ชื่อบทความด้วยสำนวนว่า “ผลัดกันเกาหลัง” นั้น อาจจะไม่เป็นที่คุ้นเคยมากนัก สำหรับคนนอกวงการอุดมศึกษา แต่สำหรับคนที่อยู่ในงานบริหารมหาวิทยาลัยหรืองานสภามหาวิทยาลัยแล้ว สำนวนนี้เป็นที่รับรู้กันอยู่พอสมควร
ผมเองแต่เดิมไม่ใช่คนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับการบริหารมหาวิทยาลัย แต่เมื่อได้รับการสรรหาให้ดำรงตำแหน่ง “กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ” ของสภามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในภูมิภาคแล้ว ผมจึงได้สัมผัสกับคำนี้อย่างเป็นรูปธรรม จนเกิดคำถามถึงเรื่อง “ธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” ของการบริหารมหาวิทยาลัย เป็นอย่างมาก
สำหรับคำว่า “ผลัดกันเกาหลัง” ในวงการอุดมศึกษา มีความหมายคล้ายกับ “การฮั้ว” ทางการเมือง ที่มีนัยของการ “ต่างตอบแทน” ในเรื่องของตำแหน่งในมหาวิทยาลัย หรือความหมายที่ตรงไปตรงมา คือ การที่ต่างฝ่ายต่างเลือกกันเองในกระบวนการสรรหาตำแหน่ง เพื่อให้เกิดความสมปรารถนาของผู้กระทำทั้ง 2 ฝ่าย และจบลงด้วยการที่ต่างคนต่างมีตำแหน่งตอบแทนให้แก่กันและกัน
คำอธิบายเช่นนี้ อาจจะยังเป็นนามธรรมสำหรับผู้ที่ไม่คุ้นเคยกับเรื่องราวในมหาวิทยาลัย ดังนั้น จึงอยากจะขยายความให้สังคมได้เห็นถึงความเป็น “แดนสนธยา” ของมหาวิทยาลัยในบางแง่มุม
โครงสร้างของการบริหารมหาวิทยาลัยมีองค์ประกอบที่สำคัญในเบื้องต้น 2 ส่วน คือ สภามหาวิทยาลัยที่มีนายกสภาฯ เป็นประธาน และฝ่ายบริหารที่มีอธิการบดีเป็นผู้นำ
ปัญหามักจะเริ่มต้นเมื่ออธิการบดีมีสภาวะ “ไม่มั่นคงทางใจ” หรือเกิดอาการ “insecure” ไม่ว่าจะเกิดจากความไม่เก่งในการบริหาร หรือเกิดความไม่โปร่งใส หรือเกิดความกลัวต่อการตรวจสอบและการประเมิน ซึ่งอาการเช่นนี้ จะทำให้ฝ่ายบริหารเริ่มคิดในแบบ “รัฐบาลเผด็จการ” กล่าวคือ จะต้องดำเนินการในลักษณะที่เรียกในวิชารัฐศาสตร์ว่า “การกระชับอำนาจ” (power consolidation)
อีกทั้งในภาวะเช่นนี้ ฝ่ายบริหารที่ทำงานมาถึงราวปีที่ 3 หรือ 4 ก็เริ่มมั่นใจว่า พร้อมแล้วที่จะตั้งตัวเองเป็น “ผู้นำสูงสุด” เพราะหลังจากบริหารมาไม่กี่ปี กระแสมักจะมาพร้อมกับ “การอวย” กันเอง จนคิดว่า มหาวิทยาลัยเป็น “บริษัทส่วนตัว” ที่เขาจะต้องเป็นคนเลือกคณบดีทุกคนได้ตามใจตนเอง และจะต้องเป็น “เครือข่ายอธิการ” เท่านั้น จึงจะเป็นคณบดีได้ หรือคนที่เป็นกรรมการสภาฯ ก็มีลักษณะเป็น “เครือข่ายอธิการ” ไม่แตกต่างกัน
