หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
เป็นเวลา 35 ปีแล้วที่ สืบ นาคะเสถียร ผู้ชายธรรมดาๆ ที่เลือกวิถีชีวิตเพื่อทำงานในป่าคนหนึ่งจากไป ไม่มีใครรู้หรอกว่า ทำไมเขาจึงเลือก เช้ามืดของวันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533 แต่เข้าใจได้ไม่ยากว่า เป็นวันที่เขาตระเตรียมทุกสิ่งพร้อมแล้ว เขารู้ดีว่า ความทุ่มเทเอาจริงในการทำงาน รวมทั้งความสำคัญของป่า ซึ่งเขาพยายามบอกให้ทุกคนรู้ มันไปไม่ถึงไหน มีอุปสรรคมากมาย ระบบที่เขาสังกัด สร้างความอึดอัด หลายอย่างสวนทางกับความเชื่อของเขา และสิ่งอันควรเป็น
เขาเชื่อว่าหนทางสุดท้ายที่เขาทำ จะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้
เครื่องมือของเขาในเช้ามืดวันที่ 1 กันยายนคือ ปืนสั้น 11 ม.ม.
ความตั้งใจของเขาประสบผล ป่าห้วยขาแข้ง ที่ทำงานของเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ปัญหาป่า และสัตว์ป่าถูกคุกคามได้รับความเอาใจใส่ หลายหน่วยงานร่วมมือช่วยเหลือ
หนึ่งปีต่อมา ป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวรป่าข้างเคียง ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก
“ภาพจำ” หนึ่งที่คนไม่ลืม แม้ว่าคนซึ่งอยู่ในวัยที่ไม่ทัน “พี่สืบ” แต่เห็นในบทความและสื่อต่างๆ คือ ผู้ชายร่างสูง สวมแว่นสายตาหนา เสื้อแขนยาวยับๆ เดินขึ้นเวทีเพื่อบรรยาย ก่อนเริ่มต้น เขาจะพูดประโยคหนึ่งว่า “ผมขอพูดในนามของสัตว์ป่า”
ช่วงปี พ.ศ.2532 พี่สืบ เข้ารับตำแหน่งหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ที่นี่ คล้ายเป็นป่าที่เป็นตัวแทนของปัญหาต่างๆ ที่เหล่าสัตว์ป่าในประเทศไทยกำลังเผชิญ สัตว์ป่าถูกไล่ล่าโดยตรง ป่าถูกบุกรุก ไม่ว่าเขาและทีมจะเร่งทำงานหนักเช่นไร ปัญหาดูจะไม่เบาบาง ต้นไม้ถูกตัด ซากสัตว์ป่าถูกฆ่ามีให้เห็นตามแนวลำห้วย
อีกทั้งเหล่าคนผู้คุกคามก็ดูเหมือนจะมีอิทธิพล มีลูกพี่ที่สามารถช่วยเหลือได้หากถูกจับกุมดำเนินคดี
เสียงปืนดังขึ้นตลอด คนทำงานบาดเจ็บเพราะถูกยิง พี่สืบ ถูกตั้งค่าหัว
บางครั้งเมื่อความอึดอัดถึงที่สุด พี่สืบ เดินออกจากบ้านพัก และตะโกนก้อง “ถ้ามึงจะยิงลูกน้องกู มายิงกูนี่”
ก่อนหน้าจะมาทำหน้าที่หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า พี่สืบ ทำหน้าที่นักวิชาการ
พี่สืบและทีมเดินทางไปตามแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าเพื่อสำรวจเหล่าสัตว์ป่าซึ่งอยู่ในสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ บางชนิด อย่างกระซู่ อาจหมดไปจากประเทศไทยแล้ว พี่สืบตามไปดู ปลักบนสันเขาป่าเขาสก ที่ กระซู่ ตัวหนึ่งถูกยิงตายที่นั่น
บางชนิดมีถิ่นอาศัยอยู่ตามดอยสูง ยากต่อการเข้าถึง เช่น กวางผา จากการสำรวจพี่สืบพบว่า ดอยสูงหลายแห่งทางภาคเหนือยังมีกวางผาอาศัยอยู่
ครั้งหนึ่งในการสำรวจที่ดอยม่อนจอง เกิดไฟไหม้บนสันดอยกะทันหัน วันนั้น พี่สืบสูญเสียลูกทีมไปหนึ่งคน เพราะพลัดตกหน้าผา ขณะหลบหนีไฟ
หลังจากงานสร้างเขื่อนเชี่ยวหลานหรือเขื่อนรัชชประภา จังหวัดสุราษฎร์ธานีแล้วเสร็จ ป่าหนาทึบหลังเขื่อนแปรสภาพเป็นอ่างน้ำกว้าง พี่สืบเห็นว่า นั่นคือ โศกนาฏกรรม
