สนทนา ‘อิสริยะ-ภาวุธ’ 2 ขุนพลไอที ‘พรรคประชาชน’ ‘รัฐเอไอ’ ควรทำงานกันอย่างไร?
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
หมายเหตุ ส่วนหนึ่งจากบทสัมภาษณ์ “อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์” และ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” สอง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ซึ่งเคยเป็นผู้บริหารงานบริษัทด้านไอทีและแพลตฟอร์มภาคเอกชน ในรายการ The Politics ทางช่องยูทูบมติชน เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2569
ผู้ดำเนินรายการ : ประเมินการทำงานของภาครัฐและรัฐบาลบ้านเรากับเอไออย่างไร?
อิสริยะ : ผมว่าเราไม่ปฏิเสธเรื่องเอไอ หลายๆ ท่านอาจจะจำได้ ตอนหาเสียงเราก็ชูนโยบายเรื่อง “รัฐแพลตฟอร์ม”
ในภาพใหญ่ รัฐไทยทั้งหมด ไม่ใช่รัฐบาล รวมข้าราชการรวมคนทำงานด้วย ขนาดมันใหญ่มาก มันมีกระบวนการยุ่บยั่บเต็มไปหมด
เอาเรื่องงบประมาณอย่างเดียวก็ได้ งบประมาณประจำปี เดี๋ยวอีกสักพักจะเริ่มเข้าสู่ฤดูกาลงบประมาณแล้ว เอกสารมันเยอะมาก เยอะในระดับที่ไม่มีมนุษย์คนไหนจะอ่านงบประมาณได้ทั้งหมด แล้วมันหาความเชื่อมโยงไม่ได้ว่าหน่วยงานนี้ก็มี (โครงการนี้) อันนี้ก็มี (โครงการนี้) ทำซ้ำกัน ทำไมเกิดซ้ำซ้อน
ผมคิดว่าสเกลที่มันใหญ่และยาก มีความซับซ้อนสูงอย่างนี้ เอไอเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในภาครัฐได้
เพียงแต่ว่าเราจะทำ “เอไอในภาครัฐ” มันต้องมียุทธศาสตร์ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวมันจะกลายเป็นเหมือนในอดีต ที่เราเห็นหน่วยงานภาครัฐจำนวนมากมีแอพฯ (แอพพลิเคชั่น) เต็มไปหมด แอพฯ รัฐบาลรวมกันน่าจะราวหลายร้อย แล้วส่วนใหญ่โหลดไปตอนนี้มันก็ใช้ไม่ได้แล้ว (ภาวุธ – แล้วแพงมากด้วย ค่าทำแอพฯ แพงมาก)
ถ้าเรายังไม่มียุทธศาสตร์ในการวางแผนเรื่องเอไอภาครัฐ เดี๋ยวมันจะซ้ำรอยเรื่องแอพฯ เหมือนเดิม ก็คือต่างคนต่างเขียน ต่างคนต่างทำ
หน่วยงานฉันไฮเทคมีแอพฯ ให้ประชาชนใช้งานแล้ว ถึงแม้คนจะโหลด 50-100 คน ก็ไม่ต้องสนใจเรื่องความคุ้มค่า เพราะถือว่ามีแอพฯ ตอบโจทย์แล้ว สุดท้ายประชาชนก็ขี้เกียจโหลด เพราะโหลดมาก็ใช้ไม่ได้ พัง
ทุกวันนี้โครงการเอไอมันจะซ้ำรอยแบบเดียวกัน คือหน่วยงานภาครัฐก็จะ (บอก) เอไอดีๆ ทำ อันนี้เห็นด้วย แต่ว่าทำอย่างไร ถึงจะเชื่อมโยงยุทธศาสตร์เดียวกัน แล้วทุกคนในภาครัฐเห็นภาพเดียวกันว่าเราจะทำอย่างไร
ผู้ดำเนินรายการ : หมายความว่าทุกกระทรวง ทบวง กรมไม่จำเป็นต้องทำเอไอของตนเอง ถูกไหมครับ?
ภาวุธ : ควรจะมีคนกำหนดกรอบก่อน วันนี้ต้องบอกว่า เรามี สวทช. (สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ) เรามีหน่วยงานภาครัฐที่ศึกษาเรื่องพวกนี้อยู่ มีเอไอของประเทศไทยเราเอง ซึ่งอาจจะไม่ได้เก่งเท่าต่างประเทศ แต่ความสามารถของเอไอบางอย่างที่เราต้องการ อาจจะไม่ต้องไปใช้ของต่างประเทศก็ได้
เงิน 1,600 ล้านบาท จริงๆ อาจจะปันบางส่วนมาทำให้ “ไทยแอลแอลเอ็ม” ก็คือเอไอที่วันนี้หน่วยงานภาครัฐกำลังศึกษาอยู่ เก่งขึ้นก็ได้
ผมอยากจะฝากไว้ เชื่อว่ารายการนี้น่าจะมีข้าราชการหลายคนดูอยู่ ถ้าเกิดท่านไหนคิดว่ากำลังจะตั้งโครงการเกี่ยวกับเอไอขึ้นมา แล้วคิดว่าจะมาหาผลประโยชน์จากโครงการนี้ ระวังตัวนะครับ เพราะวันนี้เราสองคนมาจากอุตสาหกรรมนี้โดยตรง ถ้าโครงการไหนไม่เข้าท่า เรามีกรรมาธิการตรวจสอบเรื่องงบฯ
ฉะนั้น อยากให้ทุกคนดูให้ดีว่า จะทำโครงการลักษณะนี้ ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด แล้วอยากจะฝากกระทรวงดีอีว่า วันนี้เราควรจะมีกรอบการทำงานหรือโรดแม็ปในการที่หากหน่วยงานภาครัฐจะใช้เอไอ มันควรจะมีกรอบว่าคุณต้องใช้ 1 2 3 4 5 คุณควรจะทำแบบนี้ คุณไปที่นี่
วิ่งไปที่บีดีไอ (สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน)) เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ทำเรื่องเอไอ วิ่งไปที่ สวทช.ไหม ไปให้เขาช่วยทำให้ ไม่ใช่คิดว่าฉันจะหาเงิน ฉันจะเอาคำว่าเอไอมาดูดงบประมาณของเราออกไป
ถ้าเกิดกระทรวงดีอีมาทำกรอบตรงนี้เอาไว้ หน่วยงานภาครัฐอื่นๆ ก็มาทำตามกรอบนี้ จะทำให้งบประมาณเกี่ยวกับเรื่องเอไอมันอยู่ในกรอบและทิศทางเดียวกัน มันจะเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลกับประเทศไทยมากกว่านี้ ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นงานที่กระทรวงดีอีลงไปทำมากกว่า
ผู้ดำเนินรายการ : ตอนนี้รัฐบาลเขาพร้อมแค่ไหนกับเอไอ?
ภาวุธ : ถ้าถามถึงตัวรัฐบาลเอง ก็ต้องดูจากรัฐมนตรี (รมว.ดีอี) ว่ามีความเข้าใจไหม? แต่ถ้าในแง่ราชการ ข้าราชการผมว่าบางหน่วยงานมีความพร้อม เพียงแต่ว่าด้วยความที่ตัวเองอยู่ในไซโลหนึ่งของระบบราชการ ก็ไม่สามารถกระโดดขึ้นมามีอำนาจในการบริหารจัดการหรือส่งเสียงได้
ฉะนั้น ถ้าเกิดผู้บริหารสูงสุดสามารถมีความเข้าใจว่าเอไอเป็นเรื่องที่ดี ซึ่งผมเข้าใจว่าในอาทิตย์ที่ผ่านมา ทาง ครม.ก็มีนโยบายว่าจะผลักดันให้ราชการใช้เอไอ แต่ผมยังไม่เห็นรายละเอียด
แต่ถ้าวันนี้มันยังเป็นต่างคนต่างทำ ทุกคนอยากทำเอไอ อย่างที่คุณอิสริยะบอก คิดว่าฉันจะทำๆๆ แล้วก็เกิดเหตุการณ์ที่เอไอกลายเป็นวลีที่สามารถดึงเงินจากงบประมาณออกไปได้ อันนี้อันตรายมาก
(ผู้ดำเนินรายการ – คือกลายเป็นเครื่องมือสำหรับตั้งงบฯ?) ถูกต้อง แล้วข้างในก็จะกลายเป็นเอไอที่ไม่เกิดประโยชน์กับประชาชนจริงๆ
