สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
มวลน้ำและดินโคลนปริมาณมหาศาลทะลักใส่เมืองต่างๆ ในเขตนูวาโกตแนวชายแดนตอนเหนือของประเทศเนปาลติดกับทิเบต เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม สร้างความเสียหายอย่างมหาศาลและมีผู้เสียชีวิตสูญหายนับพันคน ถือเป็นภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่น่าสะพรึงกลัวเพราะในวันเกิดเหตุสภาพภูมิอากาศแจ่มใส ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีฝน อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 28-32 องศาเซลเซียส ไม่มีสัญญาณใดๆ ว่าจะเกิดภัยพิบัติร้ายแรง
ก่อนหน้า 24 ชั่วโมง นักวิทยาศาสตร์ตรวจสอบพบอุณหภูมิบริเวณธารน้ำแข็งขนาด 49 เอเคอร์ หรือราวๆ 120 ไร่ บนยอดเขาสูงเหนือระดับน้ำทะเล 5,000 เมตร ห่างจากจุดเกิดดินโคลนถล่มราว 100 กิโลเมตรเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ เป็นคลื่นความร้อนทำให้อากาศอุ่นขึ้นฉับพลัน (Warm Spell)
กระทั่งเวลา 08.37 น. วันที่ 26 สิงหาคม หิมะที่ปกคลุมและผืนดินเยือกแข็งหรือเพอร์มาฟรอสต์ (Permafrost) ละลายอย่างรวดเร็ว หน้าผาหินเกาะเกี่ยวกับธารน้ำแข็งขนาดมหึมาพังครืนลงมา
ภาพที่เราเห็นจากคลิปข่าวเป็นกำแพงโคลน ก้อนหินขนาดใหญ่ซัดใส่อาคาร รถยนต์ ถนนหนทางในเขตนูวาโกตเมื่อเวลา 09.00 น. จนสภาพพื้นที่พังพินาศกลายเป็นทะเลโคลนและยังเกิดน้ำท่วมรุนแรงตามแนวแม่น้ำโภเต โกซี แม่น้ำตรีศุลี และแม่น้ำนารายณ์
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า มวลน้ำและดินโคลนขนาดมหึมาบนเทือกเขาหิมาลัยในวันเกิดเหตุมีความรุนแรงสั่นสะเทือนเทียบเท่าแผ่นดินไหวขนาด 5.2
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เกิดจากพายุฝนเหมือนอดีตและยากที่จะหยั่งรู้ได้ว่าธารน้ำแข็งที่อยู่บนภูผาสูงจะละลายลงเมื่อไหร่

คลื่นความร้อนที่ทำให้พื้นที่บนยอดเขาหิมาลัยมีอากาศอุ่นขึ้นอย่างฉับพลันนั้น มาจากภาวะโลกเดือด เป็นภัยพิบัติรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องรอให้เกิดพายุเกิดฝนตกหนักๆ อีกต่อไป
บนเทือกเขาหิมาลัย ธารน้ำแข็งขนาดใหญ่มากกว่า 63,000 แห่ง มีความสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะเป็นต้นน้ำของแม่น้ำสายสำคัญๆ มีบทบาทอย่างสูงต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรนับพันล้านคนที่อยู่ตามแถบแม่น้ำ
ศูนย์เพื่อพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ หรือ ICIMOD (The International Centre for Integrated Mountain Development) ที่มี 8 ประเทศรอบๆ เทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูชเป็นสมาชิก ประเมินผลล่าสุดว่า อัตราการสูญเสียมวลน้ำแข็งของธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยและฮินดูกูช เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับ 26 ปีที่แล้ว
การเปลี่ยนสภาพของธารน้ำแข็งจึงเพิ่มความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมอย่างฉับพลัน การหดตัวของน้ำแข็งจะส่งผลต่อความลาดชันของภูเขา ขาดความมั่นคง ชั้นดินที่มีแผ่นน้ำแข็งยึดไว้เกิดการอ่อนตัวลง และมวลน้ำแข็งละลายลงสู่แม่น้ำ เหมือนเช่นที่เกิดในเนปาล
เบนจามิน ฮอร์ตัน ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม จากมหาวิทยาลัยซิตี้แห่งฮ่องกง บอกกับรอยเตอร์ว่า ภัยพิบัติในเนปาลเป็นตัวอย่างของภัยพิบัติแบบผสมซ้อน เกิดจากภัยหลายๆ รูปแบบเชื่อมโยงกันจนทำให้เกิดเหตุซับซ้อนและสร้างความเสียหายรุนแรงมากขึ้น
“ผลกระทบจากคลื่นความร้อน ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่กับการเปลี่ยนแปลงสภาพอุณหภูมิบนเทือกเขาสูงจึงเป็นเรื่องน่ากังวลยิ่ง” ฮอร์ตันมองไปช้างหน้า

ในช่วง 10 กว่าปี เคยเกิดเหตุธารน้ำแข็งละลายและมีน้ำท่วมดินโคลนถล่มทั้งในอินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และอิตาลีมาแล้ว แต่ไม่รุนแรงหนักหนาสาหัสเท่ากับเนปาล
เมื่อปี 2564 ก้อนน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่มาจากธารน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยพังทลายพุ่งใส่หุบเขาชาโมลีทางตอนเหนือของอินเดีย ดินโคลนทะลักใส่บ้านเรือน ประชาชนเสียชีวิตราว 200 คน เหตุการณ์ครั้งนั้นนักวิทยาศาสตร์ประเมินว่าความรุนแรงเทียบเท่าระเบิดนิวเคลียร์ 15 ลูก
ดังนั้น โอกาสที่ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาทั่วโลก และบริเวณขั้วโลกจะเกิดเหตุน้ำแข็งละลายเหมือนเช่นกลาเซียร์บนเทือกเขาหิมาลัย มีความเป็นไปได้สูงเพราะสภาพภูมิอากาศโลกแปรปรวนสุดขั้ว เพิ่มระดับความรุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีก่อน คลื่นความร้อนแผ่ซ่านปกคลุมในทวีปต่างๆ นับวันมีแต่รุนแรงขึ้น กินระยะเวลานานขึ้น เกิดความเสียหายกับชาวโลกมากขึ้น
นักวิทยาศาสตร์วางฉากทัศน์โลกหากเกิดคลื่นความร้อนรุนแรงจนธารน้ำแข็งและผืนดินเยือกแข็งทั่วโลกละลายทั้งหมด ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่ภัยพิบัติในพื้นที่ภูเขาแบบที่เกิดขึ้นในเนปาล
แต่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางกายภาพ ชีวภาพ และเศรษฐกิจของโลกอย่างฉับพลัน

ฉากทัศน์แรกคือภัยพิบัติตามชายฝั่งและระดับน้ำทะเลพุ่งสูง ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นถึง 70 เมตร ทั้งนี้ หากธารน้ำแข็งในเทือกเขา รวมถึงผืนดินเยือกแข็งขนาดมหึมาบนเกาะกรีนแลนด์และขั้วโลกเหนือละลายทั้งหมด
เมืองหลวงและเมืองท่าสำคัญทั่วโลก เช่น กรุงเทพฯ, โตเกียว, ลอนดอน, นิวยอร์ก, หรือประเทศที่เป็นเกาะและพื้นที่ลุ่มต่ำอย่างเนเธอร์แลนด์และบังกลาเทศ จะถูกน้ำท่วมมิดและจมอยู่ใต้ทะเลอย่างสมบูรณ์
ธารน้ำแข็งละลายนำไปสู่การเกิดคลื่นหนุนสูง เป็นปรากฏการณ์น้ำหนุน (Storm Surge) ในช่วงที่เกิดพายุหรือไต้ฝุ่น คลื่นทะเลจะซัดเข้าสู่ตัวเมืองได้ลึกและรุนแรงยิ่งขึ้น สร้างความเสียหายต่ออาคารบ้านเรือนอย่างหนัก
น้ำเค็มกัดกร่อนและท่วมขังระบบระบบคมนาคม ระบบระบายน้ำของเมือง โรงไฟฟ้า ระบบบำบัดน้ำเสีย ทำให้ระบบเมืองอัมพาต ผลที่ตามมาเมืองริมชายฝั่งจะมีค่าบำรุงรักษา ค่าประกันภัยแพงขึ้นมหาศาล
เมื่อน้ำทะเลที่รุกขึ้นสูงซึมเข้าสู่ชั้นน้ำบาดาลและแหล่งน้ำสดริมชายฝั่ง ทำให้เกิดภาวะน้ำประปาเค็ม น้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตรปนเปื้อน จนขาดแคลนน้ำสะอาด
ผลจากวิกฤตน้ำทะเลหนุนสูงกระทบกับภาคการท่องเที่ยว การค้า โรงแรม ร้านค้า อาคารริมชายฝั่งสูญเสียมูลค่า ผู้คนนับล้านในเมืองใหญ่อพยพย้ายถิ่นฐานขึ้นสู่ที่สูง
ส่งผลให้เกิดปัญหาความแออัดและวิกฤตทางสังคมในพื้นที่นอกชายฝั่ง

