bg-single

กลิ่นเครื่องเทศ | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ

12.06.2026

เทศกาล

ผมไม่ชอบการเดินทางในช่วงเทศกาล เพราะรถติด คนเยอะ และอุบัติเหตุมาก แต่วันนี้ ผมเลี่ยงไม่ได้จริงๆ

ตอนเย็น ผมจึงไปซื้อตั๋วรถบัสโดยสารที่สถานีขนส่งจังหวัดสตูล เพื่อต่อรถเข้าหาดใหญ่ และหาตั๋วรถจากหาดใหญ่ ขึ้นกรุงเทพฯ

พนักงานขายตั๋วบอกเวลารถออก 17.30 น. ผมจึงพอมีเวลานั่งสังเกตผู้คนร่วมทาง

ผมเห็นหญิงมุสลิมวัยรุ่นมากับเด็กชายอายุประมาณสองขวบ ชายสูงวัยในชุดลายพรางแบบทหารกำลังยืนคุยโทรศัพท์ ม้านั่งไม้สำหรับผู้โดยสารมีคนนอนหลับอยู่ ไกลออกไป ชายหนุ่มกำลังทำความสะอาดรถบัสสายสตูล-กรุงเทพฯ พร้อมเปิดเพลงเสียงดัง

นอกตัวอาคาร สายฝนยังคงตกต่อเนื่อง ท้องฟ้าเต็มไปด้วยก้อนเมฆสีเทาดำ สายลมพัดโชยเบาๆ

รู้สึกหนาว ผมกระชับเสื้อแขนยาวมือสองยี่ห้อพูม่าจากตลาดนัดควนโดนรัดร่าง แนบกระเป๋าเดินทางไว้กับอก

ไม่นานนัก รถบัสโดยสารขนาด 20 ที่นั่ง เข้าเทียบชานชาลา รถจอดสนิท ประตูรถเปิดออก พนักงานรับตั๋วลงมาเรียกผู้โดยสารขึ้นรถ ผมยื่นตั๋ว เดินขึ้นรถ เลือกที่นั่งแถวที่สองด้านซ้ายคนขับ ครู่ใหญ่ รถบัสโดยสารก็เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่ง ผมมองนาฬิกาข้อมือ เวลา 17.50 นาที

รถวิ่งออกจากเมืองสตูล ผ่านควนโดน ควนกาหลง รัตภูมิ ช่วงหนึ่งขณะรถจอดติดการก่อสร้างสะพานยกระดับที่สี่แยกคูหา ผมมองผ่านบานหน้าต่างรถบัส เห็นคนงานก่อสร้างกำลังง่วนอยู่กับแผงเหล็กขนาดใหญ่ คาดว่ากำลังเตรียมเทพื้นคอนกรีต ผมเขม้นมองใบหน้าของพวกเขา เห็นรอยแป้งทานาคาประแก้มสองข้างชัดเจน

ผมคุ้นชินกับภาพดังกล่าว เป็นเรื่องปกติของงานก่อสร้างในละแวกนี้ แรงงานส่วนใหญ่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน สงครามครั้งล่าสุด ทำให้ผู้คนทะลักเข้าประเทศของเราเป็นจำนวนมาก บ้างมาทำงานก่อสร้าง บ้างทำงานโรงงาน บ้างออกเรือประมง แต่แม้จะคุ้นชิน ผมก็อดคิดแทนพวกเขาไม่ได้ว่า ช่วงเทศกาลแบบนี้ พวกเขาคงอยากกลับบ้านไปหาครอบครัวเป็นแน่

รถบัสโดยสารเคลื่อนตัวผ่านสี่แยกคูหา มุ่งหน้าสู่เมืองหาดใหญ่ บรรยากาศรอบตัวมืดสนิทแล้ว แสงไฟรถ ไฟเมืองส่องสว่างขึ้นเรื่อยๆ

ทว่ายิ่งใกล้สถานีขนส่งหาดใหญ่ ผมยิ่งกังวลว่าจะหาตั๋วรถบัสขึ้นกรุงเทพฯ ได้หรือเปล่า เพราะช่วงเทศกาล หลายคนจะจองตั๋วล่วงหน้า หากมาซื้อที่สถานี ตั๋วจะหายากและราคาสูงกว่าปกติ

