การบริหารจัดการโควิด ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

สถานการณ์โควิดรอบที่สามเหมือนจะทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นในช่วงเวลานี้ ทั้งจำนวนผู้ป่วยต่อวันที่สูงกว่าจำนวนที่รายวันในอดีตในรอบแรกและรอบที่สอง รวมทั้งเรื่องของความขาดแคลนโรงพยาบาลสนาม และความล้มเหลวในเรื่องการประสานงานพาคนป่วยเข้าสู่ระบบการดูแลของรัฐ

อีกประเด็นที่สำคัญก็คือการระบาดในรอบนี้ที่ยืดเยื้อยาวนาน แพร่กระจายทุกจังหวัด นำไปสู่เสียงเรียกร้องให้มีการพิจารณานโยบายการบริหารจัดการวัคซีน ที่แต่เดิมยืนกรานว่าจะต้องใช้อยู่สองยี่ห้อที่จะมาตั้งโรงงาน และที่ซื้อจากจีนเท่านั้น แม้จะมีเสียงท้วงติงและข้อมูลวิทยาศาสตร์รองรับมาโดยตลอด

นอกจากนี้แล้ว ความกังวลที่มีต่อแนวโน้มการระบาดระลอกใหม่ที่อาจจะเข้ามาจากอินเดียและชายแดนพม่าก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรเพิกเฉย เนื่องมาจากสถานการณ์ที่เลวร้ายในอินเดีย และการเริ่มเดินทางเข้ามาที่ไทยมากขึ้นของชาวอินเดียในช่วงนี้

สิ่งหนึ่งที่ยังไม่ค่อยได้มีการชวนกันอภิปรายมากนักก็คือเรื่องการทำความเข้าใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยยอมรับว่ามันเป็นสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน (uncertainty)

สถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องมีวิธีการตัดสินใจและการบริหารจัดการที่แตกต่างไปจากสถานการณ์ปกติ รวมทั้งข้อจำกัดด้านเวลาที่ทำให้ต้องมีมุมมองต่อปัญหาแบบที่จะมานั่งทับปัญหา และรอการตัดสินใจจากระบบราชการแบบเดิมไม่ได้

ในมุมมองด้านการบริหารทั่วไป มีการกล่าวกันว่า เมื่อผู้บริหารเผชิญกับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พวกเขาจะมีการตอบสนองอยู่สองแนวทาง (ดู COVID-19: Confronting Uncertainty Through and Beyond Crisis. Monitor Deloitte. April 2020)

แนวทางแรก คือการยอมรับการมีอยู่ของสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนนั้น เข้าใจความรุนแรงลึกซึ้งและซับซ้อนของมันแต่ก็จะทำอะไรกับสิ่งนี้ไม่ได้ ตัวอย่างก็คือการที่มักจะทำอะไรออกมาแบบล่าช้า มีความหวาดกลัวต่อปัญหา และเต็มไปด้วยความผิดพลาดในการตัดสินใจ

แนวทางที่สอง คือพวกที่ชุ่ยๆ หุนหันพลันแล่น แสดงออกถึงความว่องไวในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่ควรจะมีความรอบคอบ อ้างอิงกับเรื่องที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วโดยไม่เข้าใจความแตกต่างกับสิ่งที่ปรากฏขึ้นในวันนี้ ดูเต็มไปด้วยความมั่นใจ (ในเวลาที่ควรจะใช้สติและความรอบคอบให้มาก)

ถ้าจำได้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมามีการแถลงข่าวของหัวหน้าศูนย์ ศบค.หลายรอบ และทุกรอบก็จะเจอกับคำอธิบายเดียวกันว่า ทางราชการได้พยายามอย่างเต็มที่ ผู้ตัดสินใจได้คิดตัดสินใจอย่างรอบคอบ ขอให้ทุกคนร่วมมือร่วมใจและเชื่อฟัง และยืนยันในทุกๆ ครั้งว่าผู้ตัดสินใจมีความตั้งใจดี คำถึงถึงชาติบ้านเมือง และพร้อมเสียสละชีวิตให้กับประเทศชาติ

แต่สิ่งที่ไม่เคยเห็นและไม่เคยเข้าใจเลยในการตัดสินใจก็คือ ตกลงในการประชุมและการได้มาซึ่งข้อสรุปในการตัดสินใจในแต่ละครั้งนั้นมีกระบวนการในการตัดสินใจอะไรบ้าง นอกจากเป็นเรื่องของอัจฉริยภาพของตัวผู้ตัดสินใจและความคำนึงถึงความเดือดร้อนของประชาชน

ลองเทียบกับหน่วยงานอื่นเช่นหน่วยงานด้านสาธารณสุขที่มีรายละเอียดของเรื่องการระบาดที่เป็นระบบระเบียบ ตามหลักวิชา แล้วก็จะพบว่านอกจากความไม่แน่นอนในสถานการณ์ที่เราเผชิญอยู่แล้ว เราก็ยังไม่แน่ใจว่าในการตัดสินของผู้มีอำนาจในเรื่องนี้มีความแน่นอนอะไรอยู่บ้าง

นอกจากความไร้ประสิทธิภาพที่มีอยู่อย่างคงเส้นคงวาของหน่วยตัดสินใจสูงสุด

โดยหลักวิชาการบริหารทั่วไปและการบริหารทางธุรกิจ มักจะมีแนวทางในการปฏิบัติเมื่อต้องตัดสินใจในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนอยู่หลายประการ อาทิ

1.ดูความไม่แน่นอน (อันมาจากเรื่องสถานการณ์โควิด) ในหลายกรอบเวลา ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เช่นมันจะระบาดนานแค่ไหน การฟื้นตัวจะกลับมาในสภาพใด กลุ่มไหนจะรอด กลุ่มไหนจะร่วง อนาคตของวิถีชีวิตใหม่ทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร

2.ระบุให้ได้ก่อนว่าความไม่แน่นอนหรือการควบคุมไม่ได้ในเรื่องไหน ในภาคส่วนใดที่สำคัญต่อสถานการณ์ปัจจุบันมากที่สุด ลองคิดดูให้ดีว่าการสั่งให้คนอยู่บ้านแต่ไม่ไปรับเขาออกมาเพราะระบบมันไร้ประสิทธิภาพมันจะยิ่งทำให้เกิดปัญหามากขึ้นไหม ความเชื่อใจจากประชาชนที่เริ่มลดน้อยถอยลง เพราะรอบนี้การระบาดไม่ใช่เกิดจากนักเที่ยวเท่านั้น แต่มีการระบาดจากเจ้าหน้าที่รัฐต่อประชาชนด้วย แล้วมีมาตรการอะไร รวมทั้งการรู้เห็นเป็นใจของเจ้าหน้าที่รัฐต่อกิจการที่สุ่มเสี่ยงต่อการระบาดในช่วงที่ผ่านมา

อธิบายง่ายๆ ว่าในขณะที่พยายามควบคุมประชาชนและธุรกิจร้อยแปดอย่าง แต่ส่วนที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ที่สุดก็คือธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการใช้อำนาจของรัฐ และ เจ้าหน้าที่รัฐเองที่มีข่าวออกมาทุกวันว่าไม่ยอมกักตัวและเปิดเผยไทม์ไลน์เนี่ย ทางคนมีอำนาจจะเอายังไงกับเรื่องนี้

3.มองอนาคตในหลายฉากทัศน์ โดยเฉพาะมุ่งให้ความสนใจในเรื่องของความไม่แน่นอนที่เราได้ระบุเอาไว้ ทั้งในแง่ตัวสถานการณ์การแพร่ระบาด และดูเงื่อนไขของการแพร่ระบาดแบบที่ได้กล่าวไปแล้วในสองข้อแรก

ในการพิจารณาฉากทัศน์ (scenario) นั้นก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อเจ้อไปเรื่อยๆ แต่ต้องมองว่าเป็นเรื่องของการสร้างสมมุติฐานในเชิงทางเลือกว่าสถานการณ์มันจะคลี่คลายไปในทางไหน โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวกับเรื่องของความเสี่ยงและโอกาสที่มีต่อองค์กร/ประเทศชาติของเรา อย่างน้อยคือการมองเรื่องของความสัมพันธ์ของสถานการณ์ที่มีต่อตัวแปรสำคัญสองตัวแปรเป็นอย่างน้อย คือสถานการณ์ด้านโรคภัยสุขภาพ และสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

ในการพิจารณาฉากทัศน์นี้เราต้องทำความเข้าใจว่า “ไทยชนะ” นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย

ไทยชนะเป็นได้ทั้งเป้าหมายและฉากทัศน์ แน่นอนว่าใครๆ ก็อยากให้ไทยชนะ แต่บางทีมาตรการ “การไม่มีมาตรการ (ในฐานะเป็นมาตรการอย่างหนึ่ง)” และการไม่กล้าคิดนอกกรอบเพราะถูกครอบงำ/ควบคุมด้วยอำนาจนอกการตัดสินใจที่เป็นทางการ อาทิ การคิดนอกกรอบการจัดซื้อแบบเดิมไม่ได้ การถือดีว่าต้องใช้วัคซีนที่จะผลิตได้เท่านั้น ยี่ห้ออื่นไม่สนใจ (จนสัปดาห์นี้นี่แหละที่มีการพยายามเปลี่ยนแปลงแนวทาง แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าจะทำได้)

ความกล้าหาญในการยอมรับว่าฉากทัศน์ในประเทศนี้มีทั้งไทยชนะ ไทยฉิบหาย ไทยกบต้ม (คือเป็นไปแบบนี้แหละจนพัง) ไทยทรงๆ ทรุดๆ และไทยยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าไม่รู้จะทำอะไรสักอย่าง เป็นเรื่องที่ควรจะต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจน และกล้าหาญที่จะเผชิญหน้าความเป็น

4.การเข้าใจฉากทัศน์ที่แตกต่างกันนี้เองที่ทำให้การตัดสินใจจะต้องคำนึงถึงความคิดเห็นและข้อวิพากษ์วิจารณ์จากมุมมอง รวมทั้งผลประโยชน์ที่แตกต่างหลากหลาย และบางทีขัดแย้งกันมาตั้งแต่นมนาน บางทีคนที่เราไม่ชอบที่สุดอาจจะมีมุมมองที่น่าสนใจต่อปัญหาที่เราเผชิญอยู่มากกว่าคนรอบๆ ตัวที่ไม่กล้าพูดสิ่งที่แตกต่างออกไปจากทิศทางที่กำลังพาไทยลงเหวอยู่ก็ได้ การทำความเข้าใจกับแนวคิดที่แตกต่าง ส่วนหนึ่งหมายถึงการพยายามเข้าใจตัวเราและข้อจำกัดของตัวเราเองมากขึ้น

5.การนำฉากทัศน์ต่างๆ ที่ได้ลองพิจารณาเอาไว้ มาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตัดสินใจ รวมทั้งความคิดเห็นที่หลากหลายแตกต่างมาร่วมกันพิจารณา จะทำให้แนวทางการตัดสินใจของเราแม่นยำและตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ดีขึ้น ทำให้เราเลือกใช้คน หน่วยงาน ข้อมูลได้ดีขึ้น และมั่นใจขึ้นว่าในการตัดสินใจในแต่ละเรื่องเราได้เข้าใจผลที่มันอาจจะเกิดขึ้นและตอบคำถามสังคมได้มากขึ้น ไม่ใช่มองคำถาม ข้อสงสัย และข้อวิพากษ์วิจารณ์เป็นเรื่องการเมืองฝ่ายตรงข้ามตลอดเวลา

6.การทำความเข้าใจว่าก่อนที่ไทยจะชนะในฐานะเป้าหมาย สิ่งที่กำลังทำอยู่อาจจะทำให้ไทยชนะ ไทยฉิบหาย ไทยกบต้ม ฯลฯ จะทำให้เรามั่นใจขึ้่นว่าผลของการกระทำและการตัดสินใจที่ทำมาและกำลังจะมีมาใหม่นั้นมันควรจะไปอย่างไร

6.1 บางเรื่องจำเป็นต้องดำเนินการให้ได้
6.2 บางเรื่องต้องทำ แต่ต้องเข้าใจเงื่อนไขก่อนว่า ต้องทำเมื่อมีเงื่อนไขดังที่ได้พิจารณาเอาไว้ (ซึ่งยังมาไม่ถึง) ก็จะต้องเตรียมการเพื่อจะทำให้ได้

6.3 บางเรื่องเป็นเรื่องที่เราต้องเสี่ยง แต่ต้องทำ และต้องทำให้ใหญ่เข้าไว้ เพราะถ้าสำเร็จเราจะชนะ

6.4 บางเรื่องอาจมีความจำเป็นต้องทำ ต่อเนื่องจากการกระทำอย่างอื่น หรือเมื่อมีสถานการณ์บางอย่างเกิดขึ้นตามมา เพราะถ้าไม่ทำแล้วการกระทำที่กระทำมาก่อนจะไม่สำเร็จ แต่เรื่องนี้ต้องทำใจหน่อยว่าอาจจะมีลักษณะที่การันตีผลลัพธ์ความสำเร็จได้ยากหน่อย

6.5 การกระทำที่มีสถานะเป็นการสนับสนุนการกระทำในหัวข้อที่ 3 เพื่อทำให้โอกาสความสำเร็จมันเป็นไปได้สูงขึ้น

7.ติดตามความคืบหน้าของการกระทำที่ผ่านมาอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา เพื่อประเมินว่า การที่เราทำอย่างหนึ่งแล้วต้องแลกมาด้วยอีกอย่างหนึ่งนั้น (เช่นล็อกดาวน์แล้วทำให้เศรษฐกิจพัง แต่คนติดเชื้อลดลง) มันสำเร็จไหม ถ้าไม่สำเร็จก็ยอมรับและปรับเปลี่ยนกันใหม่

ส่วนในแง่ของการบริหารสถานการณ์โควิดในฐานะกิจการสาธารณะ หรือในแง่การบริหารราชการแผ่นดิน องค์กร International Growth Centre (IGC) ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมข้อมูล นักคิดและแนวคิดที่สำคัญ ภายใต้การร่วมมือกับมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ได้ชี้ให้เห็นประเด็นที่เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารสถานการณ์โควิดภายใต้ความไม่แน่นอนอยู่หลายประการ (ดู Paul Collier, Victoria Delbridge, และ Shasrukh Wani. Making Policy Decisions under Uncertainty)

โดยเราจะพบว่าในสถานการณ์ที่มีความไม่แน่นอน อาทิ การไม่มีข้อมูล/ความรู้ในเรื่องโควิดที่ผ่านมานั้น รัฐบาล แม้ในประเทศพัฒนาแล้วอย่างอังกฤษก็เคยพลาดเรื่องของการมองเรื่องภูมิคุ้มกันหมู่โดยไม่ทำอะไรเลย และรัฐบาลสหรัฐยุคทรัมป์ก็เคยพลาดที่ไม่ส่งเสริมให้มีการใส่หน้ากากอนามัยในหมู่ประชาชนมาแล้ว แต่เอาเข้าจริงรัฐบาลประเทศเหล่านั้นก็จะต้องเปลี่ยนแนวทางการตัดสินใจและการปฏิบัติ แม้ว่าจะนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะเสียหน้าและความน่าเชื่อถือจากประชาชน และการไม่ได้รับความร่วมมือจากประชาชนในหลายครั้ง

โดยทั่วไปนั้นเรามักจะเชื่อกันว่าประเทศที่พัฒนาแล้วจะสามารถบริหารจัดการกับสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนได้มากกว่า เพราะมีข้อมูลและทรัพยากรมากกว่า เมื่อเทียบกับประเทศที่ไม่ค่อยพัฒนา แต่ผมคิดว่าข้อเสนอของ IGC ในเรื่องนี้ละเลยไปว่า ข้อมูลและทรัพยากรไม่ใช่เรื่องสำคัญที่สุดในการพาประเทศไปเสี่ยงในความไม่แน่นอน เพราะเอาเข้าจริงความสำคัญและความสำนึกว่ารัฐบาลนั้นมาจากประชาชนและต้องรายงานหรือพร้อมตรวจสอบจากประชาชน (คือคำว่า accountability ที่ประเทศไทยไม่มีคำแปลที่สอดคล้องกัน) ต่างหากที่เป็นเรื่องสำคัญในการจัดการกับความไม่แน่นอนที่เกิดจากสถานการณ์ภัยพิบัติด้านสุขภาพในรอบนี้

