bg-single

พิพิธภัณฑ์ “แห่งชาติ” สะท้อนสังคม-การเมืองไทย/สุจิตต์ วงษ์เทศ

23.03.2022

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อยู่พื้นที่ “วังหน้า” ใกล้สนามหลวงและใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณที่เป็นหัวแหวนของกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งเหมาะสำหรับจัดเป็นพิพิธภัณฑ์วังหน้ามากกว่าอย่างอื่น (ภาพจาก สมุดภาพแห่งกรุงเทพมหานคร 220 ปี สำนักผังเมืองกรุงเทพมหานคร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2546)

 

พิพิธภัณฑสถาน “แห่งชาติ” ของไทยทุกวันนี้เป็นต้นแบบพิพิธภัณฑ์ “ท้องถิ่น” ทั่วไทย สะท้อนโครงสร้างสังคม-วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ-การเมืองปัจจุบัน สืบทอดและผดุงไว้ซึ่งลักษณะศักดินาเจ้าขุนมูลนายสมัยล่าอาณานิคมเมื่อศตวรรษที่แล้ว โดยไม่ยอมปรับเปลี่ยนตามความก้าวหน้าของโลก

มิวเซียมแบบอาณานิคม ซึ่งมีลักษณะศักดินาเจ้าขุนมูลนายเป็นต้นแบบพิพิธภัณฑสถาน “แห่งชาติ” ของไทย ประเภทมิวเซียมศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลปะ สนองการเมืองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ที่เน้นรวบรวม “ของเก่า” หรือโบราณวัตถุ (จากดินแดนอาณานิคม และจากอาณานิคมภายใน) แล้วเลือกสรรจัดแสดงอวดอลังการ “มาสเตอร์พีซ” ตามรสนิยมของคนชั้นสูงหรือชนชั้นนำสมัยนั้น โดยมีต้นแบบสำคัญและยิ่งใหญ่อยู่ในฝรั่งเศส (เช่น มิวเซียมลูฟร์และกีเมต์), อังกฤษ (เช่น บริติชมิวเซียม) เป็นต้น [ต้นแบบมิวเซียมอาณานิคมเป็นที่รู้กันทั่วโลกจนปัจจุบัน ยูเนสโก “เตือน” ซ้ำอีกให้ส่งคืน “มาสเตอร์พีซ” ที่เจ้าอาณานิคมล่ามาจากประเทศกรีซ] ผมเคยเขียนถึงเรื่องนี้มาก่อนแล้วอยู่ในมติชน (ฉบับวันพฤหัสบดีที่ 30 ธันวาคม 2564) จะยกบางตอนมาดังนี้

มิวเซียมแบบอาณานิคมต่อมาบรรดารัฐชาติเกิดใหม่ที่ตกเป็น “อาณานิคม” เรียกอย่างเลิศว่า “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” เช่น อินเดีย, อินโดนีเซีย, กัมพูชา ฯลฯ และไทย (ซึ่งเป็น “อาณานิคมทางอ้อม”) มีแนวทางการดำเนินงานตามมาตรฐานสากลแบบอาณานิคม “เจ้าขุนมูลนาย” (แต่ไม่ตามมาตรฐานสากลแบบอื่นซึ่งมีอีกมากโดยไม่อาณานิคมและ ไม่ “เจ้าขุนมูลนาย”)

[ข้อมูลเหล่านี้มีในหนังสือสำคัญของโลก ชื่อ ชุมชนจินตกรรม ของ เบน แอนเดอร์สัน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ บรรณาธิการ แปลจาก Imagined Communities Reflections on the Origin and Spread of Nationalism) มูลนิธิโครงการตำราฯ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2552]

ลักษณะร่วมของมิวเซียมแบบอาณานิคม “เจ้าขุนมูลนาย” หรือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ได้แก่

(1.) อาคารใหญ่โตโอ่อ่า ขรึม ขลัง เสมือนข่มขู่ผู้เข้าชมคนพื้นเมืองต้องนอบน้อมยอมจำนนต่ออาคารสถานที่ซึ่งเทียบได้กับ “เจ้าขุนมูลนาย”

(2.) วัตถุ “มาสเตอร์พีซ” ถูกจัดวางแวดล้อมด้วยอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์ “ไฮเทค” เพื่อกำหนดระยะห่างระหว่างวัตถุกับคนดู ทำให้ “มาสเตอร์พีซ” ในมิวเซียมกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนดูต้องสงบและสำรวมเหมือนอยู่ในโบสถ์วิหารตลอดเวลาที่อยู่ในมิวเซียม

(3.) ป้ายคำอธิบายข้อมูลความรู้ในมิวเซียม เหมือน “รหัสที่รู้กัน” สำหรับนักปราชญ์ราชบัณฑิตหรือเจ้าอาณานิคมผู้เป็น “เจ้าขุนมูลนาย” อ่านกันเอง แต่ไม่เหมาะให้สามัญชนคนทั่วไปอ่านแล้วเข้าใจ

(4.) ในไทยจัดแสดงยุคสมัยประวัติศาสตร์ไทยตามการแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ศิลปะ (ที่เป็นมรดกจากเจ้าอาณานิคม) ได้แก่ สมัยทวารวดี, สมัยศรีวิชัย, สมัยลพบุรี, สมัยเชียงแสน, สมัยสุโขทัย, สมัยอยุธยา เป็นต้น ซึ่งไม่มีจริงในประวัติศาสตร์ไทย แต่เป็นสิ่งที่เจ้าอาณานิคมศตวรรษที่แล้วอยากให้มี แล้วเสกสรรปั้นแต่งขึ้นมา

(5.) ไม่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (พื้นที่) และวิถีชีวิตของชุมชน “คนเท่ากัน” หลากหลายชาติพันธุ์ “ร้อยพ่อพันแม่” ดังนั้น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ในประเทศไทยไม่จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของดินแดนประเทศไทยว่าก่อนจะมีรูปร่างอย่าง “ขวานทอง” ทุกวันนี้ เคยมีหน้าตาอย่างไร? และคนทั้งหลายก่อนจะเรียกตนเองว่า “ไทย” เคยถูกเรียกหรือเรียกตนเองด้วยชื่ออย่างไรบ้าง? พูดภาษาอะไรบ้าง? เป็นต้น แม้เรื่องความเป็นมาของพระแก้วมรกตซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับความเป็นประเทศไทยก็ไม่มี

“คนเท่ากัน” ในมิวเซียมของไทย

รัฐไทยจัดให้สังคมไทยมีแบบเดียวคือมิวเซียมแบบอาณานิคม “เจ้าขุนมูลนาย” ประเภทมิวเซียมศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลปะในนาม “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ” ดังนั้นไทยไม่มีมิวเซียมแบบเสรีประชาธิปไตย “คนเท่ากัน” ประเภทมิวเซียมประวัติศาสตร์บอกเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (พื้นที่) และกลุ่มชนหลากหลายชาติพันธุ์ตั้งแต่ยุคก่อนรัฐชาติจนถึงสมัยรัฐชาติต่อเนื่องจนปัจจุบันสนองการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย

หลายปีมาแล้วรัฐบาลสมัยนั้นปรารถนาสร้างมิวเซียมเป็นแหล่งเรียนรู้สู่สาธารณะอย่างสากลโลกในระบอบบเสรีประชาธิปไตย โดยหลีกเลี่ยงหน่วยงานเก่าที่ตามไม่ทัน “โลกไม่เหมือนเดิม” จึงสร้างหน่วยงานใหม่แล้วทำมิวเซียมแบบ “ไม่อาณานิคม” ซึ่งรู้จักทั่วไปในชื่อ “มิวเซียมสยาม” แต่ด้วยข้อจำกัด (ซึ่งไม่มีใครรู้) ทำให้ยังห่างไกลมิวเซียมสากล

มิวเซียมแบบเสรีประชาธิปไตย “คนเท่ากัน” เป็นประเภทมิวเซียมประวัติศาสตร์บอกเรื่องราวความเป็นมาของดินแดน (พื้นที่) และกลุ่มชนหลากหลายชาติพันธุ์ตั้งแต่ยุคก่อนรัฐชาติจนถึงสมัยรัฐชาติต่อเนื่องปัจจุบัน สนองการเมืองแบบเสรีประชาธิปไตย

เลือกสรรวัตถุทั้งของจริงและจำลองเพื่อประกอบการจัดแสดงให้เข้าใจวิถีชีวิต “กินขี้ปี้นอน” ของคนทุกระดับหรือทุกชนชั้นอย่างเสมอหน้าตั้งแต่รากหญ้าถึงยอดไม้ ถ้าจะมีวัตถุ “มาสเตอร์พีซ” ก็มีอย่างเสมอภาคทั้งของชนชั้นบนและของชนชั้นล่าง

ประเทศทางตะวันตกเป็นหน้าที่ของรัฐต้องจัดให้มีมิวเซียมหลากหลาย “ร้อยสีพันอย่าง” ทั้งมิวเซียมศิลปะและประวัติศาสตร์ศิลปะ (แบบไม่ “เจ้าขุนมูลนาย”)  ขณะเดียวกันต้องมี “มิวเซียมหลัก” ไว้ทุกเมืองใหญ่ คือ มิวเซียมประวัติศาสตร์ของดินแดน (พื้นที่) และผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์ (ลักษณะ Natural History Museum) ประเทศมหาอำนาจใหญ่อย่างสหรัฐจัดให้มีมิวเซียมแบบนี้เกือบทุกรัฐ นี่ยังไม่รวมมิวเซียมเอกชนซึ่งมีนับไม่ถ้วนตั้งแต่ขนาดไม่ใหญ่โต จนถึงขนาดมหึมาเป็นสถาบัน เช่น สถาบันศิลปะเมืองชิคาโกที่เคยครอบครองและจัดแสดงทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์ ปราสาทพนมรุ้ง (จ. บุรีรัมย์)

ส่วนกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียยิ่งมีมิวเซียมแบบเสรีประชาธิปไตย “คนเท่ากัน” จัดแสดงแบบปลอดโปร่งเบาสบาย แต่มีความเป็น “สมัยใหม่” ไม่อวดอลังการด้วยเฟอร์นิเจอร์ “เว่อร์” ราคาแพง (เหมือนบางประเทศยากจนในอุษาคเนย์ แต่ “เว่อร์”)

พิพิภัณฑ์ “ท้องถิ่น” ทั่วไทย จัดแสดงตามต้นแบบ “แห่งชาติ” เลยไม่มี “สตอรี่” ความเป็นมาของท้องถิ่นนั้นๆ มีแต่เก็บของเก่าอย่างมีระเบียบกว่าโกดังเท่านั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’
การกลับมาของนักการเมือง
ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้ว ส.ว. กกต.จะกล้าส่งให้ศาลหรือไม่?
ร่างทรง | เรื่องสั้น : อรรถสิทธิ์ สมจารี
ฝุ่น
มึงรู้จักกูน้อยไป | กวีกระวาด : ในเมือง รักเสรี
APEC ในยุคเปลี่ยนผ่าน เศรษฐกิจและซัพพลายเชนสะดุด
จากช่องแคบฮอร์มุซ ถึงช่องแคบมะละกา
อีกสิบปีเราจะมีนายกฯ ชื่อ…?
กระแสตีกลับพรรคส้ม ดราม่าถล่ม เปิดตัว ‘สุรพล นิติไกรพจน์’ ตัวช่วย-ตัวฉุด ดร.โจ? หรือจะสู้ ‘ชัชชาติ’ ได้? แม้เผชิญกระแส ‘ระบอบอากง’
เหมืองทองที่ล่องแจ้ง