ธงทอง จันทรางศุ | สะสางสิ่งสะสม ด้วยธุรกิจ ‘ผู้ช่วยจัดระเบียบ’
คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
ช่วงวันหยุดยาวปลายเดือนพฤษภาคมต่อเนื่องกับต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา นอกจากการไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีในโอกาสวันวิสาขบูชาแล้ว คนจำนวนมากยังใช้ช่วงเวลานี้ให้เป็นประโยชน์ตามใจชอบได้อีกหลายอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางไปต่างจังหวัดเพื่อไปท่องเที่ยวหรือไปกิจธุระต่างๆ
บางคนก็รู้สึกว่าจะได้หยุดพักจากหน้าที่การงานที่เหน็ดเหนื่อยมายาวนาน และได้ทำอะไรตามใจชอบของตัวเองบ้าง
ผมเองไม่ได้ไปไหนไกลหรอกครับ นอกจากไปทำบุญหรือไปบรรยายตามที่มีนัดหมายแล้ว เวลาที่เหลือส่วนใหญ่ก็นั่งทำโน่นนิดนี่หน่อยอยู่ในบ้านของตัวเอง เผลอตัวไปเพียงชั่วครู่ก็เย็นค่ำเสียแล้ว
แต่จากการสนทนาพูดคุยกันกับผู้คุ้นเคยทั้งหลาย ผมรับทราบด้วยความตื่นเต้นว่าน้องที่พบกันอยู่เสมอคนหนึ่ง เลือกที่จะใช้เวลาดังกล่าวจัดห้องพักของเขาซึ่งเช่าอยู่ในอาคารชุดแห่งหนึ่งย่านใจกลางเมืองให้เป็นประโยชน์ เพื่อ “รื้อของ” ที่รกรุงรังแน่นห้องให้ทุเลาเบาบางลงเสียบ้าง
แต่ข้อสำคัญและเป็นความรู้ใหม่สำหรับผมคือ สมัยนี้มีอาชีพรับจ้างช่วยรื้อของจัดของตามบ้านหรือตามคอนโดมิเนียมต่างๆ ด้วย
น้องผู้เป็นเจ้าของห้องเช่ารายนี้ทราบข่าวบริการแบบนี้ และรีบติดต่อไปล่วงหน้าก่อนวันหยุดยาวดังกล่าว ขึ้นต้นเราต้องส่งภาพถ่ายของบ้านหรือห้องที่เราต้องการใช้บริการไปให้ผู้รับจ้างทำงานเรื่องนี้ ซึ่งผมขอเรียกโดยย่อว่า “ผู้ช่วยจัดระเบียบ” ก็แล้วกันครับ
ส่งภาพไปทำไมหรือ ก็เพื่อเขาจะได้ประเมินราคาเบื้องต้นและติดต่อกลับมาว่า ทีมผู้ช่วยจัดระเบียบจะต้องใช้เวลาทำงานสักเท่าไร ต้องใช้อุปกรณ์ข้าวของอะไรบ้าง และข้อสำคัญที่สุดคือ แล้วจะคิดราคาค่าใช้จ่ายกันอย่างไร
คำว่า “อุปกรณ์ข้าวของ” ที่ว่านี้ บางกรณีก็รวมถึงชั้นวางของ กล่องเก็บของ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จำเป็นสำหรับการจัดระเบียบในบ้าน ซึ่งคณะผู้ช่วยจัดระเบียบเขาเตรียมมาสำหรับใช้งานเสร็จสรรพ และรวมราคาอยู่ในการเหมางานคราวนี้ด้วยแล้ว
เมื่อทุกอย่างเริ่มเข้าเค้าแล้ว คณะผู้ช่วยจัดระเบียบจะส่งตัวแทนมาหนึ่งคนเพื่อมาประเมินหน้างานอีกรอบหนึ่งเพื่อความมั่นใจว่า ที่คิดรายละเอียดต่างๆ และส่งมาให้เราดูนั้นถูกต้องเข้าใจตรงกันดี
พร้อมด้วยเงื่อนไขอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า ในเวลาที่ผู้ช่วยจัดระเบียบเข้ามาทำงาน เราผู้เป็นเจ้าของบ้านต้องอยู่บ้านตลอดเวลา จะได้เข้าใจเหตุผลและตัดสินใจว่าจะเก็บอะไร จะทิ้งอะไร ของที่เลือกเก็บไว้เก็บอยู่ตรงไหนเพื่อจะได้หยิบใช้ได้เมื่อต้องการ
แถมยังเป็นการทำงานที่เกิดความสบายใจว่า ไม่มีข้าวของสูญหายลับหลังความรู้เห็นของผู้เป็นเจ้าของบ้าน จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันภายหลัง
พอถึงวันทำงานจริง คณะผู้ช่วยจัดระเบียบก็ยกทีมกันมาสี่คน สมาชิกเป็นคุณผู้หญิงล้วน และใช้เวลาทำงานสองวันเต็มสำหรับพื้นที่หนึ่งห้องในคอนโดมิเนียม ทุกอย่างก็เสร็จสรรพเรียบร้อย
ผมไม่ได้นั่งดูเขาทำงานหรอกนะครับ แต่ฟังจากที่เจ้าของบ้านเล่าให้ฟังได้ความว่าอย่างนี้ครับ
ผู้ช่วยจัดระเบียบจะหยิบของทุกชิ้นในบ้านมาจัดหมวดหมู่ แล้วถามเราว่า จะเก็บไว้ใช้งานต่อไปหรือไม่ ของบางอย่างก็เข้าใจตรงกันว่าไม่ได้เก็บไว้ใช้งาน แต่ต้องเก็บไว้ต่อไปเพื่อเก็บรักษาความทรงจำหรือความรู้สึกในใจบางอย่างให้คงอยู่ แบบนี้ต้องหารือและตัดสินใจร่วมกัน
ยกตัวอย่างเช่น ในห้องเล็กนิดเดียวแห่งนั้น เจ้าของห้องมีรองเท้าถึง 60 คู่ บางคู่ก็ไม่ได้ใช้มาหลายปีแล้ว แต่ยังเก็บไว้โดยไม่เคยหยิบออกมาดูเลย รายการแบบนี้ตัดสินใจง่ายมากเพราะโยนทิ้งลูกเดียว
แต่นอกจากรองเท้าจำนวนมากแล้ว สิ่งที่กินพื้นที่มากอีกอย่างหนึ่งคือ กล่องรองเท้า เพราะคนจำนวนไม่น้อยขยันเก็บกล่องรองเท้าไว้ แต่ไม่ได้ใช้ใส่รองเท้านะครับ เก็บกล่องไว้เฉยๆ เพื่อความสบายใจ ฮา! รองเท้าก็ไปทางหนึ่ง กล่องก็อยู่อีกทางหนึ่ง
เมื่อพบเรื่องแบบนี้ คณะผู้ช่วยจัดระเบียบก็จะถามเราว่า จะเก็บกล่องรองเท้าเอาไว้ต่อไปหรือไม่
มีข้ออภิปรายร่วมกันว่า ถ้าเป็นกล่องรองเท้าของรองเท้ายี่ห้อดัง และเราเป็นคนซึ่งใช้รองเท้าแล้วเบื่อ เราอาจจะขายต่อเป็นรองเท้ามือสองให้คนอื่นได้ใช้บ้าง แบบนี้การเก็บกล่องรองเท้ายี่ห้อดังเอาไว้ก็มีประโยชน์ เพราะทำให้ขายรองเท้าได้ราคา
แต่ถ้าเป็นรองเท้าที่เราไม่คิดจะขายใครอีก และมีที่จัดเก็บรองเท้าทุกคู่เป็นที่เป็นทาง หาง่าย ใช้สะดวก และสะอาดสะอ้านแล้ว จะเก็บกล่องรองเท้าไว้อีกต่อไปทำไมเล่า
อภิปรายจบแล้วก็ตัดสินใจได้นะครับ
ของบางอย่างที่ตกค้างอยู่ในห้องนานปี เจ้าของบ้านก็จะจำไม่ได้แล้วว่ายังมีสิ่งนี้อยู่ในโลก คุณผู้เป็นเจ้าของต้องตัดสินใจว่าจะทำอย่างไรกันต่อไป โดยมีคณะผู้ช่วยจัดระเบียบเป็นกองเชียร์ช่วยเสนอเหตุผลต่างๆ ประกอบการตัดสินใจ
เจ้าของห้องนี้พบว่ามีโปสต์การ์ดที่ใครทั้งหลายส่งมาให้จากที่ต่างๆ ทั่วทุกมุมโลก โปสต์การ์ดบางแผ่นอ่านแล้วเกิดความสงสัย ใครเป็นคนเขียนมาหนอ เพราะนานจนจำไม่ได้แล้วว่าคนเขียนเป็นใครและรู้จักกับเราได้อย่างไร
ระหว่างนั่งคุยกันเพื่อขอความรู้ของน้องเจ้าของบ้านเกี่ยวกับเรื่องคณะผู้จัดระเบียบ ผมออกปากว่า ไม่รู้ทำไมเหมือนกันแต่ผมชอบเก็บถุงไว้เป็นจำนวนมาก
ถุงนี้มีทั้งถุงกระดาษและถุงผ้าที่ได้มาจากการไปซื้อของบ้าง มีคนส่งของมาให้โดยใส่ถุงมาเรียบร้อยสวยงามบ้าง หรือแม้กระทั่งไปงานหนังสือปีละสองครั้งแล้วไปอุดหนุนหนังสือของสำนักพิมพ์มติชน พอซื้อหนังสือหลายเล่ม รวมแล้วเป็นเงินเกินจำนวนเท่านั้นเท่านี้ มติชนเขาก็แถมถุงผ้าสีสันลวดลายสวยงามมาให้
