หน้าแรก เศรษฐกิจ เห็นด้วยไหม? ...

เห็นด้วยไหม? ส.อ.ท.ชู ‘SMR’ แทนโรงก๊าซนิคมฯ ลดเสี่ยง LNG ผันผวน

26.08.26 | 15:42 น.

เห็นด้วยไหม? ส.อ.ท.ชู ‘SMR’ แทนโรงก๊าซนิคมฯ ลดเสี่ยง LNG ผันผวน แย้ม PDP 2026 วางเป้า 9,000 เมกะวัตต์

เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม ที่ห้องอินฟินิตี้ 1-2 โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ (รางน้ำ) กองบรรณาธิการมติชนจัดสัมมนาพิเศษหัวข้อ “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย”


โดยในช่วงเสวนา “SMR : พลังงานสะอาดสู่ความมั่นคงทางพลังงานไทย?” มีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย นายเอกรัฐ สมินทรปัญญา ผู้ช่วยผู้ว่าการแผนงานโรงไฟฟ้า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.),ศ.ดร.สมบูรณ์ รัศมี หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมนิวเคลียร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และนายศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ดำเนินรายการโดย นายบัญชา ชุมชัยเวทย์

นายนที สิทธิประศาสน์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงบทบาทของ Small Modular Reactor หรือ SMR ซึ่งเป็นเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ ว่า สามารถเข้ามาเป็นทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าควบคู่กับความร้อนและไอน้ำ หรือ Cogeneration ซึ่งปัจจุบันส่วนใหญ่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง

Advertisement

นายนทีกล่าวว่า แม้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยจะมีต้นทุนไม่สูง แต่ปริมาณมีจำกัด ทำให้ไทยจำเป็นต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) เพิ่มขึ้น ขณะที่ราคาก๊าซนำเข้ามีความเสี่ยงจากสถานการณ์โลก โดยประสบการณ์จากสงครามรัสเซีย-ยูเครนและความขัดแย้งในตะวันออกกลางสะท้อนให้เห็นว่า เมื่อเกิดสงคราม ราคาก๊าซสามารถปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก

“ก๊าซธรรมชาติถ้าได้จากอ่าวไทยก็ไม่แพง ขุดเอง ของเราเอง แต่ประสบการณ์สอนเราว่า พอเราเริ่มใช้แล้วมันหมดไป ไม่พอ ต้องนำเข้า เอา LNG เข้ามา จริงๆ มันไม่ได้แพงนะ ถ้าไม่รบกัน รบกันแล้วแพงทุกที” นายนทีกล่าว

นายนทีกล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาก๊าซเคยพุ่งขึ้นกว่า 50 ดอลลาร์สหรัฐต่อล้านบีทียู (MMBtu) ขณะที่สถานการณ์ความขัดแย้งก็ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้น ยิ่งประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้า LNG มากเท่าใด ก็ยิ่งเผชิญความเสี่ยงด้านราคาพลังงานมากขึ้น

สำหรับร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 นายนทีกล่าวว่า แนวทางการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะต้องพิจารณาทั้งพลังงานหมุนเวียน (RE) เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (CCS) รวมถึงโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ โดยต้องคำนึงถึงความเสี่ยงจากการพึ่งพา LNG ควบคู่ไปด้วย

ขณะเดียวกัน การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นพลังงานที่มีความผันผวนตามสภาพอากาศ จำเป็นต้องพัฒนาโครงข่ายสายส่งและระบบไฟฟ้าให้มีเสถียรภาพ ซึ่งล้วนมีต้นทุนการลงทุนเพิ่มเติม ดังนั้น การจัดทำ PDP จึงไม่ควรมองเพียงว่าพลังงานชนิดใดมีราคาถูกที่สุด แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าและผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้วย

“ต้องบอกเลยว่า ดีใจมากที่แผนนี้ต่างจากที่เคยทำมา เดิมจะมี 3 ขา ‘มั่นคง ยั่งยืน สิ่งแวดล้อม’ และราคาต้องถูกด้วย แต่วันนี้เราพูดเรื่องราคาถูกอย่างเดียวไม่ได้ ต้องพูดถึงว่ามันคุ้มค่าหรือไม่ เพราะฉะนั้นจะมีอีกตัวคือ ‘ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ’ อันนี้สำคัญที่สุด” นายนทีกล่าว

นายนทียังชี้ว่า ในอดีตระบบไฟฟ้าอาจให้ความสำคัญกับการมีไฟฟ้าเพียงพอและไม่เกิดไฟดับ แต่ปัจจุบันภาคธุรกิจยังต้องการพลังงาน “สีเขียว” เพื่อรองรับเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมและการแข่งขันทางการค้า ส่งผลให้การคำนวณต้นทุนต้องพิจารณาทั้งต้นทุนการเชื่อมโยงพลังงานหมุนเวียนเข้ากับระบบ (Integration Cost) ต้นทุนคาร์บอน ตลอดจนต้นทุนของเทคโนโลยี CCS ประกอบกัน

ในส่วนของ SMR นายนทีมองว่า หากประเทศไทยสามารถนำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ได้ จะมีศักยภาพเข้ามาทดแทนโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากสามารถผลิตได้ทั้งไฟฟ้า ความร้อน และไอน้ำ ซึ่งเป็นความต้องการสำคัญของภาคอุตสาหกรรม

นายนทียังกล่าวถึงการเดินทางไปศึกษาดูงานของคณะอนุกรรมการจัดทำร่าง PDP ที่ประเทศจีน โดยระบุว่า ได้เยี่ยมชม China General Nuclear Power Group (CGN) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานนิวเคลียร์ของจีน และพบว่ามีการก่อสร้าง SMR จำนวน 6 ยูนิตบริเวณริมทะเล เพื่อรองรับพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่

“นี่คือภาพที่เราเห็น ถ้าถามว่าบทบาทของ SMR ทำไมเราถึงใส่ไป 9,000 เมกะวัตต์ ก็เพื่อมาเตรียมตอบโจทย์ตรงนี้ เราต้องคุยตั้งแต่วันนี้” นายนทีกล่าว

นายนทีระบุว่า ตามแนวทางที่ใส่ไว้ในแผน จะเริ่มต้น SMR ที่ 300 เมกะวัตต์ในช่วงแรก ก่อนทยอยเพิ่มกำลังผลิตในช่วง 5-10 ปีหลังจากนั้น โดยเป้าหมาย 9,000 เมกะวัตต์ไม่ได้หมายความว่าจะต้องดำเนินการตามตัวเลขดังกล่าวทั้งหมด แต่สามารถปรับเพิ่มหรือลดได้ตามสถานการณ์และความเหมาะสม

“อย่างที่ใส่ไปในแผนฯ เริ่มต้น 300 เมกะวัตต์เท่านั้น ใน 5-10 ปี หลังจากนั้นจะทยอยเข้ามาเรื่อยๆ ถ้าเรามีอย่างนี้และสามารถเตรียมรับมือได้ ผมเชื่อว่าอุตสาหกรรมเราก็จะสามารถรักษาหรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ นี่คือสิ่งจำเป็นที่สุด” นายนทีกล่าว

นายนทีย้ำด้วยว่า การผลักดันเทคโนโลยีใหม่ให้เกิดขึ้นได้จำเป็นต้องเริ่มจากนโยบาย พร้อมระบุว่า PDP ซึ่งเป็นแผนระยะยาว 25 ปี ไม่ควรเป็นแผนที่จัดทำแล้วหยุดนิ่ง แต่ต้องได้รับการทบทวนและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องตามเทคโนโลยีและสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

ทั้งนี้ ร่าง PDP 2026 มีกำหนดเปิดรับฟังความคิดเห็นในวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยนายนทีเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมเสนอความคิดเห็น เพื่อนำข้อเสนอแนะไปปรับปรุงแผนให้สามารถตอบโจทย์ทั้งภาคประชาชน ภาคอุตสาหกรรม และนักลงทุน

“ผมยังเชื่อว่า วันที่ 8 กันยายน ผ่านการรับฟังความคิดเห็นแล้ว เราจะได้แผนที่ตอบโจทย์ทุกภาคส่วน ทุกภาคส่วนอ่านแล้วมีความมั่นใจและพร้อมเปลี่ยนผ่านไปด้วยกัน ซึ่งไม่ใช่เฉพาะคนไทย ผมว่าทุนต่างชาติก็กำลังมองอยู่เช่นกัน” นายนทีกล่าว