ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ : The Florida Project เขย่าอเมริกาด้วยความจริงจากประชาชน

หนึ่งในสุดยอดหนังซึ่งนักวิจารณ์ทั้งโลกยกย่องจากปีกลายจนปัจจุบันคือ The Florida Project ซึ่งกำกับฯ โดย ฌอน เบเกอร์ ผู้เคยทำให้หนังเรื่องกะเทยตามเคลียร์ผัวอย่าง Tangerine เดินสายคว้ารางวัลจากหลายสถาบันตลอดปี 2015 ถึงแม้ตัวหนังจะเหมือนแค่พูดถึงคนข้ามเพศขายตัวที่เพิ่งพ้นคุกไปไล่ล่าอดีตสามีที่หนีไปกับชะนี
ในภาพยนตร์เรื่อง Tangerine นอกจากการใช้โทรศัพท์ไอโฟนถ่ายทำจะทำให้หนังถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง นักวิจารณ์ยังชื่นชมที่หนังฉายภาพคนชั้นล่างอย่างตรงไปตรงมาโดยให้คนข้ามเพศโนเนมแสดงนำด้วย
หรือพูดแบบเร็วๆ ก็คือหนังถูกให้เครดิตในแง่เรื่องเล่าและการปฏิวัติวิธีเล่าเรื่องชนชั้นในสังคมบนจอภาพยนตร์

ถ้าเข้าใจว่าหนังกะเทยค้ากามไล่ล่าผู้ชายในกรณีนี้คือเครื่องมือที่ผู้กำกับฯ ถ่ายทอดโลกของคนชายขอบในอเมริกา
The Florida Project ก็คืองานที่ผู้กำกับฯ คนเดียวกันใส่ความเป็นหนังเข้าไปในการเล่าเรื่องคนชายขอบอีกกลุ่มที่ถูกมองข้ามเสมอ
นั่นคือแม่วัยใสตกงานผู้เลี้ยงลูกหกขวบในสภาพแทบไร้ที่ซุกหัวนอนถึงขั้นต้องขอคนอื่นกิน
ก่อนที่หนังเรื่องนี้จะฉายแก่ผู้ชมทั่วไป บรู๊กลิน ปรินซ์ และวิลเลี่ยม เดโฟ คือสิ่งที่ทำให้นักวิจารณ์ถูกพูดถึงหนังมากที่สุด
คนแรกในฐานะนักแสดงใหม่ที่สวมบทเด็กหญิงไร้เดียงสาวัย 6 ขวบ แบบเด็กข้างถนนเหลือขอได้ยอดเยี่ยม
ส่วนคนหลังในฐานะนักแสดงอาชีพผู้สื่ออารมณ์อาทรคนไร้ทางเลือกได้ในบทที่ไม่มีดราม่าให้แสดง
เฉพาะในกรณีปรินซ์ การแสดงของเธอโดดเด่นถึงขั้นเว็บไซต์ดัง Indiewire ลงมติให้เป็นสุดยอดนักแสดงหญิงของปีไปแล้ว
นั่นหมายความว่า The Florida Project ทำให้เด็กย่างเจ็ดขวบซึ่งเล่นหนังจริงจังเรื่องแรกมีคะแนนแซงดารารุ่นใหญ่อย่างเมอรีล สตรีป จากหนังสปีลเบิร์ก The Post หรือคนอื่นๆ ในหนังชิงออสการ์ปีเดียวกัน
หลังจากเข้าฉายในโรงทั่วไป ผู้ชมจำนวนมากพบว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีดีแค่การแสดงอย่างที่เป็นข่าว
เพราะตัวหนังสนุก, มีพลัง, ถ่ายทอดประเด็นชวนเศร้าได้ในมุมมองที่น่าตื่นเต้น, ประสบความสำเร็จในการผสานศิลปะกับเรื่องที่ชวนให้คิด และที่สำคัญคือเป็นหนังคุณภาพสูงที่มีชั้นเชิงในการพูดถึงคนที่ถูกมองข้ามจากสังคม
เติมข้อมูลอีกนิด ก่อนที่จะทำหนังกะเทยพ้นคุกและแม่สก๊อยชีวิตเละอย่างที่กล่าวไป ผู้กำกับฯ คนนี้ก็ทำหนังที่พูดถึงคนสถานะคล้ายกันนี้มาอย่างต่อเนื่อง
ตัวอย่างเช่น Prince of Broadway มีตัวละครหลักเป็นผู้ชายผิวดำที่ขายตัวและเป็นแมงดา
ส่วน Take Out พูดถึงคนจีนที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเพื่อเป็นเด็กส่งของในอเมริกา
มองแง่นี้ ผู้กำกับฯ คนนี้ทำหนังเรื่องคนที่คำว่า “คนชายขอบ” ยังดีเกินไป เพราะ “คนชายขอบ” มีนัยถึงคนชั้นล่างที่สังคมใส่ใจพอจะเห็นว่าถูกเอาเปรียบ
ขณะที่หนังเหล่านี้พูดถึงพวกนอกกรอบสังคมอย่างกะเทยขายตัว, เด็กเหลือขอ, แมงดา, แรงงานผิดกฎหมาย ฯลฯ ซึ่งบางคนมองเป็นเศษสวะไร้ค่าที่ไม่ควรได้ความช่วยเหลืออะไร
แน่นอนว่าหนังเกี่ยวกับคนที่ถูกมองข้ามนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือผู้กำกับรายนี้ใช้หนังเล่าเรื่องสังคมในมุมมองคนชั้นล่างอย่างต่อเนื่อง
กล่าวคือ Tangerine ให้เหตุการณ์ในหนังคลี่เผยความเละของลอสแองเจลิส
ขณะที่นักแสดงข้ามเพศในบทกะเทยชายขอบก็ทำให้หนังแสดงวัฒนธรรมย่อยของคนจนเมือง
ในกรณี The Florida Project ผู้กำกับฯ เล่าชีวิตบัดซบผ่านมุมมองของเด็กที่ขัดสนทุกสิ่ง

ผู้ชมจะเห็นวิธีที่เด็กกอบโกยความสุขจากสภาพแวดล้อมที่ขัดสนไปทุกอย่าง ต่อให้แม่สก๊อยจะตกงานจนชีวิตพังขั้นโงหัวไม่ขึ้น ส่วนโลกของเด็กก็พินาศระดับแม่สั่งให้ลูกเล่นในห้องน้ำเงียบๆ ขณะที่แม่ขายตัวให้ผู้ชายเสพกามอีกฝั่งประตู
ความพยายามทำหนังที่เล่าเรื่องคนชั้นล่างผ่านสายตาคนชั้นล่างทำให้หนังน่าสนใจ
เพราะคนชั้นล่างไม่ได้เป็นแค่เครื่องมือให้คนทำหนังวิพากษ์สังคม คนด้อยโอกาสไม่ได้เป็นแค่ตัวละครให้ศิลปินเสนอทางออกอันสูงส่งสู่มนุษย์ผู้โง่เขลา
แต่หนังพาผู้ชมไปสู่โลกของคนชั้นล่างมากเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้เห็นโลกจากมุมนั้นจริงๆ
เทียบหนังเรื่องนี้กับไทย เรากำลังเจอคนทำหนังด้วยสปิริตที่ชาติ กอบจิตติ เขียนถึงสัปเหร่อชื่อ “ฟัก” ในนวนิยายเรื่อง “คำพิพากษา” ซึ่งความจน, ความต่ำต้อย ฯลฯ เปิดทางให้โลกปั้นคำสาปนรกขยี้ความเป็นคนของฟักถึงจุดที่เขาตายจากความเป็นคนจริงๆ เพียงแต่ฟักในนวนิยายนี้ไม่มีโอกาสเล่าเรื่องตัวเองเท่าชาติผู้ประพันธ์
คำถามคือหนังที่พูดถึงความยากแค้นด้วยรสนิยมทางศิลปะอย่างนี้สะท้อนอะไรในสังคมอเมริกา?