ถุงเหล่านี้ผมเก็บหมดครับ ไม่เคยทิ้งเลยสักใบเดียว ทำให้มุมหนึ่งของบ้านผมต้องมีถุงกองอยู่เป็นภูเขาเลากา
น้องคนที่นั่งคุยกันบอกว่า ถ้าคณะผู้ช่วยจัดระเบียบมาผมบ้าน ถุงเหล่านี้ไม่น่าจะรอดชีวิตแน่
ผมอดนึกในใจไม่ได้ว่าจะขอต่อรองเพื่อขอเก็บถุงมติชนไว้หน่อย ไม่รู้เขาจะยอมหรือเปล่าสินะ
เรื่องเสื้อผ้าก็อีกเหมือนกัน ทั้งคุณน้องเจ้าของห้องและผมเชื่อว่าอีกหลายคนที่นั่งอ่านงานเขียนคราวนี้อยู่ เราเก็บเสื้อผ้าไว้เป็นจำนวนมากโดยไม่มีโอกาสได้หยิบมาใช้ได้อีกเลย
เสื้อผ้าของผมบางตัวเก็บไว้ด้วยความเพ้อฝันว่า สักวันหนึ่งผมจะได้หยิบเสื้อตัวนั้นมาใช้อีกเพราะเรากลับไปผอมเหมือนเดิม ซึ่งเป็นความคิดในจินตนาการทั้งเพ
เรื่องแบบนี้คณะผู้ช่วยจัดระเบียบจะทำให้เราได้เห็นความจริงของชีวิตและตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น
เสื้อผ้าที่เก็บมาหลายปีจะได้ลดจำนวนลงมาบ้าง เหลือแต่ที่จะใช้จริงต่อไป
ส่วนเสื้อผ้าที่ “แพ้คัดออก” ก็นำไปแจกจ่ายให้กับคนที่จะใช้งานได้ต่อไป
อย่าได้คิดไปทิ้งขยะให้เสียประโยชน์เปล่าเลย
หลังจากได้ฟังเรื่องการจัดระเบียบ ห้องพักในคอนโดมิเนียมของน้องรายนี้โดยมีคณะผู้ช่วยจัดระเบียบมาอำนวยการแล้ว ผมเกิดความสนใจขึ้นมาตงิดๆ ว่า จะเรียกใช้บริการแบบนี้ดีหรือไม่
ยอมรับว่ายังลังเลสองจิตสองใจอยู่ครับ
มุมหนึ่งของความคิดก็อยากให้บ้านโปร่งตาขึ้น การรักษาความสะอาดง่ายซึ่งเป็นผลดีต่อสุขภาพอนามัยก็จะตามมา ไม่ต้องรบกับฝุ่นกับผงอีกต่อไป
แต่นี่อีกมุมหนึ่งก็ยังเสียดายข้าวของอีกหลายอย่างที่กลัวว่าอาจจะต้องทิ้งหรือจำหน่ายจ่ายแจกไป ถ้าต้องทิ้งหรือไม่อยู่กับเราแล้ว คิดถึงกันแย่เลยทีเดียว
ถ้าหยุดพักการพูดถึงเรื่องจัดระเบียบภายในบ้านพักหรือในห้องเช่าไว้แต่เพียงแค่นี้ แล้วขยายความคิดให้กว้างขวางออกไปอีกหน่อย เราจะพบว่า ในชีวิตปัจจุบันของเรา เราได้สะสมอะไรไว้มากมายพอสมควร และบางทีก็มากเกินกว่าที่จะเก็บเอาไว้ทั้งหมดได้ เพราะไม่รู้จะเก็บไว้ทำไมหรือเก็บไว้ก็ไม่เป็นประโยชน์
ชะดีชะร้ายอาจจะทำให้ชีวิตของเรารกเกินไป เกิดฝุ่นเกิดผงคละคลุ้งอยู่ในบรรยากาศรอบตัว ทำให้จามฟืดฟาดหรือน้ำตาไหลอยู่เสมอ
ของที่เราสะสมไว้ในชีวิตในวงกว้างแบบนี้มีเยอะนะครับ บางครั้งก็มาในรูปแบบของความทรงจำบางเรื่องที่ถ้าปล่อยวางลงเสียบ้าง ใจของเราก็จะเบาสบายขึ้นตั้งเป็นกอง
ยกตัวอย่างเช่น เราโกรธใครสักคนหนึ่ง เรื่องผ่านไปตั้งหลายปีแล้วเราก็ยังถือโกรธอยู่อย่างนั้น ตรองดูแล้วก็จะพบว่า ความโกรธแบบนี้มีแต่ให้โทษกับตัวเราเอง ส่วนคนที่เราโกรธนั้นมีความสุขไปถึงไหนแล้วไม่รู้
วันนี้ทำไมรู้สึกว่าตัวเองพูดเข้าท่าอย่างไรก็ไม่รู้ เห็นด้วยไหมครับ แต่ถ้าพูดต่อไปอาจจะไม่เข้าท่าก็ได้ เพราะผมเป็นอย่างนั้นอยู่เสมอ เพราะฉะนั้นจึงควรหยุดพูดไว้เพียงแค่นี้
แล้วไปพับถุงต่างๆ หลายสิบใบที่อยู่รอบตัวเก็บเข้าที่ต่อไป จ้างให้ก็ไม่ทิ้งถุงครับ ฮา!