วันนี้เราต้องการกรอบของการพัฒนาเอไอ บางอย่าง (เอางบประมาณ) 1,600 ล้านไปซื้อ (เทคโนโลยี) ต่างประเทศได้ บางส่วนต้องเอามาพัฒนาในแง่โครงสร้างพื้นฐานของเทคโนโลยีประเทศไทย
รวมถึงบางส่วนอาจจะต้องไปกระตุ้นให้เอกชนที่ทำเอไออยู่แล้ว เรามีสมาคม มีบริษัทสตาร์ตอัพด้านเอไอเยอะเลย แต่วันนี้ไม่มีความช่วยเหลือจากภาครัฐลงไปที่พวกนี้เท่าไร
ฉะนั้น (รัฐ) ต้องถอยออกมา (มอง) กว้างๆ แล้วทำเป็นเหมือนกับภาพรวมของเอไอประเทศไทยว่าจะไปอย่างไร ผมว่านี่คือหน้าที่รัฐมนตรีดีอีที่ต้องมองภาพใหญ่ ไม่ได้มองแค่เฉพาะภาพเล็ก เฉพาะโครงการที่จะสูบเงินภาษีของพวกเราไป
ผู้ดำเนินรายการ : หลายๆ ครั้งที่ภาครัฐพยายามจะทำแอพฯ แล้วคนมักจะมองว่าเวลาให้รัฐทำมันดูไม่เป็นมืออาชีพ ตัวแอพฯ ก็ใช้ยาก ตัวหน้าเว็บก็จะหาไม่เจอ สุดท้ายคนก็จะบอกว่าให้เอกชนทำไม่ดีกว่าเหรอ? ภาครัฐมาดูนโยบาย ไม่ต้องทำหรอก
ภาวุธ : “รัฐแพลตฟอร์ม” คุณอิสระอธิบายได้เลย
อิสริยะ : เห็นด้วยว่าเราควรจะใช้โอกาสนี้ ในการส่งเสริมให้ภาคเอกชนไทยได้เติบโต โดยที่รัฐเป็นคนกำหนดนโยบาย โครงการอย่าง “TH-AI Passport” มันอาจจะมีความ “ซื้อมาขายไป” ไปนิดหนึ่ง
แต่ถ้าพรรคประชาชนได้เป็นรัฐบาล เราคงจะออกแบบโครงการให้สตาร์ตอัพไทยได้เข้ามามีบทบาทมากกว่านี้ แล้วผลิตของโดยคนไทยทำขึ้นมา
ผมยกตัวอย่าง ในวงการเองก็มีการพูดคุยกันว่าประเทศไทยสามารถเอาเอไอมาแก้ปัญหาได้หลายเรื่อง อันหนึ่งที่น่าทำมากคือเรื่องการแพทย์ ประเทศไทยมีหมอเก่งๆ เยอะมากตามโรงเรียนแพทย์ต่างๆ แต่ในอีกด้านหนึ่ง เราก็เจอปัญหาเรื่องระบบสาธารณสุขมากขึ้นเรื่อยๆ
ปัญหาลักษณะนี้เราสามารถเอาเอไอเข้ามาช่วย ทำให้การจัดการบริการสาธารณสุขมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้ ซึ่งอันนี้เป็นโอกาสอันดีมากที่จะทำให้สตาร์ตอัพไทยหลายๆ เจ้าเข้าไปทำงานกับโรงเรียนแพทย์กับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการทำบริการเอไอสำหรับการแพทย์ขั้นพื้นฐานให้ประชาชนใช้
ถ้าเกิดผมมี (เงิน) 1,600 ล้านแบบเดียวกัน ผมคิดว่าทำโครงการลักษณะนี้เกิดได้หลายอัน แล้วมันก็ยั่งยืนกว่า
ภาวุธ : รัฐต้องถอยตัวเองออกมา แทนที่จะทำเอง รัฐอาจจะต้องลงมาทำระบบโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบข้อมูลบิ๊กเดต้า มีเอไอกลางอันหนึ่งที่เป็นของคนไทยใช้เอง ระบบยืนยันตัวตน ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างภาครัฐ เป็นพื้นฐาน
จากนั้น กระตุ้นหรือโน้มน้าวให้เอกชนกระโดดมาทำบริการต่างๆ บนบริการของภาครัฐที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานอีกที
ในพรรคเราเรียกว่าเป็น “รัฐแพลตฟอร์ม” รัฐจะเอาตัวเองลงมาอยู่ข้างล่าง คอยเกื้อหนุนผลักดันเอกชนให้โตขึ้นไป ฉะนั้น มันจะเกิดการพัฒนาเทคโนโลยีของคนไทย เอกชนก็จะโต รัฐเองก็จะได้บริการภาคประชาชนที่เอกชนลงไปช่วย ในราคาที่สมเหตุสมผล
