ใกล้เข้าสู่ 31 มกราคม 2569 เข้าไปทุกที นับถอยหลังไม่ถึง 3 เดือนแล้ว สู่การยุบสภาเพื่อจบเกมเลือกตั้งครั้งปี 2566
แล้วคำว่า “มีเรา ไม่มีเทา” ก็ได้กลายเป็นม็อตโต้แรกของพรรคประชาชนไปเรียบร้อย แม้จะยังเหลือระยะเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงเลือกตั้งใหญ่
บ้างก็ว่าม็อตโต้นี้เป็นการเลียนแบบความสำเร็จจากม็อตโต้เดิม “มีลุง ไม่มีเรา-มีเรา ไม่มีลุง”
แต่น่าสนใจว่า ครั้งนั้น คนที่จุดประกายม็อตโต้นี้ออกมาจากปากคือ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นหลัก ผิดกับรอบนี้ที่ม็อตโต้นี้ดันเกิดขึ้นแทบจะอัตโนมัติ ดำเนินต่อเนื่องมาจากบริบทการเมืองที่กำลังดุเดือดเข้มข้นในขณะนี้
รอบนี้เป็นการออกมาประสานเสียง ตั้งคำถามถึงความไม่ชอบมาพากลเกี่ยวกับเรื่องทุนเทา การคอร์รัปชั่นและปัญหาสแกมเมอร์อาชญากรรมออนไลน์ของบรรดานักการเมืองตัวตึงพรรคประชาชนหลายคน กลายเป็นผู้เปล่งวลี “มีเรา ไม่มีเทา” ไปโดยปริยาย
มีการแบ่งบทกันเล่นในนักการเมืองค่ายส้ม เปิดแนวรบทุนเทา ขบวนการคอร์รัปชั่น จนเห็นการแทรกซึมของ “ระบบการเงินสีเทา” เข้ามาในทุกวงการ พัวพันไปหมด ไม่เว้นแม้แต่ “ตำแหน่งเก้าอี้การเมืองสำคัญระดับประเทศ”
ตั้งแต่รังสิมันต์ โรม เปิดแนวรบเริ่มปราบสแกมเมอร์ที่เขาเองก็พูดเรื่องนี้ต่อเนื่องยาวนาน ตั้งแต่ครั้งเป็นข่าวที่เมืองเมียวดี ประเทศเมียนมา
ต่อเนื่องมาจนถึงสถานการณ์ในปีนี้ของฝั่งกัมพูชา ซึ่งรังสิมันต์ โรม เล่นใหญ่ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงฯ นำเสนอเรื่องอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามพรมแดนเป็นวาระด่วน ในการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา (IPU) ครั้งที่ 151 ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จนได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากคณะผู้แทนประเทศ
ทั้งยังออกหน้าเชิญนักการเมืองใหญ่ ซึ่งมีข่าวและภาพอาจจะเกี่ยวข้องหรือโยงใยทุนเทาที่ถูกชาติตะวันตกขึ้นบัญชีดำ มาชี้แจงในกรรมาธิการฯ
ในระดับประเทศบนสังเวียนสื่อสารมวลชนก็ได้เห็นลีลาของไอซ์ รักชนก ศรีนอก ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน แทบจะดับเครื่องชนนักการเมืองใหญ่รายวัน
หรือจะเป็นวิโรจน์ ลักขณาอดิศร กับลีลาพี่ใหญ่สายบู๊ ออกมาขู่รัฐบาลเตรียมปล่อยอาวุธหนักยื่นซักฟอก หากเมินเฉยปราบปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ ทั้งยังเปิดข้อเสนอถึงรัฐบาล ถึงเวลาไทยถือธงนำปราบสแกมเมอร์