สถานีขนส่ง

ข้างในสถานีขนส่งเต็มไปด้วยรถโดยสารขนาดต่างๆ รถบัสโดยสารที่ผมนั่งมาจึงต้องจอดริมกำแพง ปล่อยให้ผู้โดยสารเดินเข้าไปข้างในสถานีแทนการจอดที่คิวรถด้านใน

ผมเดินลงจากรถพร้อมเป้สะพายหลัง ตั้งใจจะเดินไปซื้อตั๋วที่จุดจำหน่ายด้านในสถานี

“พี่จะไปไหนครับ” เสียงมาจากข้างหลัง ขณะผมกำลังจะเดินผ่านประตูสถานีขนส่ง

“ไปกรุงเทพฯ” ผมตอบสั้นๆ ก่อนหันมาเห็นชายหนุ่มวัยสามสิบ สวมเสื้อวินมอเตอร์ไซค์สีส้ม กางเกงขาสั้น ใส่แว่นตาดำ

“ทางนี้เลยพี่ รถตู้ ไปรถตู้ดีกว่า ช่วงนี้คนเดินทางกันช่วงเทศกาล รถหายาก ข้างในน่าจะไม่มีตั๋วแล้ว” พูดเสร็จ เขาก็พาผมเดินตรงไปที่คิวรถตู้ที่เป็นอาคารสองชั้นซ้ายมือโดยไม่ถามผมสักคำ ว่าอยากไปรถตู้ไหม

เขายื่นมือรับตั๋วจากคนขายที่เคาน์เตอร์ แล้วยื่นให้ผม

“เก้าร้อยพี่” เขาบอกพร้อมรอยยิ้ม

ผมรับตั๋ว หยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมาจากกระเป๋ากางเกงด้านซ้ายอย่างว่าง่าย หยิบแบงก์พันยื่นให้เขาตามที่บอก เขายื่นเงินทอนมาให้ผมตามจำนวน

“พี่นั่งรอตรงนี้นะ ไม่นานหรอกเดี๋ยวรถตู้มา”

ผมนั่งรอที่ม้านั่งไม้ตามที่เขาบอก พยายามสังเกตรอบตัว คนขายตั๋วเป็นหญิงวัยกลางคน ผมหยักศก แต่งหน้าจัด สวมเสื้อยืดสีดำสกรีนลายฮาร์เลย์เดวิดสัน มือขวาถือโทรศัพท์พูดคุยตลอดเวลา ข้างๆ มีเด็กหนุ่มสองคนนั่งอยู่ พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อยืดสีขาว กางเกงยีนส์ รองเท้าคอนเวิร์สสีดำ ทั้งคู่กำลังนั่งเล่นมือถือ ลึกเข้าไปด้านในอาคาร มีบันไดขึ้นชั้นสองงอตัวคล้ายลูกศรธนูถูกบิดซ่อนอยู่ในความมืด

นักดนตรี

“ผมชื่อโย เคยเป็นนักดนตรี แต่งเพลง ร้องเพลง เล่นกลอง ผมมียูทูบด้วยนะ” เขาแนะนำตัวกับผมอย่างเป็นทางการบนม้านั่งไม้รอรถตู้ “ว่าแต่พี่มีโทรศัพท์ไหม ผมจะเปิดให้ดู พอดีโทรศัพท์ผมตกแตก ยังไม่มีเงินซื้อ”

ผมเชื่อเขาอย่างว่าง่าย หยิบโทรศัพท์ ปลดล็อก ยื่นให้เขา

“นี่ไงพี่ นี่ผม” เขายื่นหน้าจอโทรศัพท์มาให้ ผมเห็นคนกำลังตีกลองในร้านอาหารมืดๆ มียอดคนกดไลก์ไม่ถึงสิบคน

“ผมเองพี่ เมื่อก่อนผมเล่นอยู่ที่ภูเก็ต พอเจอโควิด-19 ระบาดเลยต้องกลับมาอยู่หาดใหญ่ มาอยู่กับแม่ แต่ก็ยังเล่นดนตรีอยู่ เพียงแต่ว่าช่วงนี้ไม่มีตังค์ก็เลยออกมาวิ่งรถเครื่องรับจ้างหาเงินไปก่อน คิดว่ามีโอกาสจะกลับไปเล่นอีกครั้ง เออ ว่าแต่พี่เล่นยาหรือเปล่า” เขาเปลี่ยนเรื่อง บางทีอาจเพราะเขาเห็นร่างกายที่ซูบผอม และหนวดเคราที่ยาวไร้ระเบียบของผมก็เป็นได้

