แกะรอย MOU ร้อน ไทย-สหรัฐ ล็อกสัมปทานแร่ ‘แรร์เอิร์ธ’ ทรัพยากรแห่งอนาคต
บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ
ในระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน-สหรัฐครั้งที่ 13 ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย
ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาความหลากหลายของห่วงโซ่อุปทานของแร่ธาตุที่มีความสำคัญในระดับโลกและการส่งเสริมการลงทุน หรือ Memorandum of Understanding between The Goverment of The United States of America and The Government of The Kingdom of Thailand Concerning Cooperation to Diversify Global Critical Minerals Supply Chains and Promote Investments
โดย MOU ฉบับนี้ได้เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่กระชั้นชิดก่อนที่จะมีการประชุมสุดยอดอาเซียน หลังจากสหรัฐได้แจ้งให้กระทรวงการต่างประเทศไทยรับทราบว่าสหรัฐต้องการให้มีการเซ็น MOU ว่าด้วยแร่แรร์เอิร์ธ (Rare Earth) ขึ้น
ทั้งนี้ เป็นที่ทราบกันดีว่า ประเด็นของความต้องการแร่แรร์เอิร์ธ จัดเป็นหนึ่งในหัวข้อที่มีการหยิบยกขึ้นมาเจรจาในห้วงสงครามการค้าจีน-สหรัฐ ที่สหรัฐขู่จะเรียกเก็บภาษีตอบโต้จีน (Reciprocal Tariffs) ในอัตรามากกว่า 100%
ขณะที่จีนในฐานะประเทศที่มีแหล่งแร่และครอบครองแร่แรร์เอิร์ธมากกว่า 60% ของโลกก็ได้ประกาศที่จะปิดกั้นการเข้าถึงแร่แรร์เอิร์ธของสหรัฐ ซึ่งเป็นแร่หายากที่จะต้องนำมาใช้ในการผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีสูง ตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงอาวุธล้ำยุค ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในเทคโนโลยีที่มุ่งไปที่การลดการปล่อยมลพิษ ลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ/สมรรถนะความเร็ว ความทนทาน มีเสถียรภาพด้านความร้อน ทำให้ผลิตภัณฑ์/สินค้ามีน้ำหนักเบาและเล็กลง ถูกนำไปใช้ในการผลิตแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต และยังเป็นแม่เหล็กถาวร จนถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มทรัพยากรสำคัญในโลกยุคปัจจุบัน
โดยการปิดกั้นแร่แรร์เอิร์ธนั้น จีนได้กำหนดให้บริษัทต่างชาติทุกบริษัทที่จะส่งออกแร่แรร์เอิร์ธจากจีน แม้จะมีปริมาณน้อยเพียงใดก็จะต้องขอ “อนุญาต” จากรัฐบาลจีนก่อน ผลของการประกาศดังกล่าวทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศที่จะตอบโต้ด้วยการเก็บภาษีสินค้าจีนเพิ่มขึ้นอีก 100% และจะควบคุมการส่งออกชิพ/ซอฟต์แวร์สำคัญด้วย
ดังนั้น เมื่อสงครามการค้าระหว่างสหรัฐกับจีนได้ลุกลามมาถึงแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็น “จุดอ่อน” สำคัญที่สหรัฐในปัจจุบันยังไม่สามารถ “ผูกขาด” ทั้งแหล่งแร่แรร์เอิร์ธและกระบวนการทำเหมือง-การแปรรูปแร่ได้แบบเบ็ดเสร็จ
จากข้อเท็จจริงที่ว่า ปริมาณสำรองแร่แรร์เอิร์ธในโลกนี้ ผู้ครอบครองอันดับหนึ่ง ได้แก่ จีน (44,000,000 ตัน), บราซิล (21,000,000 ตัน), อินเดีย (6,900,000 ตัน), ออสเตรเลีย (5,700,000 ตัน)
รวมทั้งแหล่งแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา ที่ขณะนี้ถูกดำเนินการโดยทุนจีนอย่างกว้างขวาง ในขณะที่กระบวนการสกัด-แปรรูป-แต่งแร่ ก็อยู่ในมือจีนมากกว่าร้อยละ 70
จึงเป็นที่มาของคำตอบที่ว่า ทำไมประธานาธิบดีทรัมป์ถึงได้ตกลงที่จะจัดให้มีการเซ็น MOU กับประเทศต่างๆ ที่อยู่ใน “ห่วงโซ่อุปทาน” ตั้งแต่การสำรวจแร่ การทำเหมืองแร่ การสกัดแปรรูป การแต่งแร่ การรีไซเคิลแร่ และการค้าแร่หายาก ให้เข้ามาในห่วงโซ่อุปทานแร่แรร์เอิร์ธที่สหรัฐพยายามจะสร้างขึ้นมา
อย่างน้อยก็เพื่อ “คาน” กับอำนาจผูกขาดแร่แรร์เอิร์ธของจีน
สําหรับสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจเรื่องแร่แรร์เอิร์ธฉบับนี้นั้น นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้รับทราบการลงนามดังกล่าวแล้ว
โดยมีรายละเอียด 1) เป็นบันทึกความเข้าใจ (MOU) “ไม่ใช่กฎหมาย” เป็นเพียงความเข้าใจร่วมกัน เพื่อร่วมมือกันในการพิจารณาเรื่องห่วงโซ่อุปทานและการส่งเสริมความลงทุนแร่หายาก
2) ต้องการส่งเสริมการค้าการลงทุน ในอุตสาหกรรมการสำรวจ, การสกัด, การแปรรูป, การกลั่น, การรีไซเคิล, การกู้คืน และการดูแลรักษาแร่หายาก ซึ่งถือเป็นห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นกระบวนการการสำรวจ ไปจนถึงการสกัด รวมไปถึงการรีไซเคิลและการกู้คืน
3) การสนับสนุนการลงทุนที่สร้างมูลค่าเพิ่มและอุตสาหกรรมการสกัด 4) สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่ตลาด คือ การทำให้แร่หายากนำออกมาใช้สู่ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย โปร่งใส และเป็นการส่งเสริมห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายน้ำ
ขณะที่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า เนื้อหาของ MOU กำหนดว่า มีสิทธิ์ที่จะลงทุนและสำรวจแร่แรร์เอิร์ธทั้ง 2 ประเทศ แต่ทุกอย่างต้องเป็นไปตามหลักกฎหมายภายในของประเทศนั้นๆ และ MOU เขียนชัดเจนว่า “ไม่มีผลผูกพันกับกฎหมายระหว่างประเทศ”
ดังนั้น จึงไม่เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 แต่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ประเทศไทยกับสหรัฐที่จะร่วมมือกันพัฒนาแร่หายากให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ส่วนคำว่า “First opportunity to invest” นั้น หากยกมาข้อความเดียว อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งความจริงแล้วมันเริ่มต้นด้วยคำว่า Participant have first opportunity to invest ซึ่งหมายความว่า การให้เกียรติซึ่งกันและกันในฐานะผู้เป็นคู่สัญญา แต่ว่าในการดำเนินการนั้นจะต้องยึดกฎหมายของแต่ละประเทศ นั่นก็คือ พ.ร.บ.แร่ ที่มีข้อกำหนดกฎเกณฑ์ในการทำเหมืองแร่อยู่แล้ว “ดังนั้น MOU ฉบับนี้จึงไม่ได้เป็นแต้มต่ออะไร แต่เป็นความสัมพันธ์ตามปกติ”
สําหรับประเด็นที่ว่า จริงๆ แล้วประเทศไทยมีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธหรือไม่อย่างไรนั้น ในเรื่องนี้ นายอดิทัต วะสีนนท์ อธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) กล่าวว่า แรร์เอิร์ธมีทั้งหมด 17 ตัวตามตารางธาตุ จะมีแร่ 73 ชนิดที่มีธาตุหายากอยู่ ที่เรียกว่า “หายาก” เพราะกระจายกันอยู่ไม่กระจุกตัวเหมือนแร่ชนิดอื่น ซึ่งมีปริมาณที่น้อยและมักพบว่าเป็นเพื่อนแร่หรืออยู่กับแร่อื่นๆ เช่น ดีบุก
จากการสำรวจแรร์เอิร์ธในประเทศพบว่า “มี แต่ไม่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์และการทำเหมืองแร่” โดยในประเทศไทยที่ผ่านมาพบแร่แรร์เอิร์ธ 2 ชนิด คือ Monazite กับ Xenotime กระจายอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือ ตะวันตก และภาคใต้
ที่ผ่านมามีการออกอาชญาบัตรสำรวจแร่ที่เกี่ยวข้องกับแรร์เอิร์ธอยู่ 7 ราย
อาทิ บจก.มินโค ในพื้นที่ อ.สิชล ต.เขาน้อย จ.นครศรีธรรมราช 1,250 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 25 กันยายน 2558
นายนิสิต สิทธิอาษา อ.พญาเม็งราย ต.เม็งราย จ.เชียงราย 1,241 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 28 เมษายน 2560
บจก.เซาท์อีสท์มิเนอรัลส์ อ.สิชล ต.เขาน้อย จ.นครศรีธรรมราช 4,086 ไร่ และ ที่ ต.ทุ่งปรัง อีก 10,000 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ ปี 2562 และ 2564
บจก.สยามโลหะอุตสาหกรรม ใน 3 พื้นที่ คือ อ.ตะกั่วทุ่ง ต.ท่าอยู่ จ.พังงา รวม 23,020 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 14 กุมภาพันธ์ 2567, บจก.พันแสง โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ อ.เมืองตาก ต.แม่ท้อ จ.ตาก 1,252 ไร่ อาชญาบัตรหมดอายุ 23 ธันวาคม 2565
และทุกรายที่ได้รับอาชญาบัตรสำรวจ “ยังไม่มีรายใดตัดสินใจที่จะทำการยื่นขอประทานบัตรเพื่อขุดเจาะแร่ขึ้นมาเพราะไม่คุ้มต่อการลงทุน” นายอดิทัตกล่าว
“ต้องอธิบายให้เห็นภาพชัดๆ ว่า กระบวนการของห่วงโซ่นี้ประกอบไปด้วย 4 ส่วน คือ เหมือง โรงแต่ง โรงสกัด และโรงงานผลิต สรุปคือ ไทยยังไม่มีเหมืองแรร์เอิร์ธ แต่มีโรงแต่งแร่ที่นำเข้าแร่จากต่างประเทศเข้ามาแล้วส่งออก เรายังไม่มีโรงสกัดตรงนี้จะสกัดแร่เพื่อให้ได้แร่ธาตุออกมาซึ่งเรายังทำไม่ได้ แต่เรามีโรงงานผลิตที่นำเข้าแร่ธาตุเข้ามาผลิตเป็นสินค้าปลายทางเพื่อขายได้” นายอดิทัตกล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทยยังไม่พบแหล่งแร่แรร์เอิร์ธที่มากเพียงพอสำหรับการทำเหมืองเชิงพาณิชย์ แต่ไทยมีโอกาสที่จะทำในเรื่องของการรีไซเคิล ซึ่งเป็น 1 ในห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญที่สามารถส่งเสริมการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ได้ โดยการนำเข้าแร่ธาตุแรร์เอิร์ธเข้ามาเพื่อแต่งแร่และส่งกลับออกไปนั้น ไม่ต้องขออนุญาตกับกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) แต่จะต้องสำแดงตามพิกัดศุลากรตามกฎหมายศุลกากร
ดังนั้น ความกังวลเดียวสำหรับประเทศไทย ซึ่งไม่มีแหล่งแร่แรร์เอิร์ธในประเทศ แต่มีศักยภาพจากการนำเข้าแร่แรร์เอิร์ธเข้ามาแต่งแร่ที่โรงแต่งแร่เข้มข้น และทำการส่งออกไปยังประเทศต้นทาง ก็คือ ความกังวลที่ว่า ประเทศไทยจะถูกดึงเข้าไปในความขัดแย้งเรื่องการค้าแร่แรร์เอิร์ธระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ในสงครามการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน
