หน้าแรก เศรษฐกิจ ‘เฟทโก้’ ชี้ต...

‘เฟทโก้’ ชี้ตลาดหุ้นไทยตกใจง่าย ลงแรง-ขึ้นน้อย ทุนไทยแข่งได้แค่เพื่อนบ้าน ส่งออกติดลบรวด 7 เดือน

21.06.23 | 17:58 น.

‘เฟทโก้’ ชี้ตลาดหุ้นไทยตกใจง่าย ลงแรง-ขึ้นน้อย ทุนไทยแข่งได้แค่เพื่อนบ้าน ส่งออกติดลบรวด 7 เดือน

เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 21 มิถุนายน ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ กรุงเทพฯ หนังสือพิมพ์มติชนจัดงานสัมมนา “Thailand : Take off” โดย นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ทิสโก้ จํากัด ในฐานะกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (เฟทโก้) และนายกสมาคมนักวิเคราะห์การลงทุน (ไอเอเอ) กล่าวในหัวข้อ “ตลาดทุนไทยปรับโหมด หุ้นกระทิง” ว่า ตลาดหุ้นไทย เวลาปรับตัวลงจะลงแรงมาก ช่วงโควิดโลกลง 30% แต่ไทยลงกว่า 50% เพราะเป็นตลาดที่ตกใจง่าย และไม่ได้มีความแข็งแรงมากนัก ส่วนเวลาขึ้นก็ขึ้นน้อยกว่าชาวบ้าน อาทิ เฉลี่ยหุ้นโลกปรับขึ้น 100% สหรัฐ บวกขึ้น 120% ตลาดหุ้นแนสแดค (NASDAQ) ขึ้น 140% แต่ไทยขึ้นไม่ถึง 80%

โดยตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่เข้าสู่ภาวะตลาดกระทิงแล้ว แต่ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในภาวะตลาดหมีอยู่ เพราะเศรษฐกิจเป็นเรื่องใหญ่ และเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับตลาดอื่น รวมถึงปัจจุบันตลาดทุนไม่มีพรมแดนแล้วต้องแข่งกันหมด อย่าไปคิดว่าเราอยู่คนเดียว ทุกวันนี้สามารถลงทุนที่ไหนก็ได้หมด โดยตลาดหุ้นไทยติดลบช่วงโควิด-19 ระบาดไป 6% ฟื้นขึ้นมา 1.5% ในปี 2564 และ 2.6% ในปี 2565 เท่ากับยังติดอยู่เทียบกับช่วงที่ติดลบรอบโควิดไป เทียบกับเศรษฐกิจโลกที่ช่วงโควิดลบไป 3% แต่ปี 2564 ก็ปรับขึ้นมาบวก 3% ได้แล้ว เท่ากับปีเดียวจบผลกระทบจากโควิดไม่มีแล้ว

โดยเฉพาะประเทศที่แข่งด้วย ถามว่าตลาดทุนไทยแข่งกับใคร ต้องแข่งกับอินโดนีเซียและประเทศเพื่อนบ้าน ไม่สามารถแข่งขันสหรัฐ หรือตลาดอื่นจากนี้ได้ ซึ่งหากเทียบกับตลาดอินโดนีเซีย ที่ผ่านมาเศรษฐกิจโตเฉลี่ย 5-6% อย่างต่อเนื่อง ตอนเจอโควิดระบาดลดลงไป 2% ก่อนที่ปี 2564 จะฟื้นบวกเป็น 3.7% ซึ่งประเทศเป็นภาพของเศรษฐกิจที่ลงเยอะแต่ขึ้นน้อย เป็นปัญหาของเศรษฐกิจไทย ที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยไม่เพอร์ฟอร์ม หรือไม่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะหากเทียบกับเวียดนาม ที่เจอโควิดแต่ไม่ติดลบ และสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 7-8% โดยตลาดทุนไทยไม่มีจุดขายเป็นของตัวเอง ทำให้ต้องขายการฟื้นตัวของจีนแทน ที่ไทยจะได้ประโยชน์เยอะจากจีนฟื้นตัว

“แต่ตอนนี้จีนฟื้นช้ากว่าที่คาดไว้ สะท้อนจากดัชนีพีเอ็มไอฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตจีน น้อยกว่า 50 คือติดลบ บวกกับอัตราการว่างงานเยาวชนจีน เด็กจบใหม่หางานไม่ได้ เศรษฐกิจไม่ดี ทำใหมีหลายตัวที่ฟ้องว่าจีนยังไม่ได้ฟื้นตัวมากนัก ทุกคนที่มองว่าไทยจะได้ประโยชน์จากจีนที่ซื้อกันในปี 2565 แต่ปัญหาของไทย คือ ไม่มีจุดขายของตัวเอง ต้องไปเอาจุดขายของคนอื่นมา และไม่สามารถควบคุมได้”