ฉากทัศน์ที่จะเกิดตามมาคือแผ่นดินไหวจากการปลดปล่อยน้ำหนัก เพราะน้ำหนักของธารน้ำแข็งมหาศาลที่เคยทับเปลือกโลกหายไปอย่างรวดเร็ว เปลือกโลกจะดีดตัวกลับ ส่งผลให้เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดถี่ขึ้นในเขตขั้วโลก
อีกฉากทัศน์ เป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศผันผวนขั้นรุนแรง ระบบกระแสน้ำมหาสมุทรหยุดชะงัก น้ำแข็งละลายจากเทือกเขาสูงในปริมาณมหาศาลไหลลงสู่มหาสมุทรจะไปเจือจางความเค็ม ชะลอหรือหยุดยั้งกระแสน้ำอุ่น-น้ำเย็นส่งผลให้ภูมิอากาศโลกปั่นป่วน ยุโรปอาจเจอวิกฤตหนาวจัด ขณะที่พื้นที่ศูนย์สูตรเช่นบ้านเราจะร้อนจัด
หิมะและน้ำแข็งที่ช่วยสะท้อนรังสีดวงอาทิตย์กลับสู่อวกาศ เมื่อน้ำแข็งละลายหายไป ผิวโลกและมหาสมุทรจะดูดซับความร้อนไว้ทั้งหมด
ทำให้อุณหภูมิโลกยิ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด

ฉากทัศน์ในด้านวิกฤตทรัพยากรและการดำรงชีวิตเกิดตามมา ไม่ว่าจะเรื่องของน้ำสะอาด ที่ชาวโลกพึ่งพาจากการละลายของธารน้ำแข็งในฤดูร้อนเป็นแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำคงคา, แม่น้ำโขง, แม่น้ำแยงซี จะเผชิญภาวะน้ำท่วมใหญ่ในระยะแรก และตามด้วยการขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงเมื่อธารน้ำแข็งหมดไป
เชื้อโรคโบราณจะพลิกฟื้นคืนชีพ เมื่อน้ำแข็งละลายไวรัสและแบคทีเรียยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ถูกแช่แข็งในชั้นดินเยือกแข็งเป็นเวลาหลายแสนปีจะถูกปลดปล่อยสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งอาจก่อให้เกิดโรคระบาดใหม่ที่มนุษย์ไม่มีภูมิคุ้มกัน
ผลลัพธ์โดยรวมจะเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ของโลกใบนี้ไปตลอดกาล ทำลายโครงสร้างพื้นฐาน และคุกคามการดำรงอยู่ของอารยธรรมมนุษย์เกือบทั้งหมด
นี่คือฉากทัศน์ในยุคน้ำแข็งละลายเพราะอุณหภูมิพุ่ง “เนปาล” คือตัวอย่างเตือนชาวโลกทั้งมวล
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
