bg-single

สู้วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ‘อนุทิน’ ตามรอยยุคถนอม-สัญญา ใช้อำนาจ พ.ร.ก.จัดการเด็ดขาด

10.04.2026

บทความพิเศษ | ศัลยาประชาชาติ

รัฐบาลอนุทิน 2 ต้องใช้ทุกเครื่องมือรับภาวะวิกฤตน้ำมันขั้นสุด

ทั้งเครื่องมือทางการคลัง-การเงิน และล่าสุดคือ เครื่องมือทางกฎหมาย ใช้อำนาจการเมืองกดดันบริษัทเอกชน ตะล่อมให้ประชาชนยอมรับความจริง ใช้ชีวิตในภาวะวิกฤตแบบปกติใหม่ New Normal

เครื่องมือทางการคลังที่ฝังไว้ในคำประกาศของนายกรัฐมนตรี กำชับแน่นในนโยบายรัฐบาล แถลงต่อรัฐสภา ส่งสัญญาณว่า รัฐบาลไม่มีเงินเพียงพอที่จะอุดหนุน-ปกป้องประชาชนจากราคาน้ำมันไม่ปกติอีกต่อไป

ทั้ง พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ตัดลดงบประมาณ มัดรวบยอดวงเงินไว้ได้ประมาณ 7 หมื่นกว่าล้าน แทรกอยู่ในระหว่างบรรทัดคำแถลงนโยบายแก้วิกฤตพลังงาน ระบุตอนหนึ่งว่า

“เมื่อรัฐบาลเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์แล้ว จะเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้ให้ไว้กับประชาชน โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดภายใต้กรอบวินัยทางการเงินการคลัง เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ในระยะต่อไป”

“รัฐบาลจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบประมาณ และจัดทำพระราชบัญญัติโอนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เพื่อเยียวยาประชาชนกลุ่มเปราะบาง บรรเทาผลกระทบจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำรงชีพและการประกอบอาชีพ”

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำงบประมาณรายจ่าย ปี 2570 ให้มีผลบังคับใช้ได้ทันปฏิทินงบประมาณปกติ และจะดำเนินการปรับลดรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็นและไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศ

การประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษกลางดึก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จึงตั้งใจประกาศต่อหน้า 35 รัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลไม่มีเวลาฮันนีมูน ไม่มีเวลาทดลองงาน พร้อมแจ้งความจำนงในการหาเงินกู้วิกฤตพลังงาน-วิกฤตศรัทธาทางการเมืองว่า

“รัฐบาลจะปรับลดงบประมาณในส่วนของภาครัฐเพื่อนำงบประมาณมาใช้ช่วยเหลือในการลดผลกระทบให้กับประชาชนเป็นลำดับแรก”

รัฐบาลจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน ทั้งน้ำมัน และค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนโดยเร็วที่สุด รวมถึงจัดให้มีมาตรการช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน เช่นโครงการคนละครึ่งพลัส โครงการไทยช่วยไทย การจัดหาสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมทุกกลุ่ม และผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งจะดำเนินการให้เร็วที่สุด

“เรากำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตที่ส่งผลกระทบที่ส่งผลกระทบระดับโลก เรายอมรับความจริงและจะปรับเปลี่ยนเพื่อให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้ ความสามัคคี ความร่วมมือของคนในชาติเป็นต้นทุนทางสังคมที่สำคัญที่สุดในยามนี้”

ตัวแทนรัฐบาลส่งสัญญาณแรงชัดว่า “เงินที่จะอุ้มวิกฤตมีจำกัด แต่วิกฤตจะอยู่ยาว” เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและพลังงานจากตะวันออกกลางถึง 50%

ดังนั้น มาตรการที่รัฐจะออกแพ็กเกจต้องการให้ประชาชนปรับตัว คาดว่า สถานการณ์วิกฤตครั้งนี้จะยาวและใช้เวลาในการฟื้นตัวอีกนาน แต่รัฐบาลไม่สามารถชดเชย-กู้เพิ่ม-ค้ำประกันได้ยาวนานเท่ากับห้วงเวลาแห่งความวิกฤตนี้

คําเก่าที่รัฐบาลก่อนเคยใช้กู้วิกฤตโควิด-19 ถูกนำมาใช้อีกครั้ง ขอให้ประชาชนปรับตัวให้ได้ ใช้ชีวิตแบบวิถีใหม่ New Normal ในวิกฤตน้ำมันขั้นสุด

ถัดจากเครื่องมือทางการคลัง หลังรัฐบาลมีอำนาจเต็ม เตรียมใช้ทุกกลไกอำนาจการเมืองบังคับใช้กฎหมายที่ทรงพลัง คือ พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 ที่ใช้ครั้งแรกยุครอยต่อจอมพลถนอม กิตติขจร ถึงรัฐบาลพระราชทาน สัญญา ธรรมศักดิ์

ในเวลานั้น เกิดวิกฤตน้ำมันแพงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รัฐบาลไทยต้องควบคุมราคาน้ำมัน, ปันส่วนน้ำมัน, กำหนดมาตรการประหยัดน้ำมัน ในหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ ประหยัดไฟ, จัดลำดับความสำคัญของกิจการที่ใช้น้ำมันดีเซล กำหนดเวลาเปิด-ปิดโรงภาพยนตร์และสถานบันเทิง

ห่างกัน 53 ปี บริบทการประกาศใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง 2516 กับปี 2569 แทบไม่ต่างกัน เพิ่มเติมคือ สั่งให้ข้าราชการทำงานที่บ้าน หรือ work from home หรือทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่ต้องจ่ายต้นทุนค่าเดินทาง

หลักการประกาศกฎหมายในยุครัฐบาลพระราชทาน ระบุว่า “โดยที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ทวีสูงขึ้นเป็นลำดับ และน้ำมันดิบที่จะซื้อได้มีปริมาณลดน้อยลง ซึ่งจะก่อให้เกิดภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิงขึ้นในประเทศไทย เพื่อรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงของประเทศ และความผาสุกของประชาชน จำเป็นต้องดำเนินการแก้ไขและป้องกันภาวการณ์ดังกล่าวให้ทันต่อเหตุการณ์ นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องมีอำนาจในการกำหนดมาตรการต่างๆ ได้โดยฉับพลัน ไม่จำเป็นต้องให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ แยกปฏิบัติการตามกฎหมายที่มีอยู่”

นำไปสู่การออกคำสั่ง-และมาตรการที่เข้มข้น

การใช้ พ.ร.ก.แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ในยุคอนุทิน 2 เริ่มออกตัวมาตั้งแต่นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย ยังดำรงสถานะเลขาธิการกฤษฎีกา เขาระบุว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวให้อำนาจนายกรัฐมนตรีกำหนดมาตรการต่างๆ ได้ตามที่จำเป็น เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งรวมถึงก๊าซธรรมชาติด้วย

ปกรณ์ระบุว่า หลักการกฎหมายนี้ครอบคลุมถึงการหาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจากแหล่งใหม่ๆ ชดเชยแหล่งที่ขาดหายไป ไม่ใช่แค่การสำรองเพิ่ม การห้ามส่งออก การค้าขายน้ำมัน รวมถึงมาตรการสุดท้ายที่คงไม่มีใครอยากให้เกิดอีก คือการปันส่วนน้ำมันที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วทั่วโลก

อีกเครื่องมือที่จะใช้บริหารกลไกราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ คือ พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 เพื่อรักษาเสถียรภาพของระดับราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนในระหว่างการปรับตัวให้เข้าสู่โหมดน้ำมันแพง

ระหว่างที่อำนาจใน พ.ร.ก.ยังทำงานไม่เต็มที่ รัฐบาลเตรียมประกาศมาตรการขั้นแรกช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ วันที่ 20 เมษายน เป็นต้นไปให้ปั๊มเปิด-ปิดขายน้ำมันบางชนิด ตามเวลาที่กำหนด กล่าวคือ ระหว่าง 22.00-05.00 น.ของทุกวัน จะปิดการขายน้ำมันดีเซล เบนซิน แต่จะเปิดขายเฉพาะน้ำมันเชื่อเพลิงทางเลือก มีส่วนผสมของไบโอดีเซล คือน้ำมัน B20 และน้ำมัน E20 เท่านั้น

นอกจากกฎหมาย-รัฐบาลอำนาจเต็มแล้ว นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกอาวุธทันทีที่เข้าทำเนียบรัฐบาล หลังเข้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน ได้ประกาศกลางดึกว่า จะดำเนินการกับพ่อค้าน้ำมันและรีดลดราคาหน้าโรงกลั่นในวันรุ่งขึ้น 2 บาท

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานอธิบายกลไกการใช้อำนาจกำกับกลไกราคา ไม่ให้ค้ากำไรเกินควรว่า ราคาน้ำมันลดลงได้ หากไล่กวดเส้นทางน้ำมันกว่าจะถึงมือผู้บริโภค ส่วนแรกคือ ราคาน้ำมันขึ้น เพราะราคาตลาด และราคาขึ้นเพราะสถานะปัจจุบัน ใช้เงินกองทุนร่วมแบกรับภาระ ให้ราคาน้ำมันถูกลงสำหรับประชาชน แต่ไม่ใช่ไปแบกกำไรของโรงกลั่น

“สถานการณ์ปัจจุบันมีความผันผวนแปรปรวน ราคาน้ำมันสำเร็จที่สิงคโปร์เพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ แพงมากกว่าระดับราคาน้ำมันดิบที่สูงขึ้น จึงทำให้ตัวเลขค่าการกลั่นสูงขึ้น และมีการแจ้งว่าพุ่งสูงขึ้นผิดปกติ”

เพื่อป้องกัน-ตัดไฟแต่ต้นลม ตัดความผิดปกติ ให้พ้นวงจรราคาน้ำมันแพง รมว.พลังงาน ขีดเส้น 2 มาตรการ คือ

1. ให้นำกำไรหรือผลประโยชน์ส่วนเกินจากโรงกลั่นคืนกลับมาสู่รัฐ ไม่ใช่แค่เพียงยอดบริจาค แต่ต้องมีมาตรการอื่นด้วย

2. คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานจะบังคับใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 กดราคาหน้าโรงกลั่นอีกทาง

“ในสถานการณ์แบบนี้โรงกลั่นต้องช่วยกัน ไม่ใช่อาศัยสถานการณ์ความแปรปรวนทำให้น้ำมันสำเร็จที่มีน้อยและผลิตออกมาน้อย โรงกลั่นในประเทศมี 6 โรง กลับมาบีบให้คนไทยต้องใช้น้ำมันในราคาแพง ดังนั้น ควรมาอยู่ในสถานะที่แฟร์ ซึ่งการที่โรงกลั่นอยู่ในประเทศไทย ถือว่าเป็นสิทธิประโยชน์ส่วนหนึ่งในเวลาวิกฤต ก็ควรจะมาช่วยกัน”

วิกฤตพลังงานขั้นสุด หากรัฐบาลต้องการ “เอาให้อยู่” จำเป็นต้องใช้ทุกเครื่องมือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำนาจเต็มทางกฎหมาย ใช้บังคับปรับทิศทางให้กลไกตลาด-ราคากลับเข้าสู่ภาวะปกติใหม่ให้เร็วที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รมว.กลาโหม เชิญข่าวสดหารือแนวทางเสนอข่าวด้านความมั่นคง ไม่ให้เกิดผลกระทบในนาคต ชี้กรณีแผนที่ทหารไม่มีเจตนาร้าย ที่ผ่านมาข่าวสดและกองทัพประสานข้อมูลกันดีมาตลอด
จริงลวง จริงแท้ ศรีบูรพา กุหลาบ สายประดิษฐ์ ไทยใหม่ ศรีกรุง
สงครามตลอดกาล! ปัญหาสงครามไทย-กัมพูชา
3 คนไทย ในบอลโลก
นับถอยหลัง เข้าสู่โลกยุคไร้แผ่นเกม
E-DUANG | เมื่อ ธรรมนัส พรหมเผ่า ขยับ คือ สัญญะ อันเป็น สัญญาณ
สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์