Advertisement

นายไพบูลย์กล่าวว่า ภาคการท่องเที่ยวก็ยังติดอุปสรรคหลายด้าน เข้ามา 1-2 ล้านคนต่อเดือน จากเดิมเข้ามา 3-4 ล้านคนต่อเดือน เพราะยังมีอุปสรรคเยอะ ความสามารถในการรองรับในสนามบิน จำนวนเที่ยวบิน พนักงานให้บริการภาคพื้น ปัญหาเหล่านี้ไม่ยอมแก้กันก่อนเปิดประเทศให้เรียบร้อย ไม่มีการวางแผนระยะยาว ส่วนภาคการส่งออก ที่เดิมมองว่าจะฟื้นตัวเร็วนั้น ขณะนี้ติดลบไป 7 เดือนต่อเนื่อง และยังไม่มีท่าทางว่าจะกลับมาบวกได้ในตอนใด และมาด้วยธุรกิจใด อะไรจะเป็นตัวนำ เพราะส่วนใหญ่ยังเป็นสินค้าเก่าๆ อยู่ การแก้ไขก็ต้องใช้เวลาไม่สามารถแก้ได้ทันที รวมถึงกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ยังอยู่ในขาลง จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ปี 2565 ลดลงไป 1.9% ปี ส่วนไตรมาสแรกของปี 2566 ลดลง 6% จึงไม่ได้มีการกระตุ้นแรงความสนใจ เงินทุนต่างชาติก็ทยอยไหลออก โดยนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) มีการขายออก 1 แสนล้านบาท และหากไม่มีอะไรดีขึ้นก็มีโอกาสขายอีก เพราะขายง่ายกว่าซื้อ

ในระยะสั้นตลาดหุ้นอาจรีบาวด์หรือดีดตัวขึ้นได้ เป็นการเข้ามาเก็งกำไร เมื่อดัชนีตลาดหุ้นไหนตกลงเยอะๆ นักลงทุนก็จะเข้ามาหากำไร โดยในปี 2565 ตลาดหุ้นไทยดีมากๆ โต 1% ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ได้ลดลง ขณะที่ตลาดหุ้นโลกลดลงไป 20% เราจึงเอาต์เพอร์ฟอร์มตลาดหุ้นอื่น แต่ปีนี้ไม่ได้เป็นแบบนั้นแล้ว จากนี้ไปการกลับเข้ามาลงทุนของต่างชาติและการวกกลับหัวบวกขึ้นของดัชนีสามารถกลับขึ้นมาได้แน่นอน หากบรรยากาศดีขึ้น ทำให้หากสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็ว นโยบายดี เป็นมิตรกับธุรกิจ ไม่ใช่นโยบายที่เป็นศัตรูกับภาคธุรกิจ ยังไม่ต้องพูดถึงว่าจะทำจริงหรือไม่จริง แต่ขอพูดอะไรที่เป็นมิตรก่อน เนื่องจากจะช่วยสร้างความมั่นใจได้ว่าภาคธุรกิจจะได้รับการดูแลอย่างดี ทำให้ธุรกิจดีขึ้นได้

นายไพบูลย์กล่าวว่า ราคาหุ้นในตลาดหุ้นไทยยังไม่ได้แพงมากนัก ตามค่าเฉลี่ยของดัชนี มูลค่าหุ้น (แวลูเอชั่น) จึงไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือ มีจึดขายเป็นอะไร เพราะหุ้นไทยเป็นตลาดที่ขายสตอรี่ระยะสั้นมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลมาก เพราะตั้งแต่เข้ามาในวงการตลาดทุนไทยกว่า 30 ปี ช่วงแรกก็คุยกับนักลงทุนระยะยาว แต่ตอนนี้ไม่มีเหลือลงทุนในตลาดหุ้นไทยแล้ว ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนด้วยเทคโนโลยีเอไอ ซื้อตามโมเมนตัมระยะสั้น ระยะยาวน้อยมากไม่มีจุดขายให้ซื้อ