ในหลายครั้งเราพบว่าการตัดสินใจของรัฐบาลของเรานั้นสะท้อนทัศนคติบางอย่างต่อประชาชนในฐานะที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติตาม และการไม่ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ รวมทั้งตอบคำถามบางเรื่องที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะแนวทางการจัดหาวัคซีนมันสะท้อนว่าวิธีการตัดสินใจของรัฐบาลไทยในหลายครั้งไม่ได้คำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนที่เป็นฐานอำนาจของพวกเขา

เว้นแต่เขาเชื่อว่าฐานอำนาจและทรัยพากรทางอำนาจอื่นๆ ต่างหากที่ทำให้เขามาถึงวันนี้ได้ อาทิ อำนาจในการลงมติในสภา และการควบคุมหัวคะแนน และนโยบายสงเคราะห์ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม IGC มีข้อแนะนำอยู่สี่ประการใหญ่ในการตัดสินใจสาธารณะ ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในบริบทของโควิด

1.รัฐบาลต้องแยกแยะให้ได้ว่าคำถามหรือข้อสงสัยใดนั้นมีคำตอบอยู่แล้ว และคำถาม/ข้อสงสัยใดยังไม่มีคำตอบ หมายความว่า นโยบายบางอย่างนั้นมันเป็นเรื่องที่มาถูกทางแล้ว และไม่ต้องมีข้อมูลมาเพิ่มเติม เช่น เรื่องการรณรงค์ใส่หน้ากาก การรณรงค์เรื่องของสุขอนามัย และการจัดการพื้นที่ให้มีการเว้นระยะห่าง

ขณะที่นโยบายบางอย่างจำเป็นจะต้องเปิดกว้างต่อข้อมูลใหม่ๆ และพร้อมจะต้องปรับเปลี่ยนได้ อาทิ เรื่องของความเสียหายทางเศรษฐกิจจากนโยบายการล็อกดาวน์ในรอบที่ผ่านมา หรือนโยบายว่าด้วยเรื่องวัคซีน เพราะข้อมูลใหม่ๆ มันมีมาทุกวัน การมาตะแบงว่าสิ่งที่ได้ตัดสินใจไปแล้วมันดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่เรื่องที่จะสร้างประโยชน์อะไร แถมอาจจะถูกถามต่อว่ามันสร้างประโยชน์ให้ใครมากนักหรือไง ถึงได้ไม่แตะไม่ต้อง ไม่ปรับไม่เปลี่ยน

ที่สำคัญการยอมรับว่าเรื่องบางเรื่องนั้นรัฐบาลไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ไม่ต้องแสดงออกว่าฉลาดและรักชาติมากกว่าคนอื่นไปเสียทุกเรื่อง เช่นโควิดจะจบเมื่อไหร่

2.เมื่อไม่สามารถตอบได้ เพราะไม่มีข้อมูลอะไร ซึ่งถือเป็นเรื่องของความไม่แน่นอนอย่างหนึ่ง สิ่งที่จะต้องทำตามมาก็คือการทดลอง หรืออธิบายอีกว่าก็คือ การเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ และเข้าใจเงื่อนไขความแตกต่างของแต่ละกรณี ไม่ใช่อ้างว่าประเทศอื่นฉิบหายมากกว่าเราตะพึดตะพือ

ข้อมูลหนึ่งที่พบทั่วโลกก็คือ กรณีการล็อกดาวน์นั้นส่งผลอย่างไรต่อสถานการณ์โควิด ที่หมายถึงทั้งในแง่การลดการระบาดและในแง่ของปากท้องของประชาชน เรื่องนี้ไม่มีคำตอบที่แน่นอนเพราะขึ้นกับเงื่อนไขมากมาย อาทิ กรณีของอู่ฮั่นนั้น การล็อกดาวน์ลดการติดเชื้อได้เกินร้อยละ 67 แต่ในกรณีของประเทศอื่นก็พบว่า นอกจากทำให้ขาดรายได้แล้ว ยังขาดทรัพยากรทางอาหารด้วย นั่นหมายความว่าเงื่อนไขของการล็อกดาวน์นั้นต้องมีนโยบายหรือมาตรการประกอบด้วย เช่น การส่งอาหาร การสนับสนุนรายได้ ฯลฯ ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทดลองและมาประมวล/ประเมินผล

ในกรณีของสเปนพบว่า เมื่อห้ามไปโรงเรียนหรือโบสถ์ คนก็ไปรวมตัวกันที่สวนสาธารณะแทน นอกจากนี้ตัวแบบการคาดการณ์การติดเชื้อก็จะต้องถูกทดสอบและปรับให้เข้ากับสถานการณ์ ไม่ใช่มองแค่ว่าตัวแบบนี้เลยน้อย หรือดูว่าคนที่เห็นต่างนั้นเว่อร์หรือหิวแสง แต่ต้องมาร่วมกันพิจารณาว่าเงื่อนไขอะไรที่ทำให้การคำนวณนั้นแตกต่างกัน

3.การตัดสินใจและบริหารสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยไม่แน่นอนจะต้องสื่อสารกับประชาชนเพื่อให้เขามีและเข้าใจทางเลือกต่างๆ โดยเฉพาะข้อความที่มีสาระสำคัญสองประการ

3.1 มีความเสี่ยงมากมายที่เกี่ยวข้องกับการระบาดของโควิด และหากประชาชนปฏิบัติตัวตามหลักการบางประการแล้ว มันจะช่วยลดความเสี่ยงทั้งต่อตัวเขาและผู้อื่น

3.2 รัฐบาลนั้นอาจไม่มีข้อมูลและหลักฐานครบถ้วนในบางเรื่อง และบางครั้งจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถานการณ์ ดังนั้นประชาชนนต้องร่วมมือและรับฟังข้อมูลข่าวสารจากรัฐ

ทั้งนี้สิ่งที่สำคัญก็คือความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาลเอง และผมอยากจะเพิ่มว่ามันเป็นเรื่องของทัศนคติของรัฐบาลที่มีต่อประชาชนด้วย กล่าวคือถ้าคุณปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงที่มีประวัติไม่ฟังเสียงประชาชน และหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อว่าตนคือผู้สั่งการให้ประชาชนปฏิบัติตามลูกเดียว มาร่วมมือกันบริหารสถานการณ์ ความรู้สึกของประชาชนที่รู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้รับการเข้าใจจากรัฐก็เป็นไปได้มาก และพาลจะไม่เชื่อเอาด้วยว่าสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นความจริง

4. การใช้อำนาจและการสื่อสารนั้นจำเป็นจะต้องได้รับการยอมรับจากประชาชน (The messenger is as important as the message) หมายถึงว่าผู้ที่ส่งสารหรือสั่งการจะต้องถูกยอมรับจากประชาชน ดังเช่นหลายกรณีในโลกและเมืองต่างๆ ก็ให้ความสำคัญกับการระดมอาสาสมัครเข้ามาร่วมบริหารสถานการณ์ ไม่ใช่มองว่าทุกเรื่องเป็นเรื่องการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่รัฐที่ถูกแต่งตั้งซ้อนกันไปมาตลอดเวลา หรือการสื่อสารกับผู้นำชุมชน/ท้องถิ่นให้ร่วมมือด้วยความเข้าใจสถานการณ์มากกว่าเป็นเรื่องของคำสั่ง

แน่นอนว่าเราไม่แน่ใจว่าสถานการณ์วิกฤตโควิดของไทยจะจบลงเมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยความไม่แน่นอนในเรื่องนี้ก็น่าจะสามารถถูกบริหารจัดการได้ด้วยหลักด้วยเกณฑ์บางประการดังที่ได้กล่าวมานี่แหละครับ

—————————————–

อ่านบทความเรื่องโควิดอื่นๆของพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้บทนำ : จัดระบบฉีดวัคซีน
บทความถัดไปแรงงานไทย98%แบกหนี้อ่วม พุ่ง 29% จากก่อนโควิด วิตกป่วยนิวไฮ ชะลอใช้จ่ายสูญ3แสนล้าน