ผมส่ายหน้า

“อย่าเล่นนะพี่ มันไม่ดี นี่ผมก็เพิ่งออกจากคุกมา คดียาบ้า จริงๆ ผมก็ไม่อยากเล่นมันหรอกยา แต่ผมเครียด ช่วงที่ย้ายมาหาดใหญ่ แฟนผมก็ทิ้งไป ผมก็เลยเล่นยาหนักเลย ว่าแต่ยังไงก็อย่าเล่นนะพี่ มันไม่ดี”

ผมมองเขาอย่างพินิจอีกครั้ง โยเป็นชายร่างผอม ผิวคล้ำ สูงประมาณร้อยเจ็ดสิบ มีรอยสักตามแขน ขา ตาของเขาขณะพูดกับผม เหม่อลอยไปไกล คล้ายกำลังสนทนากับตนเอง

รถตู้โดยสาร

“รถตู้มาแล้ว”

ผมลุกขึ้นตามเสียง คว้าเป้สะพายหลัง มองตรงไปยังรถตู้สองคันที่จอดเทียบหน้าอาคาร

ครู่เดียว คนในอาคารที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน เดินลงมาจากชั้นสอง ตรงมายังรถตู้คันแรก ทุกคนสวมเสื้อผ้าสีดำ เหน็บในอย่างดี แต่ที่สะดุดตาคือทุกคนถือพาสปอร์ตสีดำคนละเล่ม แทนตั๋วโดยสารแบบที่ผมมี

“ขึ้นคันแรกให้หมดก่อน” คนขับรถตู้คันแรกลงมาเปิดรถ พร้อมปรับเบาะรถตู้แถวหลังเป็นที่นั่ง คนในอาคารที่ตอนนี้ผมเห็นชัดเจนจากแสงไฟหน้าอาคารว่าคือชายหนุ่มในชุดดำ หนวดเครายาวแบบคนอินเดียหรือปากีสถานหรือบังกลาเทศหรือโรฮิงญา ตรงนี้ผมไม่แน่ใจที่มา กำลังเดินขึ้นรถ พร้อมสนทนาด้วยภาษาที่ผมไม่รู้จัก

“กระเป๋าเอามาไว้คันนี้” เจ้าของรถตู้คันที่สอง ทยอยขนกระเป๋าลากใบใหญ่ขึ้นรถตู้

ผมมองตามการเคลื่อนไหวของชายหนุ่มไร้ที่มาที่กำลังเดินขึ้นรถตู้ คล้ายการเปิดประตูของกระสวยอวกาศไปดวงจันทร์ของนาซ่า

“เอ้า คิวพี่แล้ว คันที่สองนะของพี่ ว่าแต่พี่คนไทยแน่นะ แน่นะพี่” เจ้าของรถตู้คันที่สองทักทายผมด้วยข้อความข้างต้น ก่อนชวนผมขึ้นรถตู้ที่ผมเพิ่งรู้ว่าตนเองเป็นผู้โดยสารคนไทยคนเดียวในรถตู้

ผมเพิ่งมาเข้าใจจริงๆ ก็ตอนที่นั่งบนรถตู้ แล้วย้อนคิดถึงเหตุการณ์ในอาคารรอรถโดยสาร ไม่มีใครเดินเข้ามาซื้อตั๋วเลยตลอดเวลาที่รอ มีเพียงโยที่นั่งเป็นเพื่อนชวนคุยตลอดเวลา ข้างๆ มีผู้หญิงวัยกลางคนยืนอยู่ที่เคาน์เตอร์ ส่วนฝั่งตรงข้าม มีชายสามคน อายุราวๆ ห้าสิบถึงหกสิบปีกำลังนั่งดื่มเหล้าอยู่

ผมปล่อยภวังค์ เห็นตนเองกำลังนั่งอยู่ในรถตู้กับชายหนุ่มแปลกหน้าสิบคน บนเบาะหลังที่พับลงเป็นที่นอนราบกับพื้น บทสนทนาแว่วมา ผมฟังไม่ออก มีเพียงคนขับรถตู้ที่พยายามสนทนากับผมเป็นระยะ ไม่นานผมก็ผล็อยหลับไปเพราะความล้าจากการเดินทาง

ก่อนหลับจำได้ว่าตนเองได้กลิ่นฉุนของเครื่องเทศ คล้ายกลิ่นแกงตอแมะของพี่น้องมุสลิมแถวสตูล

จุดพักรถ

รถตู้จอดพักที่ปั๊ม ปตท. เลยทุ่งสง ก่อนถึงสุราษฎร์ธานี

ผมลืมตาตื่น มองในรถไม่มีใคร ทุกคนคงลงไปหมดแล้ว ผมเดินลงจากรถตู้ด้วยอาการงัวเงีย คว้าชุดแปรงสีฟันในกระเป๋าเป้ เดินตรงไปที่ห้องน้ำ เปิดน้ำ ล้างหน้า เดินกลับมาที่รถ เก็บชุดแปรงสีฟันเข้าที่เดิม ตอนนี้รู้สึกหิว จึงเดินตรงไปที่เซเว่นฯ หยิบน้ำและขนมปังไว้สำหรับทางข้างหน้า ซึ่งผมไม่แน่ใจว่ารถตู้จะแวะพักอีกหรือเปล่า

กลับมาที่รถ ชายหนุ่มแปลกหน้านั่งอยู่เต็มคันแล้ว ผมเดินขึ้นไป นั่งลงตรงที่นั่งตนเอง ที่นั่งผมติดประตูเลื่อนของรถตู้ ผมแอบฟังบทสนทนาของชายหนุ่มแปลกหน้า ไม่เข้าใจหรอก แต่ก็เห็นถึงชีวิตชีวา จริงๆ อยากถามว่ามาจากไหนกัน และจะไปไหนกัน ผมคาดว่าคนในรถคงพูดภาษาอังกฤษได้บ้าง แต่ตัดสินใจอีกที ไม่ดีกว่า ขอฟังเงียบๆ แล้วกัน

“พี่จะลงไหน” คนขับรถตู้หันมาถามผม

“ผมลงสายใต้ครับ”

“จะไปไหน”

“ผมจะไปหาลูกครับ เออ ว่าแต่จะถึงสายใต้กี่โมงได้ครับ”

“ไม่แน่ใจนะพี่ ช่วงนี้ด่านเยอะ เราต้องเลี่ยงทางหลัก”

สิ้นคำพูดของคนขับรถตู้ ผมเริ่มแน่ใจแล้วว่าตนเองอยู่บนรถตู้ที่ไม่ธรรมดาแน่นอน ความจริง ผมแค่จะไปหาลูกสาวเท่านั้นเอง ลูกสาวบอกผมว่าปะป๊าตามมานะ ลูกจะไปรอที่กรุงเทพฯ ภรรยาผมบอกว่าลูกจะไปเล่นเครื่องเล่น ของเล่นที่เมกาบางนา เธออธิบายต่อว่ามีเครื่องเล่นมากมาย ผมไม่เข้าใจคำว่าเครื่องเล่นของเล่นมากมายนั้นหรอก บางทีเธอคงหมายถึงของเล่นแบบงานวัด งานมัสยิด แถวบ้านกระมัง

เหตุผลแค่นั้นจริงๆ กับการมากรุงเทพฯ เที่ยวนี้ นี่หากไม่ใช่วันหยุดยาว และผมไม่ได้เจอหน้าลูกมาหลายวันแล้ว เพราะมัวแต่ทำงานจนไม่ได้อยู่บ้าน ผมคงไม่ต้องพบเจออะไรแบบนี้แน่ ไพล่คิดต่อว่า ถ้าเจอตำรวจจับ แล้วผมอยู่ในรถคันนี้ด้วยจะเกิดอะไรขึ้น

คิดวนไปวนมาจนหลับไป

ตัวเลขอารบิก

“พี่ตื่นๆ เร็วเข้า เร็วเข้า”

ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมาตามเสียงเรียก ตกใจ กวาดสายตามองออกไป เห็นเพียงความมืด ไม่มีคำอธิบายใดต่อจากคำพูดนั้น มีเพียงแสงวูบวาบคล้ายแสงไฟฉายสาดส่องไปมาในทิศทางตรงข้าม แสงนั้นตรงเข้ามาเรื่อยๆ ผมหายใจลึก ควานมือหาเป้ ลูบกระเป๋ากางเกง กระเป๋าสตางค์ยังอยู่ ผมอาจต้องใช้บัตรประจำตัวประชาชนเพื่อแสดงตัว

เสียงปืนดังขึ้น แสงไฟฉายวูบผ่าน ใครบางคนล้มลงไป

เสียงล้อรถดังเข้ามาใกล้ๆ เสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวาย เสียงร้องไห้ดังขึ้นมา สักพักทุกเสียงก็เงียบไป

ผมงอตัว กอดกระเป๋าแน่น พยายามกลั้นความรู้สึก ต้องไม่ส่งเสียงดัง ผมคิดในใจ ภาวนาให้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ผ่านไปโดยเร็ว

ครู่ใหญ่ ผมลืมตามองรอบข้างอีกครั้ง คราวนี้ผมพบตัวเองนั่งอยู่ในห้องไม้กับกลุ่มชายแปลกหน้าที่ขึ้นรถตู้มาด้วยกัน ทุกคนดวงตาอิดโรย ผอม ตามแขนขาเต็มไปด้วยตัวเลขอารบิกที่ผมไม่เข้าใจความหมาย

“ตื่นแล้วใช่ไหม” เสียงคนขับรถตู้ดังขึ้น ใช่ เสียงของเขาแน่นอน ผมจำได้

ผมกวาดตามองไปรอบๆ ไม่เห็นเขา มีเพียงผมและกลุ่มชายแปลกหน้าเท่านั้นในรถตู้

“เรากำลังไปไหน” ผมตะโกนถามเสียงดัง

“มาเลเซีย ถ้าเราโชคดีผ่านมรสุมลูกนี้ไปได้”

“หมายความว่าไง” ผมสงสัย

ชายหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่งลุกขึ้น กระสุนปืนหล่นจากดวงตาข้างขวา ใช่ ผมไม่ได้ตาฝาด หรือว่าผมตาฝาด เขาเดินตรงมาที่ผม ถลกแขนเสื้อ ยื่นแขนให้ผมดู หมายเลขอารบิกกว่าร้อยหมายเลขถูกเขียนบนผิวหนังด้วยหมึกสีแดงสดรอบวงแขน

ผมไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าเขาเอาให้ผมดูทำไม

จุดหมายปลายทาง

“พี่จะไปส่งพวกเขาที่ไหนครับ” ผมถามคนขับรถตู้

“เดี๋ยวจะมีคนมารับไปส่งต่อ” เขาเลี่ยงที่จะตอบคำถาม “มีหลายที่ครับ แต่ส่วนใหญ่เดินทางออกนอกประเทศไปเลย”

ผมพอจะจับความได้ว่าคนขับรถตู้คงไม่อยากเล่ารายละเอียดมากนัก จึงทำได้เพียงพยักหน้าเข้าใจ แต่ก็มิวายสงสัยว่าสิ่งใดทำให้คนหนุ่มแปลกหน้าต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดของตนเอง สู่ประเทศแปลกหน้า เพื่อเดินทางสู่ประเทศแปลกหน้าอีกต่อหนึ่ง

ผมจมกับความคิดของตนเอง จนแดดเริ่มแยงตาผ่านม่านหน้าต่างรถตู้ ช่องแสงเล็กๆ ลอดกลางระหว่างม่านที่ปิดไว้ทุกด้าน ผมรู้ว่ายามเช้ามาเยือนแล้ว ผมกวาดตามองชายหนุ่มแปลกหน้าในรถ ทุกคนกำลังสนทนากันออกรส ผมไม่รู้หรอกว่าแต่ละคนพูดคุยอะไรกัน เป็นเรื่องที่หมายปลายทางหรือเปล่า หรือเป็นเรื่องบ้านเกิดที่จากมา

“ถึงสายใต้แล้วนะครับ” คนขับรถตู้เอ่ยบอกผม พร้อมจอดรถเทียบหน้าทางเข้าอาคารผู้โดยสาร

“โทษที สายหน่อยนะพี่”

ผมกล่าวขอบคุณเขาที่มาส่งโดยปลอดภัย คว้าเป้สะพายหลัง เปิดประตู ก้าวเท้าเดินลงมา ขณะเลื่อนปิดประตูรถ กลิ่นฉุนของเครื่องเทศคล้ายกลิ่นแกงตอแมะวูบปะทะใบหน้า

ผมสูดกลิ่นเครื่องเทศเข้าปอด ภาวนาในใจขอให้พวกเขาโชคดี ก่อนมุ่งหน้าไปหาลูกสาวตามที่นัดหมายกันไว้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน
ลอยเล
ชี้ชะตาคดีฮั้ว ส.ว. สะเทือนระบอบสีน้ำเงิน บทพิสูจน์ความเชื่อมั่น กกต. ส่งศาลฎีกาฟัน 229 คน?