ถึงแม้ว่าระดับน้ำจะค่อยๆ เพิ่มแต่สัตว์ป่าส่วนใหญ่ปรับตัวไม่ทัน เมื่อน้ำขึ้นสูง พวกมันส่วนใหญ่จึงแออัดอยู่ตามสันเขาที่กลายเป็นเกาะ หมดทางหนี โดนไล่ฆ่าง่ายๆ
บางตัวกระเสือกกระสนว่ายน้ำหวังข้ามไปหาแผ่นดินใหม่อยู่ มีไม่น้อยกลายเป็นซากติดตามกิ่งไม้แห้ง
พี่สืบ เสนอโครงการช่วยเหลือสัตว์ป่าเหล่านี้ พวกเขาทำงานหนัก ช่วยสัตว์ป่าได้จำนวนไม่น้อย
โจ๋ย บางจาก ติดตามพี่สืบไปทำสารคดี เพื่อนำงานของพี่สืบมาเผยแพร่ในชุด ส่องโลก
วันที่รายการออกอากาศ คนที่ได้ดูเห็นภาพความเอาจริงทุ่มเท ของคนที่พยายามช่วยชีวิตสัตว์ป่า
ภาพพี่สืบนั่งซึมหลังพิงต้นไม้ น้ำตาไหล หลังจากปั๊มหัวใจกวาง และยื้อชีวิตมันไว้ไม่ได้
หลายคนร้องไห้ไปด้วย

โศกนาฏกรรม ที่เหล่าสัตว์ป่าต้องเผชิญหลังพื้นที่อาศัยกลายเป็นทะเลสาบกว้าง เป็นข้อมูลที่พี่สืบนำมาใช้ และนำเสนอให้คณะกรรมการที่จะสร้างเขื่อนน้ำโจน ในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร เห็นภาพอันน่าเวทนาของสัตว์ป่า และการสูญเสีย
ทำให้ คณะกรรมการ ยอมที่จะเลื่อนการก่อสร้างเขื่อนออกไป
การคัดค้านที่หลายฝ่ายช่วยกัน ประสบผลสำเร็จ
เป็นอีกหนึ่งภาพจำ คนที่รออยู่หน้าห้องประชุมจำได้ดี พี่สืบเดินออกจากห้อง ใบหน้าเปื้อนยิ้ม และพูดว่า
“เราชนะแล้ว”
พี่สืบ อาจไม่ใช่นักอนุรักษ์ ในความหมายหนึ่ง เขาไม่ใช่คนที่ เอะอะอะไรก็ค้านหัวชนฝา การ “อนุรักษ์” ในความหมายของเขาไม่ใช่ว่า แตะต้องหรือใช้ทรัพยากรไม่ได้
พี่สืบ พยายามบอกว่า ทรัพยากรในประเทศไทยหรือบนโลกนี้นั้น เหลือน้อยเกินกว่าจะใช้สอยอย่างสิ้นเปลือง โดยเฉพาะการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ที่จะทำลายผืนป่ามหาศาล พี่สืบเชื่อว่า อะไรที่ควรสร้างได้ก็ควร แต่ปัญหาคือ พื้นที่ซึ่ง “ควรสร้างได้” นั้นไม่มีเหลือแล้ว
พี่สืบพูด และแสดงความเห็นเช่นนี้เสมอ เมื่อ 35 ปีมาแล้ว
ถึงวันนี้ พูดได้ว่า 35 ปีที่พี่สืบจากไปนั้นไม่สูญเปล่า
มีคนจำนวนมาก “รับไม้” ต่อจากงานที่พี่สืบเริ่มต้นไว้
ความเอาจริงของคนทำงานในป่าเห็นผล ประชากรสัตว์ป่าเพิ่มจำนวน สัตว์ป่าหลายชนิดที่มีสถานภาพใกล้สูญพันธุ์ ปรากฏตัวให้พบมากขึ้น
แต่ปัญหาที่เหล่าสัตว์ป่ากำลังเผชิญก็เปลี่ยนไปพร้อมกับความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของโลก
ประชากรสัตว์ป่าหลายแห่งเพิ่มอย่างไร้ความสมดุล แหล่งอาศัยถูกตัดขาด แบ่งเป็นหย่อมๆ
เหล่านี้คือปัญหาใหม่ ที่ต้องทำความเข้าใจและร่วมมือกันแก้ไข
สืบ นาคะเสถียร ผู้ชายธรรมดาๆ คนหนึ่ง เงียบขรึม ไม่ช่างพูด ไม่ตลก ทำงานอย่างเอาจริง ใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่า
เขาไม่ได้แตกต่างไปจากผู้ชายคนอื่นๆ หรอก เพียงแต่เขาเป็นผู้ชายที่ พูดในนามของสัตว์ป่า และใช้ชีวิตตัวเองเพื่อเป็นปากเสียงให้พวกมัน
วันที่ 1 กันยายน พ.ศ.2533 ร่างของเขาจากไป ในวัย 41 ปี
แต่ในความทรงจำของคนจำนวนไม่น้อย สืบ นาคะเสถียร ไม่ได้จากไปไหน
และถึงวันนี้ “พี่สืบ” อายุ 76 ปีแล้ว