โดยประเมินภาพในอดีต ทศวรรษแรกของไทยถือว่าใช้ได้ ดัชนีวิ่งขึ้นมาจาก 400 จุด ขึ้นมาถึง 1,500 จุด ก่อนจะเข้าสู่ทศวรรษที่หายไปในปัจจุบัน เพราะ 10 ปีที่แล้ว หุ้นอยู่ระดับ 1,500 จุด และปัจจุบันก็ยังอยู่ที่ 1,500 จุด ที่ไม่ไปไหนทั้งนั้น แต่หากไปตลาดหุ้นเพื่อนบ้าน อย่างอินโดนีเซีย 20 ปีที่แล้วเท่าไทยอยู่ประมาณ 400-500 จุด ผ่านไป 10 ปี หุ้นอินโดนีเซียไป 4,500 จุด ปัจจุบันอยู่ที่ 6,700 จุด หากเป็นนักลงทุนต่างชาตินำทั้ง 2 ตลาดมาเทียบกันก็คงต้องตั้งคำถามว่า ทำไมถึงมาลงทุนในไทยหุ้น เพราะผลตอบแทนที่ได้หายไปเป็นพันเปอร์เซ็น

เหตุผลหลักๆ คือ เศรษฐกิจที่หากเทียบกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย พบว่าไทยเติบโตแพ้ทุกปี เพราะไทยโตเฉลี่ย 1.9% แต่ 2 ประเทศนั้นโตประมาณ 4.2-4.3% เพราะเขามีจุดขายในแง่ของภาพเศรษฐกิจขนาดใหญ่ สะท้อนมาในภาคตลาดหุ้น การปรับเพิ่มศักยภาพให้ตลาดหุ้นเพิ่มขึ้น รัฐบาลมีส่วนสำคัญ โดยรัฐบาลต้องใช้ตลาดทุนให้มากขึ้น อย่ามองตลาดทุนเป็นศัตรู เพราะตลาดทุนเป็นส่วนหนึ่งของตลาดเงิน จัดสรรเงินไปให้ผู้ที่ต้องการสามารถระดมทุนในตลาดได้ มองนักลงทุนเป็นผู้เข้ามาช่วยสร้างสภาพคล่องให้ตลาดทุน ไม่ใช่มาเอาสิทธิพิเศษจากตลาดทุน โดยหากออกมาตรการต่างๆ ที่ไม่เป็นมิตรต่อนักลงทุน จะทำให่นักลงทุนต่างชาติหายไปจากประเทศไทยทันที เพราะปัจจุบันต่างชาติซื้อขายในตลาดทุนอยู่ 50% ซึ่งสภาพคล่องคือ หัวใจของตลาดทุน หากไม่มีสภาพคล่องก็ไม่สามารถระดมทุนได้ ต้องไปกู้แบงก์อย่างเดียว หากไม่มีสภาพคล่องก็ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นแหล่งระดมทุนที่มีประสิทธิภาพได้

“นักลงทุนคือ คนที่แบกรับความเสี่ยงในการสร้างสภาพคล่อง เพราะการซื้อหุ้นไม่ได้หมายความว่าจะมีกำไรทุกตัว โดยเฉพาะหุ้นไอพีโอ ไม่ได้หมายถึงธุรกิจจะดำเนินไปอย่างมีเสถียรภาพทั้งหมด โดยอยากบอกผู้ที่ทำนโยบาย อย่าเพิ่งทำนโยบายอะไรก็ตามที่หากวิเคราะห์แล้วจะส่งผลต่อสภาพคล่อง ที่มีความอ่อนไหวมากและไปได้ทันที นักลงทุนยินดีเข้ามาช่วยเพื่อสร้างตลาดทุนไปด้วยกัน จนกว่าจะมีนักลงทุนเพิ่มขึ้นไม่ใช่แค่ 3 ล้านคน สภาพคล่องมีมากๆ ประเทศดีมาๆ เราไม่จำเป็นแล้ว โดยตลาดหุ้นไทยมีโอกาสกลับไปสู่ภาวะกระทิง แต่ไม่ง่าย ซึ่งผู้ที่มีภาพไม่ชัดเจนเกี่ยวกับตลาดทุน สามารถมาคุยกับตนเองได้ ยินดีที่จะอธิบายให้ฟังว่าควรมองอย่างไร เพราะประเทศไทยจะได้ประโยชน์มากๆ หากใช้ศักยภาพของตลาดทุนอย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียง 20-30% ของภาพรวมเท่านั้น” นายไพบูลย์กล่าว

ย้อนอ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง