หน้าแรก การเมือง เยาวชนสงสาร ‘...

เยาวชนสงสาร ‘อยุธยา’ จะสร้างไฮสปีดฯ ทับมรดกโลก ไม่เคยถาม-อายแทนคนไทย ขนาดฝรั่งยังห่วงใย

22.04.23 | 16:40 น.

เยาวชนสงสาร ‘อยุธยา’ โดนทำร้าย สร้างไฮสปีดฯ ทับยูเนสโก้ – ติดใจผู้รับผิดชอบไม่มาถามตั้งแต่แรก อายแทนคนไทย ฝรั่งตาน้ำข้าว ยังแสดงความห่วงใยมรดกชาติ

เมื่อวันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ที่โรงแรมกรุงศรีริเวอร์อยุธยา อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็น ครั้งที่ 2 ในการจัดทำรายงานผลกระทบด้านทรัพย์สินทางวัฒนธรรมของแหล่งมรดกโลกนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ตามโครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ในการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงเพื่อเชื่อมโยงภูมิภาคช่วงกรุงเทพมหานคร-หนองคาย (ระยะที่ 1 ช่วงกรุงเทพมหานคร-นครราชสีมา)

โดยมี นายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวเปิดงาน และมีนายชวลิต ขาวเขียว อดีตคณบดีคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร, รศ.ดร.กรรณิการ์ สุธีรัตนาภิรมย์ อาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร และนายศิริวัฒน์ จิตตศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม ร่วมกันนำเสนอ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ เวลา 09.00 น. นายศิริวัฒน์ จิตตศิลป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และนายกกชัย ฉายรัศมีกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กล่าวเปิดการประชุม หลังจากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงนำเสนอผลการศึกษาโครงการเป็นลำดับถัดมา ก่อนเข้าสู่ช่วงรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วม ทั้งในที่ประชุมและช่องทางออนไลน์ ต่างมีผู้ประสงค์ออกความเห็นเป็นจำนวนมาก

ในตอนหนึ่ง นายปารมี เยาวชนในจังหวัดอยุธยา กล่าวว่า เมื่อช่วงเปิดงาน การใช้คำพูดของรองผู้ว่าฯ เหมือนพยายามจะสื่อถึงชาวอยุธยาที่เสียสละเวลามานั่งฟัง ออกมาส่งเสียงเรียกร้องในเรื่องนี้ ว่ากำลังถ่วงรถไฟความเร็วสูงที่จะมาพัฒนาประเทศ เสมือนว่าอยุธยาทำให้ประเทศต้องรอ ทำให้คนอีก 60 กว่าล้านคนต้องมารอคนจังหวัดเดียว อยากให้มายด์เซ็ตนี้ของหน่วยงานราชการหายไป

Advertisement

“ภาพตัวอย่างมุมบนของสถานีรถไฟกับระบบรางที่ยกสูงขึ้นมา ท่านบอกไม่มีผลกระทบต่อทัศนียภาพ แต่เรายังไม่เห็นมุมมองของคนที่ตื่นเช้ามาในชุมชนข้างทางรถไฟ แล้วแหงนหน้ามองตอม่อสูงๆ อย่างนี้ ไม่เห็นมุมของชุมชนริมถนนที่โดนบีบออกไป ไม่เห็นมุมมองของชุมชนสลัมริมน้ำ

“เหมือนในเอกสารและสไลด์นำเสนอ พยายามจะสื่อว่าตัวสถานีนี้ไม่ได้มีผลกระทบอะไรต่อความเป็นมรดกโลก เหมือนท่านตีกรอบอยุธยา ตีกรอบเมืองเก่า ตีกรอบมรดก ตีกรอบทุกสิ่งทุกอย่างในพื้นที่ แล้วบอกว่าขึ้นทะเบียนกับยูเนสโกแค่นี้ มันไม่ได้กระทบอะไรในเขตกรอบ ส่วนข้างนอกนั้นช่างมันหรอครับ?” นายปารมีกล่าว

นายปารมีแจงต่อว่า ในหลวงรัชกาลที่ 9 เคยตรัสว่า อิฐเก่าๆ ก้อนเดียวก็มีค่า แต่วันนี้ตนละอายใจที่คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการแสดงความห่วงใยมรดกของเราคือฝรั่งตาน้ำข้าวที่อยู่ห่างไปเป็นพันกิโลเมตร ในขณะที่ผู้หลักผู้ใหญ่ไม่คิดแม้แต่จะมาฟังเสียงเราตั้งแต่แรก

“ในเมื่อระบบรถไฟความเร็วสูงจากจีนวางแผนกันตั้งแต่ปี 57 ถึงปี 60 ทำไมถึงไม่มีการทำ HIA กันตั้งแต่ตอนนั้น เพิ่งมาทำตอนที่วางตอม่อตรงบางปะอินกับโคราชเอาไว้แล้ว เหมือนมามัดมือชกว่าเส้นทางตรงนี้เสร็จแล้วนะ รอคุณอยู่จังหวัดเดียว คุณเอาไงว่ามา

“ผมขอฝากคำถามถึงผู้มีอำนาจหรือทางส่วนกลางที่เป็นฝ่ายคิดนโยบาย ซึ่งกำลังฟังอยู่หรือได้รับรายงานนี้ไปว่า ทำไมคุณไม่ฟังเสียงคนอยุธยาตั้งแต่แรก ทำไมถึงคิดแค่ว่าฉันนั่งอยู่ในห้องแอร์ ฉันวางแผน วางรางเสร็จ แล้วจบเลย” นายปารมีกล่าว

นายปารมีกล่าวอีกว่า มายด์เซ็ตหนึ่งที่ท่านรองผู้ว่าฯ บอก สมัยรัชกาลที่ 5 ที่สร้างบางปะอิน วางรางรถไฟ ทำไมไม่เห็นต้องสนใจยูเนสโก ยิ่งสะท้อนว่าระบบราชการยังค้างอยู่เมื่อยุค 100 กว่าปีก่อน 100 ปีผ่านมาแล้ว ยังจะทำเหมือนเดิมอยู่อีกหรือ

“ผมไม่ได้ต่อต้านรถไฟความเร็วสูง ผมดีใจด้วยที่อยุธยาของเราจะมีรถไฟความเร็วสูงเชื่อมให้คนไทยและทั่วโลกมาบ้านเรา แต่คุณจะคิดแค่ว่าเอารถไฟมาให้มันจบ ทำไมไม่คิดตั้งแต่แรกว่าน่าจะสามารถทำให้รถไฟความเร็วสูงผ่านบ้านเราพร้อมกับการรักษามรดก ภูมิปัญญาของเราไปด้วย ในประเทศที่เจริญแล้วเจอแค่เศษอิฐเล็กๆ เจอแนวกำแพง แนวอาคาร หรือโครงกระดูกมนุษย์ที่แสดงว่าที่ตรงนั้นมันมีรากเหง้า มีการตั้งถิ่นฐานของผู้คนมาก่อน เขาตีกรอบทำเป็นไซต์เป็นพิพิธภัณฑ์ทั้งหมด

“ผมอยากให้ทุกท่านมองไกลไปถึงอยุธยาในรุ่นของคนข้างหน้า ให้เราตายอย่างภาคภูมิในความรู้สึก ว่าเราทิ้งมรดก ทิ้งบ้านที่มีคุณค่า ทิ้งวัฒนธรรมรากเหง้าให้กับลูกหลานได้ศึกษาต่อจากเรา เลยอยากฝากถึงทุกท่านที่เป็นคนวางนโยบายว่า อย่าทำร้ายอยุธยาไปมากกว่านี้เลย” นายปารมีกล่าวทิ้งท้าย