหารอเมริกันจากเวียดนามใต้ตามคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้กับคนอเมริกันระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง

25 กรกฎาคม พ.ศ.2512 ประธานาธิบดีนิกสันให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่เกาะกวมซึ่งต่อมาจะเรียกกันว่า “Nixon Doctrine” มีใจความสำคัญว่าสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือประเทศพันธมิตรที่ถูกฝ่ายคอมมิวนิสต์รุกรานทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการทหาร แต่จะ “ไม่ส่งทหารอเมริกันเข้าไปช่วยทำสงครามโดยตรง ประเทศที่ถูกรุกรานจะต้องจัดหากำลังทหารป้องกันตนเอง” ในกรณีของเวียดนาม ความหมายคือสหรัฐจะถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนาม แล้วปล่อยให้เป็นเรื่องของเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้รบกันเอง -Vietnamization โดยสหรัฐจะยังคงให้ความช่วยเหลือทางด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ การฝึก และการเงินต่อไป

ครั้นถึงเดือนสิงหาคมปีเดียวกัน สหรัฐก็เริ่มทยอยถอนทหารจำนวน 250,000 คนแรกจากจำนวนทหารอเมริกันทั้งสิ้น 543,000 คนที่มีอยู่ก่อนหน้านี้

แต่ในทางปฏิบัติ นโยบายของนิกสันที่กล่าวมานี้มิได้ง่ายๆ เพียงแค่ถอนทหารอเมริกันออกจากเวียดนามแล้วจบเรื่อง เพราะประธานาธิบดีนิกสันยังคงดำรงเป้าหมายที่จะไม่ยอมเป็นฝ่ายพ่ายแพ้คอมมิวนิสต์ในสมรภูมิเวียดนามใต้ เพื่อศักดิ์ศรีของผู้นำโลกเสรี

สงครามเวียดนามจะต้อง “จบลงอย่างมีเกียรติ”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กู้ดบาย แซม นีล
วิดีโอสั้นครองโลก ถอดสูตรปั้นคอนเทนต์ TikTok ให้ติดกระแสในปี 2026
เมื่อ One China บนแผ่นดินไทย ไม่ Smooth : เปิดเบื้องหลังการคุกคาม เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทยครั้งที่ 8
ส่องลึกอิหร่าน: 12) แผนแบ่งแยกรัฐอิหร่านของอิสราเอล-อเมริกา
E-DUANG | ยุทธวิธี ในแบบ แยกกันเดิน บนเป้า ยุทธศาสตร์ รวมกันตี
เส้นทางชีวิต – ความรัก ‘พิ้งกี้’ กับ สถานะโสด เลิกไม่มีเหตุผล ใจพังแต่มูฟออนได้
เปิดโผรางวัล “สุพรรณหงส์ครั้งที่ 34 ประจำปี 2568” “ผีใช้ได้ค่ะ” ท็อปฟอร์มเข้าชิงสูงสุด 15 รางวัล
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (185)
ครุฑยุดนาค ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
อดีตผู้ต้องหาอาชญากรสงครามรำพึง : พระสารสาสน์ฯ กับความคิดสันติภาพ (23)
เชลยศึกสงครามลาว (40)
พฤษภาเลือด เสียงปืน จาก บ่อนไก่ สวนลุม เสียงปืน ที่ราชปรารภ ดินแดง