หนึ่งในความย้อนแย้งของอเมริกาคือการเป็นดินแดนแห่งการยื้อยุดระหว่างลัทธิคนขาวเป็นใหญ่กับกลุ่มซึ่งมีที่มาหลากหลายทางสังคม-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรม ฝ่ายแรกมีอิทธิพลสูงสุดในทศวรรษ 1950-1970 ก่อนที่ฝ่ายหลังจะโต้กลับในรูปขบวนการสิทธิพลเมืองที่เติบใหญ่จนสร้างไวยากรณ์การคิดทางการเมืองที่มีผลจนปัจจุบัน
สำหรับประเทศที่อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ยืดเยื้อ ความขัดแย้งในสังคมย่อมมีโอกาสปะทุขึ้นไม่รู้จบ เพราะเมื่อคนค้นพบว่าตัวเองถูกกดทับจนมีเสียงในสังคมต่ำกว่าที่ควรเป็น, รัฐปฏิบัติต่อประชาชนไม่เสมอภาค และสถาบันสังคมเป็นส่วนหนึ่งของความอยุติธรรม
สิ่งที่อาจเกิดขึ้นคือการต่อสู้เพื่อรื้อถอนโครงสร้างที่ไม่โอเค
มองแบบยาวๆ สภาพทั้งหมดนี้บ่มเพาะให้คนรักเพศเดียวกัน, คนดำ, เฟมินิสต์, ฮิสแปนิก ฯลฯ ต้องขับเคลื่อนให้สังคมคิดเรื่องประชากรบางกลุ่มมีเสียงน้อยกว่าความเป็นจริง ตัวอย่างเช่นในสภาแทบไม่มีผู้หญิง, คนฮิสแปนิกเข้ามหาวิทยาลัยได้น้อยกว่าคนผิวสีอื่น, คนดำถูกตำรวจยิงขณะจับกุมมากผิดปกติ, การร่วมประเวณีกับเพศเดียวกันผิดกฎหมาย และเรื่องอื่นตามสภาพที่แต่ละกลุ่มเผชิญ
เมื่อสังคมคิดเรื่องพวกนี้นานเข้า ในที่สุดประเด็นการมีปากเสียงน้อยเกินไปของประชากรแต่ละกลุ่ม หรือ Underrepresented ก็จะเคลื่อนไปสู่ปัญหาความไม่เป็นธรรมในมิติกฎหมาย-เศรษฐกิจ-วัฒนธรรม-การเมือง-สังคม-สาธารณสุข-ผังเมือง-การศึกษา-ขนส่งมวลชน ฯลฯ ที่มากเกินกว่าจะระบุได้หมดภายในพื้นที่นิดเดียว
จริงอยู่ ปัจจุบันนี้แนวคิดคนขาวเป็นใหญ่ยังคงมีอยู่ต่อไป แต่ในอีกด้าน อเมริกาหลังทศวรรษ 1990 คือห้วงเวลาที่คนหลายกลุ่มสร้างกระบวนการการเมืองวัฒนธรรมเพื่อลดทอนพลังของแนวคิดนั้นเยอะไปหมด
ผลก็คือแม้วันนี้อเมริกันจะเลือกคนขาวสุดโต่งเป็นประมุขประเทศ แต่ความขาวก็ไม่อาจสร้างความขวาได้โดยเสรี
ณจุดนี้ ผู้นำสุดขวาแบบทรัมป์ต้องอยู่ในสังคมที่คำอย่างพหุนิยมวัฒนธรรม, การเมืองอัตลักษณ์, Subculture, ความหลากหลายทางเชื้อชาติ ฯลฯ เป็นวาทกรรมสาธารณะ, “ความเป็นอเมริกา” ถูกขยายให้ความหมายครอบคลุมทุกฝ่าย และการรื้อสถาบันที่อยุติธรรมเป็นกระแสที่กำกับจนทรัมป์กระทำความขวาได้แค่นิดเดียว

ในแง่ความเคลื่อนไหวทางภูมิปัญญา การเมืองวัฒนธรรมที่ชี้ประเด็นเรื่อง Underrepresented นำไปสู่การตั้งคำถามต่อความคิดเรื่อง Representation ด้านการอ้างว่าใครเป็นตัวแทนใคร จากนั้นก็ขยายความต่อไปว่าสังคมมีความหลากหลายจนไม่มีใครเป็นตัวแทนคนอื่นได้หมด ไม่ว่าจะในระดับประเทศหรือระดับกลุ่มคน
ในระดับภาพกว้างขึ้นไป ทรรศนะคติแบบนี้เชื่อมโยงกับงานวิชาการหรืองานศิลปวัฒนธรรมที่พูดถึงคนที่อยู่นอกกรอบการจัดประเภทแบบเหมารวมโดยให้คนเหล่านี้เล่าเรื่องตัวเองให้มากที่สุด ตัวอย่างเช่นอิสลามที่ยอมรับวัฒนธรรมตะวันตก, ผู้หญิงในสหภาพแรงงานชายเป็นใหญ่, ครอบครัวที่ “เบี่ยงเบน” จากอุดมคติของคนชั้นกลาง หรือเพศวิถีของสาวเสียบกับกะเทย
The Florida Project เล่าเรื่องคนชั้นล่างระดับชายขอบของคนชายขอบในบรรยากาศทางการเมืองวัฒนธรรมแบบนี้ ผลลัพธ์ที่ได้คือหนังที่วิพากษ์อเมริกาอย่างถึงรากในแง่ชนชั้น, ความสัมพันธ์ทางสังคม, โอกาสทางเศรษฐกิจ หรือปัญหาใหญ่อย่าประชาธิปไตยในระดับที่ชวนให้เขย่าประเทศแบบพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน

