คอลัมน์ หลังลับแล มีอรุณรุ่ง
ขณะที่ผมนั่งเขียนหนังสืออยู่นี้ ผมนั่งอยู่ริมหาดเฉวงที่เกาะสมุย มองไปข้างหน้าเห็นพระอาทิตย์โผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมาแล้วทำให้ทะเลตรงหน้าผมมีประกายสีทองระยิบระยับ
อย่าเพิ่งโมโหด้วยความอิจฉาเลยนะคุณๆ ทั้งหลาย
นานทีปีหนผมถึงจะได้มานั่งเล่นนอนเล่นแบบนี้กับเขาบ้าง
สองสามวันนี้ลูกศิษย์ผมที่มีกิจการโรงแรมอยู่ที่เกาะสมุยชวนผมมาที่นี่เพื่อเป็นโอกาสให้เขาได้ “สนองพระคุณครู” บ้าง ผมเองก็ถือหลักเหมือนพระภิกษุว่า ถ้าคนจะตักบาตรก็อย่าไปขัดศรัทธาเขา เลยรับนิมนต์มาที่นี่ละครับ
สมุยในวันนี้กับสมุยเมื่อประมาณห้าปีก่อนที่ผมมาครั้งสุดท้ายแตกต่างไปมาก
ขึ้นต้นตั้งแต่บนเครื่องบินที่ผมนั่งจากสุวรรณภูมิมาสนามบินเกาะสมุย
ผมและลูกศิษย์อีกสองคนที่มาพร้อมกันเป็นคนไทยเพียงแค่สามคนในจำนวนผู้โดยสารประมาณร้อยกว่าคนทั้งลำเรือบิน นอกนั้นมองดูด้วยสายตาของคนไทยอย่างผมแล้วก็ต้องบอกว่าเป็นฝรั่งแทบทั้งสิ้น จะมีชาติอื่นปะปนมาอีกบ้างก็เพียงไม่กี่คน
ค่ำวานนี้ผมไปเดินที่ตลาดคนเดินแถวบ่อผุด ที่ชื่อว่า Fisherman Night Market สถานการณ์ก็เหมือนกัน คือมองไปทางไหนก็มีแต่คนต่างชาติต่างภาษา เหลือคนไทยอยู่ก็แต่คนที่เป็นคนขายของ พนักงานบริการ และกลุ่มพวกผมที่มีอยู่ด้วยกันห้าหกคนเท่านั้น
คนต่างชาติรอบตัวผมมีนานาสัญชาติ และมีจำนวนมากจนกระทั่งผมออกปากถามผู้ที่ไปด้วยกันเองว่า “นี่เรากำลังอยู่ที่ประเทศไหนกันแน่”
บรรยากาศมันชวนให้สับสนจริงๆ ครับ
เห็นอย่างนี้แล้วก็อดคิดต่อไปไม่ได้ว่า นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเฉพาะที่เกาะสมุยปีหนึ่งจะมีจำนวนกี่แสนคนผมไม่รู้เหมือนกัน แต่มั่นใจว่าทุกคนมาถึงแล้วต้องใช้สตางค์ และเงินที่ได้จากนักท่องเที่ยวเหล่านี้ก็จะหมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจของเมืองไทยได้มากเลยทีเดียว
สไตล์ของนักท่องเที่ยวแต่ละคนก็หลากหลาย
เช้าวานนี้ผมแวะไปชมวิวที่ร้านกาแฟริมทะเลแห่งหนึ่ง ร้านกาแฟแห่งนั้นมีที่พักให้นักท่องเที่ยวอยู่อาศัยได้ด้วย ฝรั่งที่มาอยู่ตรงนั้นอยู่กันคราวหนึ่งหลายสัปดาห์หรือแรมเดือน หน้าตาก็ยังอยู่ในวัยทำงานด้วยกันทั้งนั้น แล้วนี่ไม่ทำมาหากินกันบ้างหรืออย่างไร
คำอธิบายเพิ่มเติมคือ คนเหล่านี้ทำงานออนไลน์แล้วส่งงานหรือประชุมกับคนทั้งโลก รายได้จึงเป็นรายได้ที่ได้รับจากนายจ้างต่างประเทศในอัตราค่าตอบแทนที่อยู่บนพื้นฐานของการจ้างงานในประเทศนั้น เมื่อได้เงินอย่างนี้แล้วมาใช้ที่เมืองไทยก็มีรายเหลือสิครับ
พอใกล้ครบกำหนดที่ได้รับอนุญาตวีซ่าที่ให้นักท่องเที่ยวอยู่ในบ้านเราได้ตามกฎหมายไทย เขาก็ออกไปต่างประเทศแถวนี้สักสามสี่วันแล้วกลับเข้ามาใหม่
คราวนี้ก็เริ่มนับหนึ่งใหม่แล้ว สบายดีทุกประการ
โรงแรมและร้านอาหารที่ผมแวะไปชมวิวที่นี้ ขายอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิดที่เป็น Vegan ด้วยอารมณ์ประมาณรักโลกและรักสุขภาพยิ่งนัก
กิจกรรมที่มีอยู่ในโรงแรมก็โน้มไปทางนี้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโยคะโยคี หรือกิจกรรมอื่นใดก็แล้วแต่ สนนราคาทุกอย่างไม่เบาเลย
เห็นแล้วก็ดีใจอีกว่าเมืองไทยจะรวยกันคราวนี้ละ ฮา!
กลับมาพูดในเรื่องที่เป็นเรื่องเป็นราวบ้าง
ในเมื่อมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเข้ามาที่สมุย กิจการร้านค้า กิจการโรงแรม และบริการที่เกี่ยวเนื่องก็พลอยขยายตัวไปด้วยกันทั้งขบวน
ตามมาด้วยปัญหาเรื่องแรงงาน ซึ่งต้องเป็นแรงงานที่มีความหลากหลายไม่แพ้กัน และสมควรเป็นแรงงานคุณภาพ ไม่เกี่ยงงาน และหนักเอาเบาสู้ด้วย
โรงแรมของลูกศิษย์ที่ผมพักอยู่สองคืนคราวนี้ คุณผู้หญิงที่แผนกต้อนรับหรือรีเซปชั่นหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสรับแขกเป็นอย่างยิ่ง พูดไทยชัดและคล่องเปรี๊ยะ
แต่พอนั่งคุยต่อไปแล้วจะรู้ว่าเธอเป็นชาวพม่า เรียนจบปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยศรีปทุม เรียนจบมาก็ได้ทำงานโรงแรมที่นี่เลยทีเดียว ไม่ต้องไปเคว้งคว้างอยู่ข้างไหน
บนเกาะสมุยนี้มีแรงงานที่มาจากประเทศเมียนมาไม่น้อยเลยทีเดียว และเป็นประชากรแฝงที่มีจำนวนมากที่สุดเมื่อเปรียบกับประชากรแฝงที่มาจากประเทศอื่น
เวลาอยู่ที่ประเทศเมียนมา คนแต่ละเชื้อชาติที่รัฐบาลพม่าบอกว่าเป็นชนกลุ่มน้อย ต่างกลุ่มต่างต่อสู้กับรัฐบาลที่กรุงเนปยีดอซึ่งเป็นรัฐบาลของคนเชื้อชาติพม่าอย่างเอาเป็นเอาตาย ชนกลุ่มน้อยแต่ละกลุ่มก็ไม่ได้รักใคร่ไยดีกันเพราะต่างแย่งกันเป็นใหญ่แทนคนเชื้อชาติพม่าอยู่เสมอ
แต่พอมาถึงเกาะสมุยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชนกลุ่มน้อยกลุ่มไหน หรือเป็นคนเชื้อชาติพม่าเองก็ตามที อยู่ที่นี่แล้วเกิดรักใคร่เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ที่เคยทะเลาะกันมาจากเมียนมา ตอนนี้อยู่ที่สมุยไม่ทะเลาะกันแล้วครับ ได้ข่าวว่าตอนนี้กำลังช่วยกันสร้างวัดแบบพม่าพื้นที่สมุยหนึ่งวัด
ต่อไปจะก้าวหน้าล้ำไทยไปถึงไหนก็ยังไม่มีใครรู้
เห็นกรณีศึกษาที่สมุยแล้ว ผมคิดว่าถึงเวลาที่เราจะต้องขบคิดกันอย่างจริงจังแล้วว่า ประเทศไทยของเราควรจะมีท่าทีสำหรับแรงงานต่างด้าวในบ้านเราอย่างไรบ้าง
กฎหมายที่มีอยู่ในบ้านเราเกี่ยวกับประเด็นเรื่องนี้ ส่วนใหญ่เขียนขึ้นนานหลายสิบปีแล้ว
เขียนขึ้นด้วยกรอบความคิดและสายตาที่วางระยะห่างระหว่างเมืองไทยกับคนต่างด้าวไว้มากพอสมควร
เรียกว่า “ไม่ไว้วางใจกัน” ก็เห็นจะได้
แต่ในปี 2569 อย่างงี้ ถามกันตามตรงเถิดว่า มีแรงงานต่างด้าวอยู่ในเมืองไทยทั้งที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยกฎหมายกี่ล้านคน
ผมว่าไม่หนีสองหรือสามล้านคนเป็นแน่
ถ้าใครมีมนตร์วิเศษสามารถเสกให้คนจำนวนนี้หายไปจากเมืองไทยได้ในวันพรุ่งนี้ จะเกิดอะไรขึ้นกับเมืองไทย?
อย่างน้อยผมเองก็รู้แน่ว่า อาหารการกินบ้านผมต้องเดือดร้อนแน่ เพราะแม่ครัวที่หาข้าวให้ผมกินทุกวันเป็นกะเหรี่ยงมาจากประเทศเมียนมาครับ
นี่ใกล้จะถึงหน้าทุเรียนแล้ว ใครจะช่วยตัดทุเรียนลงจากต้นเอามาขายให้เราได้กินและส่งออกไปเมืองจีน ก่อนที่ทุเรียนจะสุกงอมและเน่าคาต้นยังไม่รู้เลย เพราะเขมรที่เคยตัดทุเรียนอยู่เมื่อปีก่อนกลับบ้านไปหมดแล้ว
โดยภาพรวมแล้ว ถึงเวลาที่เราต้องยอมรับความจริงว่า เด็กรุ่นใหม่ของเราเกิดน้อย คนแก่ที่อายุเลยวัยทำงานแล้วมีมากขึ้นทุกขณะ ตลาดแรงงานทั้งภาคผลิตและภาคบริการขาดแคลนแรงงานเป็นอย่างยิ่ง คนไทยจำนวนหนึ่งจะมากหรือน้อยก็ตามที เลือกทำงานเฉพาะงานที่ตนสบอัธยาศัยเท่านั้น
งานบางอย่างจึงหาคนไทยทำงานไม่ได้หรือแทบไม่ได้เลย
ประเด็นเรื่องแรงงานนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงแค่ประเด็นว่าเราจะมีคนทำงานมาจากไหนดีเท่านั้น แต่เรื่องยังยาวความต่อไปอีกหลายแง่มุม
เช่น แรงงานเหล่านี้เมื่อเขามีครอบครัวขึ้นมาอะไรจะเกิดขึ้น
นี่เพิ่งผ่านวันวาเลนไทน์มาไม่กี่วัน จะบังคับให้กะเหรี่ยงรักกันกับกะเหรี่ยงเท่านั้นหรือ ไทยใหญ่จะรักกันกับไทยน้อยแบบเราได้ไหม
ราวกับว่ากำลังจะแต่งงานกันอยู่วันพรุ่งนี้ ลูกที่เกิดมาควรเติบโตขึ้นมาด้วยฐานะอะไร สัญชาติอะไร เรียนหนังสือที่ไหน
และคำถามที่โหดที่สุดคือ ในวันข้างหน้าถ้าเขาไม่ได้กลับไปประเทศต้นทางของพ่อแม่ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม และจะต้องอยู่ในเมืองไทยไปอีกนานปีหรือตลอดไป ประเทศไทยจะกำหนดท่าทีว่าอย่างไรกับเรื่องเหล่านี้
วิธีคิดแบบกีดกันระแวงระไวคนต่างด้าวที่เคยเป็นนโยบายกฎหมายของบ้านเราเมื่อหลายสิบปีที่แล้ว มาถึงปีนี้แล้วจะว่าอย่างไรกัน
อีกไม่กี่วันข้างหน้า รัฐบาลใหม่จะเข้ารับหน้าที่แล้ว เรื่องอย่างนี้เป็นนโยบายข้ามกระทรวงหลายกระทรวงต้องช่วยกันคิด เพราะมีทั้งประเด็นด้านความมั่นคง ด้านการต่างประเทศ ด้านสังคม ด้านแรงงาน ด้านกฎหมาย ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุข ด้านงบประมาณ
และอาจจะมีด้านอื่นที่ผมยังคิดไม่ออกอีกหลายด้าน
ทั้งหมดนี้ต้องบูรณาการกันเพื่อให้ทุกอย่างเดินหน้าและทำงานข้ามกระทรวงกันได้ด้วยนโยบายเดียวกัน เพื่อไม่ให้เมืองไทยสะดุดหยุดอยู่กับที่เพราะไม่มีแรงงาน
นี่ผมฝันอะไรหรือเปล่าครับ จึงคิดว่าเราจะบูรณาการกันได้
ฝันร้ายจริงๆ