ปัญหาอาจจะเริ่มเหมือนไม่มีอะไร เช่นในเชิงหลักการแล้ว อาจารย์ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการ ไม่ควรได้รับการสรรหาเป็นคณบดี เพราะการทำเช่นนั้น ชี้ชัดในตัวเองว่า เป็นการ “ต่างตอบแทน” และเป็นการรับตำแหน่งในแบบ “เธอเลือกฉัน-ฉันเลือกเธอ” แต่เมื่อถูกทักท้วงว่า การกระทำในลักษณะดังกล่าว เป็นการต่างตอบแทนหรือไม่ เขาก็จะอ้างว่า ผลการสรรหาไม่ได้มาจากการเลือกของอธิการบดีโดยตรง จึงไม่อาจนำมาเป็นข้อโต้แย้งได้ ทั้งยังกล่าวอ้างว่า การเลือกแบบต่างตอบแทนดังที่กล่าวแล้วนี้ ไม่เข้าข่ายประเด็นเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน” (conflict of interest)
อยากจะขออุทานว่า ผู้บริหารมหาวิทยาลัยทำแบบนี้ “ช่างสะอาดเสียเหลือเกิน !” (และต่างอย่างไรกับนักการเมืองที่ “เล่นสกปรก” เรื่องอำนาจที่พวกอาจารย์ชอบวิจารณ์กัน) การกระทำเช่นนี้ในอีกด้านหนึ่ง จะมีผู้เชีี่ยวชาญด้านกฎหมายทำหน้าที่เป็น “ทนายแก้ต่าง” ว่า การกระทำเช่นนี้ไม่ผิดจริยธรรม และทั้ง “บรรดาทนายหน้าหอ” เหล่านี้ จะออกมายืนยันว่า เมื่อไม่มีข้อกำหนดบังคับไว้ไม่ให้ผู้ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการเข้ารับการสรรหาเป็นคณบดี การทำเช่นนี้จึงเป็นความถูกต้อง เนื่องจากไม่มีบทบัญญัติที่เป็น “ข้อห้าม”
ผลในกรณีนี้ กล่าวสรุปง่ายๆ ได้ว่า สำหรับอาจารย์ที่เป็นคนเลือกอธิการ และเมื่ออธิการได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งแล้ว อธิการก็จะเลือกอาจารย์ท่านนั้น ขึ้นเป็นคณบดี
ในกรณีที่เกิดขึ้นนั้น ยังมีประเด็นเพิ่มเติมว่า เมื่ออธิการได้รับการสรรหาแล้ว แต่มีการฟ้องร้องเกิดขึ้น และคดีอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ของศาลปกครอง สถานะของอธิการบดี จึงเป็นเพียง “ผู้รักษาราชการ“ จึงมีนัยอย่างสำคัญว่า กระบวนการสรรหาที่เกิดขึ้นในเบื้องต้น ยังมิได้สิ้นสุดลง เพราะยังต้องรอการชี้ขาดของศาลฯ
ดังนั้น การเลือกอาจารย์ที่เป็นกรรมการสรรหาอธิการบดีเป็นคณบดีในกรณีเช่นนี้ จึงน่าจะเป็นภาพสะท้อนของการต่างตอบแทน หรือเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนที่ชัดเจนในตัวเอง หรือเรียกในวงการอุดมศึกษาว่า “ผลัดกันเกาหลัง”
นอกจากนี้อาจจะเป็นเรื่องที่น่าฉงนใจ เมื่อพบว่าเส้นทางของการเป็นคณบดี มีที่มาจากการที่บุคคลผู้นั้นเคยเป็นรองอธิการ หรือเป็นผู้ช่วยอธิการมาก่อน หรือบางรายมีความสัมพันธ์ฉันท์สามี/ภรรยากับผู้ตำแหน่งเหล่านั้น ถ้าเราเรียกปัญหาในการเมืองไทยที่เราไม่ต้องการเห็นว่า บุคคลที่มีตำแหน่งวนเวียนในการมีความสัมพันธ์แบบครอบครัวว่า “สภาผัวเมีย” เราควรจะเรียกการมีฝ่ายบริหารในมหาวิทยาลัยเช่นนี้ว่าอย่างไรดี
ในอีกด้านของกระบวนการกระชับอำนาจจึงต้อง “ยึดอำนาจสภา” ด้วยการผลักดันให้คนที่เกี่ยวข้องและ/หรือมีความสนิทชิดเชื้อกับอธิการ เข้ามาเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ แม้การสรรหาจะเป็นกระบวนการที่ถูกออกแบบเพื่อให้เกิดการถ่วงดุลในการคัดเลือกตัวบุคคล แต่ถ้าอธิการตัดสินใจจะทำ “รัฐประหารสภา” แล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เพราะมีกรรมการที่ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นพวก แม้กรรมการบางคนอาจมีประเด็นคำถามถึงความโปร่งใสก็จะถูกละเลยไปโดยไม่ใส่ใจ
ดังนั้น ขั้นตอนแรกของการ “ยึดอำนาจสภา” ในมหาวิทยาลัย มักจะเริ่มการผลักดันคนของตนเข้ามาให้เป็นผู้ได้รับการสรรหา เมื่อมีคนของตนเข้ามานั่งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในจำนวนที่คุมเสียงในสภามหาวิทยาลัยได้แล้ว การกระชับอำนาจจะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป อธิการบดีในเชิงอำนาจจะกลายเป็น “ท่านผู้นำ” ไปโดยทันที และการสรรหาคณบดี และรวมถึงการสรรหากรรมการสภา ก็จะตกอยู่ภายใต้การควบคุมของ “ท่านผู้นำ” ไปอย่างไม่มีข้อสงสัย หรือต้องเป็น “เครือข่ายท่านผู้นำ” เท่านั้น
ในสภาวะเช่นนี กระบวนการสรรหาที่เกิดขึ้น ก็ไม่ต่างกับการเลือกตั้งในประเทศที่ปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ ที่ผู้นำสูงสุดสามารถ “ชี้นิ้ว” กำหนดได้ว่า จะเลือกใคร … จนอดคิดเล่นๆ ไม่ได้ว่า การเลือกตั้งทางการเมืองในเกาหลีเหนือ ก็คงประมาณนี้ ซึ่งสภาพเช่นนี้ ทำให้คนในประชาคมเองไม่กล้าลุกขึ้นมาประท้วงถึง “ความไม่ชอบมาพากล” ที่เกิดในบ้านตัว หรือใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยแบบเป็น “ผู้ดู” เท่านั้น
ผลของปัญหาเช่นนี้ อาจกล่าวได้ว่า กระบวนการสรรหาจะไม่สามารถทำหน้าที่กลั่นกรองในการเลือกบุคคลที่เหมาะสมในการดำรงในมหาวิทยาลัยได้เลย เพราะเกิดการ “ฮั้ว” ในลักษณะต่างตอบแทนโครงสร้างระดับบนของมหาวิทยาลัย หรือเกิดอาการ ”ต่างผลัดกันเกาหลัง“ กันอย่างสนุกสนาน
สภามหาวิทยาลัยในภาวะเช่นนี้ จึงเป็นได้แค่ “ตรายาง” ไม่ใช่สภาฯ ที่จะเป็นองค์กรในการตรวจสอบและถ่วงดุลในการบริหารมหาวิทยาลัยแต่อย่างใด ทั้งยังมีสภาวะที่ “คนใน” ประชาคมไม่กล้าแสดงออก (ไม่สู้!)
ปัญหา “การผลัดกันเกาหลัง” ที่เป็นภาพสะท้อนของ “ความไร้ธรรมภิบาล-ไม่โปร่งใส” ในมหาวิทยาลัยเช่นนี้ จึงอยากจะขอฝากเป็นการบ้านให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพราะหากปล่อยไว้นานวัน มหาวิทยาลัยจะกลายเป็นเพียง “แดนสนธยา” แห่งอำนาจไปได้ไม่ยาก และแดนสนธยาเช่นนี้มักจะตามมาด้วยการหาผลประโยชน์ในทางเศรษฐกิจในอนาคต !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