เช่นเดียวกับ ส.ส.พรรคส้มอีกหลายคน เช่น ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ, พริษฐ์ วัชรสินธุ, ธนเดช เพ็งสุข ภายใต้หัวเรือใหญ่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ออกมากระทุ้งไปที่ตัวนายกฯ ในหลายๆ ครั้งว่าอย่าเกียร์ว่างโยนแต่ฝ่ายความมั่นคงจัดการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์
นั่นคือการทำงานประสานกันแบบทีม
เมื่อมีคนค่ายสีส้มปล่อยคำออกมาเล่นๆ ทางโลกออนไลน์ว่า “มีเรา ไม่มีเทา” มันจึงกลายเป็นหนึ่งในม็อตโต้ที่เตรียมใช้ในการต่อสู้ศึกเลือกตั้ง 2569 ชนิดแทบจะอัตโนมัติ
ดังที่ได้กล่าวไปว่าปัญหาเรื่องทุนเทาและแก๊งสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่มีมานาน ต่อเนื่องมาในหลายรัฐบาล และอันที่จริงกองทัพพรรคส้มเขาก็แตะเรื่องนี้จนถูกฟ้องต้องไปขึ้นศาลวุ่นวายกันอยู่หลายครั้ง
แต่ในรอบนี้มันมีความซับซ้อน เพราะความร้อนแรงของปัญหามันมาประสานเข้ากับ วิกฤตความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของไทย-กัมพูชา ที่ไม่กี่เดือนก่อนยังไปมาหาสู่กันดีๆ หันมาอีกทีก็รบกันเฉย
พบว่าเรื่องชาตินิยมหรือกระแสความรักชาติจนล้นเกินก็เป็นส่วนสำคัญให้เกิดการใช้กำลัง แต่เมื่อเจาะไปที่หนึ่งในรากฐานปัญหากลับกลายเป็นเรื่อง “อาชญากรรมออนไลน์ข้ามแดน”
เพราะตรงกับที่นานาชาติโดยเฉพาะชาติตะวันตกกำลังเพ่งเล็งกัมพูชาในฐานะประเทศที่กลายเป็นแหล่งทำการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ออนไลน์ มีการประเมินกันแบบเบื้องต้นน่าจะมีเกินกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ จนกลายเป็นแหล่งรายได้มหาศาลของชนชั้นนำกัมพูชา
ขณะที่ประเทศไทยได้กลายเป็นผู้มีส่วนร่วมโดยไม่ได้ตั้งใจในฐานะแหล่งเก็บเงินและฟอกเงินสีเทาจุดสำคัญ
ปัญหาสแกมเมอร์อาชญากรรมออนไลน์และการเมืองไทย ยังสัมพันธ์กันอย่างซับซ้อน กว้างขวางชนิดที่ไม่เคยมีใครจินตนาการถึงมาก่อน
แน่นอนว่าคนไทยรู้ว่ามีปัญหา แต่ยังจินตนาการเส้นทางการเงินสีเทาจะเกี่ยวโยงกับสังคมการเมืองไทย ระบบราชการของไทยได้อย่างไร
กระทั่งการปะทุของปัญหาไทย-กัมพูชา เมื่ออินฟลูเอนเซอร์คนสำคัญเข้าไปเปิดปฏิบัติการโหนกระแสชาตินิยม ภายใต้ข้ออ้างการทำความดี
แรกๆ เสียงวิจารณ์เบาบาง เพราะเห็นว่ายังไม่มีพิษภัย แต่หลังๆ ใครเตือนก็ไม่ฟัง ปฏิบัติการหลายอย่างเน้นเอาความสะใจเป็นหลักจนละเมิดเส้นเรื่องสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นภาพลักษณ์สำคัญในสนามการเมืองนานาชาติที่เราจะละเมิดมิได้
เมื่อละเมิด นักสิทธิมนุษยชนก็ออกมาเตือน อินฟลูฯ ท่านนั้นก็เลือกที่จะด่านักสิทธิมนุษยชนกลับ นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสวนกระแสชาตินิยม นำโดยไอซ์ รักชนก ศรีนอก ที่ออกมาเปิดประเด็นมูลนิธิม้า เปิดรับบริจาค แต่ชี้แจงยาก ตรวจสอบแทบไม่ได้ ให้คนทั้งประเทศเห็น
แถมค้นไปค้นมายังเชื่อมโยงสัมพันธ์แนบแน่นกับนักการเมืองใหญ่ที่ตกเป็นข่าวมีชื่อโยงปัญหาทุนเทาข้ามประเทศที่กำลังโด่งดัง
ไม่นานหลังจากนั้น จึงได้เห็นการตีตัวออกหากของสองฝ่าย จนเป็นที่มาของมุขตลกโซเชียลล้อไอซ์ รักชนก ว่า “น้ำแข็งแยกแป้งออกจากบะหมี่” ได้
ไฟยังคงลามต่อไม่หยุด หลังบิ๊กโจ๊ก พลตํารวจเอก สุรเชษฐ์ หักพาล แท็กทีมกับ อัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือทางกฎหมายฯ ออกมาแฉ ปัญหาการรับส่วยของตำรวจระดับสูงจากกลุ่มทุนเทา โยงมาถึง นายพนันบ่อนออนไลน์ ที่สร้างตัวเองจนผันตัวมาเป็นนักการเมืองระดับ ส.ส.ของจังหวัด สังกัดพรรคเดียวกับนักการเมืองใหญ่ที่มีข่าวทุนเทา
นี่คือตัวอย่างของวิกฤตทุนเทาที่วันนี้แทรกซึมเข้ามาสู่ตำแหน่งการเมืองได้สำเร็จ และไม่ได้มีแค่พรรคเดียว
ในสัปดาห์เดียวกันยังมีเรื่องการโกงโควต้าสลากฯ ที่ได้รับการจัดสรร ซึ่งกลายเป็นช่องว่างให้กลุ่มทุนเทาทำมาหากิน, กรณีโกงเงินนักกีฬาระดับชาติ ทั้งหมดเชื่อมโยงและสัมพันธ์กันแทบจะเป็นวงกลม
ท่ามกลางการกล่าวหาอย่างรุนแรงของนักการเมืองค่ายส้ม แน่นอนว่าก็ต้องถูกตอบโต้อย่างดุเดือดเช่นกัน
เพราะล่าสุดก็มีกรณีการแฉเรื่องนำเด็ก ม.6 มาเป็นผู้ช่วย ส.ส. หรือการตรวจสอบพบผู้ช่วย ส.ส.ไม่ทำงานจริง นำเงินเดือนส่วนกลางเข้าพรรคเข้าข่ายการใช้เงินหลวงผิดประเภท โดยนาย ไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร คือผู้เปิดหน้าออกมาสู้กับพรรคประชาชน
เรื่องราวยังคงต้องดำเนินต่อ และทุกฝ่ายก็ต้องต่อสู้ด้วยหลักฐานกันไป แต่คำถามว่าเรื่องทุนเทาจะจบอย่างไร จนถึงวันนี้ก็ยังดูไม่ออก เพราะดูเหมือนยิ่งนานวันความซับซ้อนของปัญหาที่เคยถูกซุกใต้พรมก็ยิ่งถูกเปิดออกไม่รู้จบ
อย่างไรก็ตาม ปฏิบัติการทุบทุนเทาในไทยของค่ายส้มวันนี้ทำให้เรารู้ 2 อย่างคือ
1. ทุนเทาและอาชญากรรมออนไลน์ ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด วันนี้ผลประโยชน์จากทุนเทาได้แทรกซึมเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ถือครองอำนาจรัฐระดับสูงในหลายภาคส่วนไว้ได้
2. รัฐบาลยังขยับช้าและน้อยเกินไป ถ้าเทียบกับนานาชาติที่ดำเนินการอย่างจริงจังทั้การยึดทรัพย์ ประกาศขึ้นแบล็กลิสต์ธุรกิจและบุคคลที่เกี่ยวข้อง
น่าเสียดาย ทั้งๆ ที่ไทยคือผู้เสียหายแทบจะมากที่สุดในสมรภูมินี้ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม
น่าห่วงเหมือนกันว่า ถ้าไฟทุนเทายังเป็นแบบนี้ ก็อาจจะลุกไหม้ ลามไม่หยุด วันหนึ่งอาจจะลามไปไหม้รัฐบาล ก็เป็นได้
